ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 728

#728ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 479-1 ขัดขวางข้า ตาย!

ข่าวองค์หญิงเสินโย่วกลับเมืองหลวงแพร่ไปทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว พริบตาชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเมืองหลวงต่างเริ่มร้อนใจ หายใจไม่ทั่วท้อง สถานการณ์ตอนนี้หากพวกเขายังไม่รู้แม้แต่น้อยก็ถือว่าปิดตากล่าวแล้ว

ผ่านมาหลายวันเช่นนี้ หากพวกเขายังไม่รู้ว่าจวิ้นอ๋องหนานคังต้องการสิ่งใด พวกเขาก็คงไม่มีความสามารถดำรงตนในเทียนฉี่มาได้หลายปีเช่นนี้แล้ว แต่...รู้ก็ส่วนรู้ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะสงบนิ่ง แต่ก็ยังมีอีกส่วนที่ไม่รู้เรื่องใดด้วยจริงๆ

สิบกว่าปีก่อน อ๋องผู้สำเร็จราชการแผ่นดินฉู่เลี่ยอิทธิพลล้นฟ้า ไม่เพียงแต่ข่มบารมีฮ่องเต้ไว้ได้ แม้แต่ตระกูลขุนนางเก่าแก่เองก็แทบถูกข่มจนหายใจไม่ออก ตอนนั้นราชสำนักคล้ายอยู่ใต้คำสั่งของฉู่เลี่ย เขาไม่เพียงแต่ไม่ให้โอกาสฮ่องเต้แสดงความคิดเห็น แต่ยังไม่ฟังความคิดเห็นขุนนางราชสำนักและตระกูลขุนนางเก่าแก่

ฉู่เลี่ยกุมอำนาจการทหาร ประมุขแต่ละตระกูลก็ไม่กล้าพูดอันใดต่อหน้าเขา แต่ในใจจะไม่โกรธแค้นได้อย่างไร

ตั้งแต่เทียนฉี่ก่อตั้งมาก็ให้ความสำคัญต่อตระกูลขุนนางเก่าแก่และบัณฑิตอย่างมาก ตอนนั้นฉู่เลี่ยกลับคิดรวบอำนาจอย่างเห็นได้ชัด แย่งชิงอำนาจจากทุกฝ่ายไปไว้ที่ฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว แม้ฉู่เลี่ยตอนนั้นยังไม่ได้เป็นฮ่องเต้ก็ตาม

ดังนั้นตระกูลขุนนางเก่าแก่จะอดทนอดกลั้นได้อย่างไร แม้ปกติพวกเขาจะแก่งแย่งชิงดีกันเพื่อผลประโยชน์ตนเองจนหน้าดำคร่ำเครียดเพียงใด แต่ทันทีที่ราชวงศ์เป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์พวกเขา พวกเขาก็จะรวมตัวตีโต้กลับอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยทันที

แต่ไรมาพวกเขาไม่คิดแย่งชิงบัลลังก์ เพราะว่าสำหรับพวกเขา ผู้ใดเป็นฮ่องเต้ก็ไม่มีความหมาย เพราะว่าไม่ว่าผู้ใดเป็นฮ่องเต้ อิทธิพลอำนาจใต้หล้าส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกำมือพวกเขา แม้แต่ราชวงศ์เองก็ไม่อาจยืนยงเท่าวงศ์ตระกูลพวกเขา

ตอนนั้นเผ่ามั่วรุกรานแผ่นดิน ทำให้ตระกูลขุนนางเก่าแก่เสียหายหนักเช่นกัน เพราะเรื่องเกิดกะทันหัน ตอนพวกเขาแทงข้างหลังฉู่เลี่ยก็คิดไม่ถึงว่าเทียนฉี่ถึงกับจะพ่ายศึกหมดสิ้นเช่นนั้นจริงๆ

ต่อมาฮ่องเต้หย่งเจียย้ายเมืองหลวง หลายปีมานี้กำลังของตระกูลขุนนางเก่าแก่มากขึ้นกว่าตอนย้ายเมืองหลวง แต่ความอดทนของคนเหล่านี้น่าตกใจจริง สิบกว่าปีผ่านมา ยังคงคืบคลานเข้าครองอำนาจราชสำนักดังเดิม

