ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 720
ตอนที่ 473-2 เกิดเรื่องแล้ว!
ข่งเซียวเอ่ยว่า “กระหม่อมไม่รู้ว่าองค์หญิงกำลังพูดเรื่องอันใด องค์หญิงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งกรมกิจการทหาร เรื่องนี้...องค์หญิงกลับไปอธิบายกับขุนนางราชสำนักด้วยตนเองจะดีที่สุด!”
เขากล่าวจบก็หันหลังคิดเดินออกไป แต่พอเดินไปถึงหน้าประตูก็พลันต้องชะงักฝีเท้า เพราะว่าเบื้องหน้าเขามีดาบวาววับสองเล่มขวางทางอยู่ ยามเฝ้าหน้าประตูชุดดำสองคนเหลือบมองเขา แม้แต่มองเขาให้เต็มตาก็ไม่มองมาแม้สักนิด แต่สองดาบขวางทางเขาอยู่อย่างชัดเจน
เขาได้ยินเสียงหัวเราะฉู่หลิงดังกระจ่างมาจากด้านหลัง “ข้าบอกให้เจ้าไปได้แล้วหรือ”
สีหน้าข่งเซียวบัดเดี๋ยวเขียวบัดเดี๋ยวม่วง เขาหันหน้ากลับมาจ้องมองฉู่หลิงด้วยความโมโห “องค์หญิงแท้จริงต้องการสิ่งใดกันแน่ หรือว่าท่านกล้าสังหารขุนนางราชสำนัก”
ฉู่หลิงเท้าคางพิงเก้าอี้ อาการบาดเจ็บภายในยังไม่หายสนิท นางมักจะรู้สึกเกียจคร้านง่าย “ขุนนางอื่นไม่กล้า แต่ขุนนางถือหนังสือกรมกิจการทหารปลอม สังหารไปก็คงไม่เป็นไรกระมัง”
“ท่าน!”
ฉู่หลิงเหลือบมองเขาทีหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “ใต้เท้าข่ง จะให้ดีท่านมาทางนี้ มาบอกข้าหน่อยว่าแท้จริงแล้วเมืองผิงจิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น ไม่เช่นนั้น...”
แสงสีเงินวาววับโบกสะบัด เขารู้สึกเพียงแค่มีลมหอบหนึ่งพัดใส่ตนเอง พอได้สติคืนมาเหนือศีรษะก็มีของบางอย่างกระแทกใส่ หยกรัดผมพลันร่วงลงพื้น ผมที่เกล้าไว้เรียบร้อยก็กระจัดกระจายเต็มแผ่นหลัง สภาพยามนี้อเนจอนาถมาก
ฉู่หลิงกุมดาบจันทราในมือเบาๆ ตัวดาบส่องประกายสีเงินยวงน่าชม
“ว่ามา จะพูดไม่พูด” ฉู่หลิงยิ้ม “ดูท่าใต้เท้าข่งก็มิได้เป็นที่รักในกรมกิจการทหารสักเท่าไร งานที่ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยนี้ ถึงกับให้ท่านมาทำ ลำบากท่านแล้ว...”
“ท่าน...ท่านกล้า...” ข่งเซียวตกใจหวาดกลัว “แม้ท่านเป็นองค์หญิง แต่สังหารขุนนางราชสำนักก็ยากหนีความผิดพ้น!”
ฉู่หลิงแค่นเสียงฮึในลำคอ “เหตุใดพูดจามากมายเช่นนี้”
ร่างตรงหน้าแวบหายไป ข่งเซียวรู้สึกเพียงว่าเงาร่างสีแดงเบื้องหน้าพร้อมกับคมดาบเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งมาจ่ออยู่ที่ลำคอเขาแล้ว
ฉู่หลิงสบตากับเขาด้วยแววตาเย็นเยียบประหนึ่งน้ำแข็งเหมันต์ “ข้าถามอีกครั้ง ว่ามา...ตกลงจะพูดไม่พูด”
ข่งเซียวเบิกตาโพลงอยู่นานก็พูดไม่ออก ตอนฉู่หลิงคิดถามอีกครั้ง ก็เห็นข่งเซียวตาเหลือกล้มลงกับพื้น
“...”
“โอ๊ะ นี่คือเกิดเรื่องอันใดขึ้น” อวิ๋นสิงเยว่เดินเข้ามาพอดี เห็นข่งเซียวนอนแผ่อยู่บนพื้นก็เลิกคิ้วถามขึ้น
ฉู่หลิงนึกแปลกใจ “เหตุใดเจ้ามาเร็วเพียงนี้”
อวิ๋นสิงเยว่ค้อนขวับ “เพิ่งมาถึงหน้าประตูก็พบเซียวเหมิงแล้ว องค์หญิงเรียกพบ ไหนเลยจะกล้ามาช้า เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับคนผู้นี้”
ฉู่หลิงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง หันหลังเดินไปยังตำแหน่งกลางห้อง “ตกใจเป็นลม ทำให้เขาฟื้นหน่อย ข้ายังมีวาจาจะถามเขา”
อวิ๋นสิงเยว่ลูบคางมองประเมินข่งเซียวครู่หนึ่ง ไม่แม้แต่โน้มตัวลงไป เพียงยกเท้าเตะไปที่จุดชีพจรแห่งหนึ่งบนร่างเขาเบาๆ
ข่งเซียวสะอึกในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ เบิกตาโพลงขึ้น ภาพที่ข่งเซียวเห็นยามเบิกตาโพลงขึ้นมาก็คือใบหน้าหล่อเหลาเปื้อนรอยยิ้มแฝงเลศนัยของอวิ๋นสิงเยว่ เขานิ่งอึ้งไปทันที ยังไม่ทันตั้งสติได้ อวิ๋นสิงเยว่ก็คว้าตัวเขาโยนกลับเข้าไปกลางห้องโถง “องค์หญิงมีเรื่องจะถามเจ้า ยังมัวเหม่อลอยอันใดอีก”
ข่งเซียวถูกโยนกลับมากลางห้องโถง เขาสบสายตาเย็นเยียบของฉู่หลิงแล้วก็อดมองไปที่มือนางไม่ได้ เมื่อเห็นว่าในมือนางไม่มีดาบเล่มนั้นแล้วก็แอบถอนใจโล่งอก
ฉู่หลิงส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ “ใต้เท้าข่ง พูดมาดีกว่า แท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้น ข้ารับรองว่าครั้งนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านตกใจอีก”
อวิ๋นสิงเยว่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยรับ “ครั้งนี้นางจะเฉือนเนื้อเจ้าออก”
ข่งเซียวมองหญิงสาวชุดแดงตรงหน้าด้วยสีหน้าตกใจยิ่ง ท่าทางได้ใจก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปหมดสิ้น
ข่งเซียวตั้งสติได้ก็เอ่ยอย่างรู้ความยิ่งว่า “ไม่...ไม่มีอันใด ใต้เท้าจูสุขภาพไม่ดี สองสามวันนี้กรมกิจการทหารให้กระหม่อมดูแลชั่วคราว”
ฉู่หลิงหรี่ตาเล็กน้อย “แม้ใต้เท้าจูไม่สบาย รองเจ้ากรมกิจการทหารก็กล้าข้ามราชโองการเสด็จพ่อ สั่งให้ข้าถอนทัพหรือ”
ข่งเซียวเอ่ยว่า “ขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนักล้วนไม่เห็นชอบกับการยกทัพไปเป่ยจิ้น ฝ่าบาท...ท่าทีฝ่าบาทเองก็อ่อนลงมากแล้ว เพียงแต่...ฝ่าบาทยังทรงลังเล ไม่มีราชโองการลงมาเสียที ใต้เท้าทุกท่านรู้สึกว่าฝ่าบาทคิดยื้อเวลา ดังนั้นจึงได้...ดังนั้นจึงได้ต้องการ...ให้ฝ่าบาททรงพระเมตตา หลังจากเรื่องนี้คิดว่าคงไม่ลงอาญา”
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “เพียงแค่เท่านี้หรือ”
ข่งเซียวพยักหน้า “เพียงแค่เท่านี้”
“เสนาบดีซั่งกวนมีความเห็นเช่นไร” ฉู่หลิงถาม
ข่งเซียวตอบว่า “ใต้เท้าซั่งกวน...ใต้เท้าซั่งกวนย่อมเห็นด้วยกับความคิดเห็นของบรรดาขุนนาง”
“เช่นนั้น เซี่ยงกั๋วกงมีท่าทีเช่นไร” ฉู่หลิงเอ่ยต่อ
ข่งเซียวลังเลเล็กน้อย “เซี่ยงกั๋วกง...เซี่ยงกั๋วกงไม่พอใจ แต่ทว่าอย่างไรเขาก็แค่คนเดียว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