แน่นอนว่าพวกเขาไม่คิดว่าตนเองกำลังครองอำนาจราชสำนัก พวกเขาคิดว่าตนเองภักดีต่อราชวงศ์และทำเพื่อประชาใต้หล้า หากฮ่องเต้ไร้คุณธรรมและความสามารถ พวกเขามีหน้าที่ต้องประคับประคองสถานการณ์ ถึงกับเลือกใช้วิธีการแข็งกร้าว ส่วนที่ว่าฮ่องเต้แท้จริงไร้คุณธรรมและความสามารถจริงหรือไม่ แน่นอนว่าพวกเขาเป็นผู้ตัดสินเพียงฝ่ายเดียว

เดิมฮ่องเต้หย่งเจียเป็นฮ่องเต้ที่ทุกคนนับว่าพึงพอใจ อย่างไรพระองค์ก็ไม่ทรงใช้พระราชอำนาจแข็งกร้าวและไม่มากเรื่อง เรื่องราวในราชสำนักก็พอผ่านพ้นไปได้ ส่วนใหญ่ปล่อยให้ขุนนางใหญ่จัดการ แต่ตั้งแต่องค์หญิงเสินโย่วกลับมา หลายคนก็รู้สึกได้ว่าฮ่องเต้หย่งเจียค่อยๆ เปลี่ยนไป ไม่ได้หมายความว่าทรงเปลี่ยนไปเป็นฮ่องเต้ปรีชา แต่ทรงเปลี่ยนไปเป็นบิดาตามใจบุตรี

บนโลกใบนี้บิดาตามใจบุตรีมีมากและไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เพราะทรงมีองค์หญิงเพียงพระองค์เดียว และยังทรงเป็นถึงฮ่องเต้ บุตรีผู้นี้ก็ไม่ยินยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยม จึงทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ

องค์หญิงเสินโย่วเหิมเกริมกระทำตามอำเภอใจ ตอนแรกทุกคนต่างรู้สึกว่าไม่มีอันใด อย่างไรองค์หญิงเสินโย่วก็เติบโตในเป่ยจิ้น ไม่รู้ธรรมเนียมมารยาท ฝ่าบาทโปรดปรานก็โปรดปรานไป แต่ตอนนี้องค์หญิงเสินโย่วถึงกับกล้านำทัพบุกเป่ยจิ้น ถึงกับก่อตั้งกองกำลังจิ้งเป่ยทางเหนือก่อนกลับเมืองผิงจิง ทำให้ทุกคนต่างสงสัยเจตนาของนาง

กระทั่งแม้แต่การเลือกรัชทายาท ฝ่าบาทก็ฟังคำเสนอขององค์หญิงเสินโย่ว ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าตอนนี้ฝ่าบาทให้ความสำคัญต่อหลานชายจวิ้นอ๋องป๋อหนิง แต่ก็ไม่ใช่เพราะสาเหตุใด นอกจากเพราะว่าเด็กคนนี้ถูกอบรมเลี้ยงดูอยู่ในจวนองค์หญิงเสินโย่ว

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป...วันหน้าเทียนฉี่ยังไม่รู้ว่าจะแซ่ใด

ในเมื่อฝ่าบาทไม่ทรงยอมฟังคำทัดทาน เช่นนั้นก็อย่าได้ตำหนิพวกเขาที่นิ่งดูดาย อย่างไรพวกเขาก็ทำเพื่อการสืบทอดต่อไปของราชวงศ์เทียนฉี่

แต่ตอนนี้องค์หญิงเสินโย่วพลันกลับมาแล้ว ทำให้คนไม่น้อยต่างไม่สบายใจ องค์หญิงถึงกับกลับมาแล้ว แท้จริงเป็นความผลีผลามวู่วาม หรือว่ามีไพ่ไม้ตายในมือ