ฉู่หลิงพยักหน้า อมยิ้มมองข่งเซียว “ใต้เท้าข่ง ข้ายังมีคำถามสุดท้าย”
“องค์หญิง...องค์หญิงเชิญถาม”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ข้าไม่ได้รับจดหมายจากท่านลุงมาสิบวันได้แล้ว เจ้าว่าเพราะเหตุใด”
“อะ...องค์หญิง กระหม่อมไม่ทราบ” หน้าผากข่งเซียวชุ่มไปด้วยเหงื่อ “บางที...บางทีเพราะกั๋วกงไม่มีสิ่งใดรายงาน และอาจเพราะองค์หญิงเพิ่งกลับจากเมืองชางอวิ๋น ทหารนำสารส่งถึงเมืองชางอวิ๋นสวนทางกับองค์หญิงพอดีกระมัง”
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “คำอธิบายนี้ไม่เลวอย่างยิ่ง”
ข่งเซียวปาดเหงื่อ “กระหม่อมมิกล้า”
ฉู่หลิงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง ข่งเซียวรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว พอเงยหน้าก็รู้สึกว่าลำคอปวดปลาบ มองกระจ่างอีกทีก็หน้ามืดล้มเป็นลมไปอีกครั้ง
อวิ๋นสิงเยว่มองข่งเซียวบนพื้นแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยหั นไปมองฉู่หลิง “วาจาเมื่อครู่ขององค์หญิงหมายความเช่นไร เมืองผิงจิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
สีหน้าฉู่หลิงเป็นกังวล นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยว่า “พูดยาก...สถานการณ์เมืองผิงจิงตอนนี้ไม่น่าจะดีนัก ไม่ว่าท่านลุงหรือหวนอวี้ล้วนไม่ได้ให้คนส่งข่าวมา เจ้าไม่รู้สึกว่าแปลกมากหรือ”
อวิ๋นสิงเยว่ทำสีหน้าสงสัย “เจ้าต้องการบอกว่า พวกเขาอาจเกิดเรื่องแล้ว ด้วยสถานะเซี่ยงกั๋วกงและหวนอวี้ในเมืองผิงจิงจะเกิดเรื่องอันใดได้กัน”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ ยกมือขึ้นขยี้หว่างคิ้ว ส่ายหน้า “ไม่รู้...ข้ารู้สึกว่าไม่น่าไว้วางใจ”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าป๋ออานส่งคนไปเมืองหลวงแล้ว แม้พวกหวนอวี้ไม่ส่งข่าวมา คนของเจ้าป๋ออานน่าจะส่งข่าวกลับมาในไม่ช้า อย่าเพิ่งร้อนใจไป”
ฉู่หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ค่อยกล่าวเสียงนิ่งเรียบว่า “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป เรียกตัวหวงจิ้งเซวียนกับเจ้าจี้หลินกลับมา แล้วก็...แล้วก็หลีตั้นด้วย! อีกอย่าง ส่งคนของเราไปเมืองผิงจิง!”
อวิ๋นสิงเยว่นิ่งอึ้ง “จำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ”
หลีตั้นทุ่มเทเพื่อกองทัพ พวกหวงจิ้งเซวียนตอนนี้ก็อยู่เมืองรุ่นโจว กำลังเริงร่าดังมัจฉาเริงวารี ตอนนี้เรียกตัวกลับไม่ใช่ว่าที่ทำไปทั้งหมดสูญเปล่าหรือ
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “เตรียมการล่วงหน้าเท่านั้น”
“ตกลง”
ไม่ว่าสถานการณ์เมืองผิงจิงจะเป็นเช่นไร เรื่องเมืองหลิงเจียงกลับไม่อาจรอช้า พอฉู่หลิงกลับถึงเมืองหลิงเจียงก็ง่วนกับการจัดการในกองทัพ สถานะฉู่หลิงตอนนี้ไม่ว่าเทียนฉี่หรือเป่ยจิ้นล้วนไม่เป็นความลับอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องปิดบังสถานะในเมืองหลิงเจียงอีก
ตอนทหารกองกำลังจิ้งเป่ยรู้ว่าแม่ทัพน้อยของตนเองถึงกับเป็นองค์หญิงเทียนฉี่ และตอนทหารกองกำลังเสินโย่วรู้ว่าองค์หญิงถึงกับเป็นแม่ทัพน้อยกองกำลังจิ้งเป่ย สองฝ่ายต่างแสดงท่าทีดีใจมาก กองกำลังรักษาพระองค์ก็พบอย่างรวดเร็วว่าตนเองไม่อาจทำตัวรอชมเรื่องสนุกแล้ว เพราะว่ากองกำลังจิ้งเป่ยกับกองกำลังเสินโย่วล้วนเป็นดังบุตรที่องค์หญิงให้กำเนิด เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นบุตรเลี้ยงอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นนี้จะได้อย่างไรกัน
ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ แต่อย่างน้อยทุกคนก็ยังรู้ว่าตนเองเป็นคนกันเอง
หลังเจ้าป๋ออานหารือกับแม่ทัพหลี่ว์ก็ตรงไปขอเปลี่ยนชื่อธงนำทัพต่อองค์หญิง ไม่คิดใช้ชื่อกองกำลังรักษาพระองค์เทียนฉี่ แต่ทว่าเจ้าป๋ออานกลับเข้าร่วมกองกำลังจิ้งเป่ย ไม่ใช่กองกำลังเสินโย่ว
เจ้าป๋ออานรู้กระจ่างใจดีว่าที่ฉู่หลิงไม่ได้รวมกองกำลังจิ้งเป่ยกับกองกำลังเสินโย่วเข้าด้วยกันเพราะสองทัพแตกต่างกัน เทียบกับกองกำลังเสินโย่วที่ใช้นโยบายทหารเก่งกล้าเป็นหลัก เห็นชัดว่ากองกำลังจิ้งเป่ยเหมาะกับพวกเขามากกว่า ไม่ว่าวันหน้าเกิดเรื่องอันใด หรือไม่อาจขับไล่ชาวเผ่ามั่วออกจากจงหยวน พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่อาจกลับแดนใต้อีกแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่สู้ขอเลือกไปเข้าร่วมกองทัพทางเหนือแทน
ฉู่หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เห็นด้วยกับคำขอของเจ้าป๋ออาน พร้อมกับแสดงท่าทีว่ากองกำลังเสินโย่วในฐานะที่เป็นกองกำลังที่ฮ่องเต้หย่งเจียพระราชทานแด่องค์หญิง ก็จะธำรงรักษาทหารสามหมื่นนี้ไว้ ไม่ขยายจำนวนอีก เพราะว่าศึกใหญ่ก่อนหน้านี้ กองกำลังเสินโย่วตอนนี้ยังไม่ถึงสามหมื่น ตำแหน่งที่ว่างลงก็นำคนของกองกำลังจิ้งเป่ยมาเสริม พอเป็นเช่นนี้ ทัพเมืองหลิงเจียงก็มีงานให้ทำมากขึ้น ไม่มีเวลามาวิวาทเหลวไหลกันอีก
ข่าวเหล่านี้ย่อมแพร่ไปทั่วเมืองรุ่นโจว แม้แต่ซิ่นโจวเองก็แพร่ไปทั่วเช่นกัน ดังนั้นทหารทั้งกองกำลังจิ้งเป่ยจึงล้วนภาคภูมิใจ อย่างไรสำหรับทหารธรรมดาเช่นพวกเขาแล้ว ไม่ค่อยเข้าใจหลักการยิ่งใหญ่อันใด แต่จากเดิมเป็นเพียงโจรภูเขากับราษฎรทั่วไปรวมตัวกันกลับกลายมาเป็นกองกำลังใต้บังคับบัญชาองค์หญิง ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองดำรงอยู่อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
แต่พวกเขากลับไม่รู้ว่า ในสายตาขุนนางราชสำนักนั้น องค์หญิงของพวกเขาถือว่าออกนอกลู่นอกทาง จะเรียกว่าถูกต้องตามทำนองคลองธรรมได้อย่างไร
ตอนข่งเซียวถูกฉู่หลิงจับโยนไปไว้เรือนด้านหลังจวนแม่ทัพได้วันที่สาม ค่ำคืนดึกดื่นก็มีคนข้ามแม่น้ำมาอย่างรีบร้อน ทำลายความสงบเงียบของเมืองหลิงเจียง
ดึกดื่นค่ำคืน ฉู่หลิงถูกคนปลุกตื่น นอกประตูมีเสียงเรียกอย่างร้อนใจ “องค์หญิง มีคนมาจากเมืองผิงจิง”
ฉู่หลิงรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าออกไป ก็เห็นร่างที่สวมหมวกสานปิดบังใบหน้าพร้อมคลุมกายด้วยเสื้อคลุมกันลมพุ่งมาทางตน
“องค์หญิง เกิดเรื่องแล้ว!”
ฉู่หลิงประคองร่างสาวน้อยไว้ ยกมือขึ้นปลดหมวกสานบนศีรษะนางลง “หนีฉาง”