กล่าวกันตามตรง ตอนนี้ตระกูลขุนนางเก่าแก่เทียนฉี่ไม่ได้ร้ายกาจดังที่พวกเขาคิดว่าตนเองร้ายกาจ บางทีพวกเขากุมอำนาจไม่น้อย แต่ความจริงคนส่วนใหญ่ก็ได้แต่อาศัยกินบุญเก่าจากบรรพชนตนเองเท่านั้น

ตอนนั้นเผ่ามั่วรุกรานลงใต้ ทำลายหลายสิ่งหลายอย่าง รวมถึงสมบัติและอำนาจที่ตระกูลพวกเขาสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน หลังราชสำนักลงใต้ ในตอนนั้นพวกเขายังต้องแย่งชิงผลประโยชน์กับเจ้าของพื้นที่เดิมทางใต้

แม้สิบกว่าปีต่อมาถึงตอนนี้ เมื่อเทียบกับตอนนั้นยังถือว่ายังคงอยู่ในสภาพบาดเจ็บภายในอย่างหนักอยู่ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น หลายคนถึงกับแทบจะอยากลิ้มลองรสชาติการขึ้นสู่อำนาจสูงสุดและกุมอำนาจไว้ในมืออีกครั้ง

ซั่งกวนเฉิงอี้มาจากตระกูลยากจน ส่วนเจ้าคนแซ่จูที่เห็นชัดว่าอาศัยวงศ์ตระกูลก้าวขึ้นมากลับไม่เป็นหนึ่งเดียวกับวงศ์ตระกูล...ย่อมล้วนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพวกเขา

“ทุกท่าน ทุกท่านคิดเห็นเช่นกันใช่หรือไม่” ในห้องหนังสือกว้างใหญ่ ชายวัยกลางคนใบหน้าขาวดูมีสง่าราศีมองทุกคนที่นั่งอยู่พลางขมวดคิ้วถามขึ้น

ในห้องหนังสือ มีบุรุษอายุแตกต่างกันราวเจ็ดแปดคนนั่งอยู่

เมื่อทุกคนได้ยินดังนี้ ในห้องหนังสือพลันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีคนขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ฝ่าบาทนับวันยิ่งเลอะเลือน ซั่งกวนเฉิงอี้ก็เห็นชัดว่าอยู่ข้างองค์หญิงเสินโย่ว หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ในราชสำนักนี้ยังจะมีที่ให้พวกเราออกความเห็นอีกหรือ”

ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยขึ้นอย่างโกรธแค้นว่า “เจ้าจิ้งจอกเฒ่าซั่งกวนเฉิงอี้! ภายนอกทำทีเป็นไม่ลงรอยกับองค์หญิงเสินโย่ว ถึงกับ...”

ชายหนุ่มร่างอ้วนอีกคนยิ้มเยียบเย็น “บุตรชายซั่งกวนเฉิงอี้ติดตามองค์หญิงเสินโย่วได้หลายปีแล้ว ซั่งกวนเฉิงอี้มีจุดยืนเช่นไรยังไม่รู้อีกหรือ ข้าก็บอกหลายครั้งแล้ว ใต้เท้าทุกท่านเอาแต่ไม่เชื่อข้า!”

ตอนแรกที่ซั่งกวนอวิ่นหรูถูกองค์หญิงเสินโย่วจับตัวไปเป็นเรื่องจริง แต่ต่อมาซั่งกวนเฉิงอี้ที่เป็นถึงเสนาบดี หากคิดจะนำตัวบุตรชายกลับมา จะไม่มีหนทางเลยเชียวหรือ

ชายหน้าขาวถอนหายใจไม่หยุด “ผู้ใดจะรู้ว่า...คนเช่นซั่งกวนเฉิงอี้ถึงกับยอมสยบให้กับสตรีผู้หนึ่ง”

ตระกูลขุนนางเก่าแก่เช่นพวกเขาหยิ่งยโสในชาติกำเนิดตนเอง บางครั้งไม่เข้าใจหลักการยอมโอนอ่อน ซั่งกวนเฉิงอี้ชาติกำเนิดยากจนกลับให้ความสำคัญกับบางสิ่งมากกว่า ไม่เช่นนั้นคงไม่มีพวกแข็งกร้าวยอมตายก็ต้องยืนหยัดความคิดตนหรือ และที่น่าโมโหก็คือคนพวกนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบัณฑิตยากจน เพียงแต่พวกเขาลืมไป ซั่งกวนเฉิงอี้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งเสนาบดีนี้ได้ จะเป็นพวกคร่ำครึไร้ความสามารถได้อย่างไร

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานของห้องเห็นพวกเขาทะเลาะเบาะแว้งกันก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ทุกท่านอย่าเพิ่งมีเรื่องกัน มาคุยกันก่อนดีกว่าว่าต่อไปจะทำเช่นไร ครั้งนี้...แท้จริงพวกเรา...”

ทุกคนต่างเงียบไป พวกเขาย่อมเข้าใจความหมายของชายวัยกลางคน แท้จริงยืนอยู่ฟากจวิ้นอ๋องหนานคังหรือว่าฮ่องเต้หย่งเจีย ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่นิ่งดูดาย ไม่ว่าเลือกข้างใดก็ยังไม่ต้องรีบร้อนในตอนนี้

สีหน้าชายวัยกลางคนร่างอ้วนผู้นั้นมืดครึ้ม กล่าวเสียงเรียบว่า “ทุกท่าน มีข่าวหนึ่ง ไม่ทราบว่าทุกท่านได้ยินกันแล้วหรือยัง”

ทุกคนต่างหันไปมองชายวัยกลางคน ชายที่ค่อนข้างท้วมกล่าวเสียงเรียบ “ได้ยินว่าราชบุตรเขยในองค์หญิงเสินโย่วผู้นั้นยังไม่ตาย เขาก็คือเยี่ยนเฟิ่งเซียวเจ้าเมืองชางอวิ๋น”

ทุกคนต่างนิ่งอึ้ง อดขมวดคิ้วไม่ได้ “ข่าวนี้มาจากที่ใด”

ชายร่างท้วมเล็กน้อยโบกมือ “มาจากที่ใด ทุกท่านไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ข้าน้อยรับรองว่าข่าวนี้จริงแท้แน่นอน องค์หญิงเสินโย่วอุปนิสัยเช่นไร เยี่ยนเฟิ่งเซียวคือผู้ใด ครั้งนี้หากพวกเราช่วยองค์หญิงเสินโย่ว...วันหน้าแผ่นดินเทียนฉี่ยังจะแซ่ฉู่อีกหรือ อาจเปลี่ยนไปแซ่เยี่ยน จวินอู๋ฮวนกระทำการลวงหลอกไปทั่ว ถึงกับได้แต่งกับสายพระโลหิตเดียวของฝ่าบาท หากกล่าวว่าไม่มีความคิดเป็นใหญ่ ผู้ใดจะเชื่อ”

“พี่ชุยกล่าวได้มีเหตุผล” มีคนรับคำต่อ “น่าเสียดายฝ่าบาทไม่ทรงฟังคำทัดทานของพวกเรา หลายปีมานี้ฝ่าบาททรงเรียกใช้แต่ขุนนางคนสนิท นอกจากเซี่ยงกั๋วกง เฝิงเจิง ซั่งกวนเฉิงอี้ไม่กี่คนแล้ว ยังจะฟังคำผู้ใดอีก”

พวกเขาไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตอนนั้นพวกเขาลงมือกับอ๋องผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เกรงว่าจะทำให้ฮ่องเต้หย่งเจียทรงตกพระทัย หลายปีมานี้ฮ่องเต้หย่งเจียเอาแต่ระแวงพวกเขา ในราชสำนักตอนนี้ คนตระกูลขุนนางเก่าแก่เช่นพวกเขาที่ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่ง นอกจากใต้เท้าจูแล้วแทบไม่มีผู้ใดอีก ส่วนตระกูลจูก็ไม่นับว่าเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ชั้นต้นอันใด

“กล่าวเช่นนี้...พวกเราก็จะตัดสินใจเช่นนี้แล้วหรือ” ชายหนุ่มร่างผอมอีกคนถามขึ้น

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 728