ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 721
ตอนที่ 474 การเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ!
ผู้มาก็คืออวี้หนีฉางที่ไม่ได้พบกันมานาน เพียงแต่ยามนี้อวี้หนีฉางกลับไม่ได้มีท่าทางเหมือนคุณหนูใหญ่ตระกูลอวี้ดังเดิม ดูแล้วเต็มไปด้วยความแตกตื่นตกใจ ห่อตัวเองแน่นหนาด้วยเสื้อคลุมกันลมสีดำ ท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด หากไม่มีแสงไฟก็แทบมองไม่เห็นนาง มองดูใบหน้าอวี้หนีฉางอีกครั้งล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเย็นและเหนื่อยล้า สองตาแดงก่ำ เห็นชัดว่าไม่ได้พักผ่อนมาหลายวันแล้ว
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ไม่ต้องกลัว เกิดเรื่องอันใดขึ้น ค่อยๆ เล่า”
อวี้หนีฉางกุมมือฉู่หลิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนใจเจือสะอื้นไห้ “องค์หญิง เมืองผิงจิงเกิดเรื่องแล้ว พี่หกกับพี่หว่านเฟิงถูกคนจับตัวไปแล้ว”
“อะไรนะ!” แม้ฉู่หลิงเตรียมใจพร้อมที่สุดแล้วแต่ก็ยังอดตกใจไม่ได้ นางดึงอวี้หนีฉางเข้าไปในห้อง “เข้ามาคุยข้างใน”
พอเข้ามา อวี้หนีฉางก็ประคองแก้วน้ำชาดื่มพรวดไปอึกหนึ่ง พอน้ำชาอุ่นๆ ลงท้อง ความหนาวเหน็บก็พลันจางลงไปมาก สีหน้านางสงบนิ่งลงไม่น้อย
ฉู่หลิงนั่งลงข้างนาง ถามขึ้นเบาๆ ว่า “แท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ตลอดทางมาเมืองหลิงเจียง อวี้หนีฉางอยู่ในสภาพตึงเครียดอย่างที่สุด ไม่กล้าร้องไห้ ไม่กล้าคิดมาก สุดท้ายยามนี้ได้พบฉู่หลิงก็วางใจลง อดส่งเสียงร้องไห้ดังออกมาไม่ได้ “องค์หญิง...พี่หก พี่หก พวกเขา...”
ฉู่หลิงลูบหลังนางเบาๆ ถามขึ้นว่า “หวนอวี้เป็นอย่างไรบ้าง”
อวี้หนีฉางตั้งสติแล้วก็เอ่ยว่า “พี่หกแล้วก็พี่หว่านเฟิงถูกคนจับตัวไปแล้ว ตระกูลอวี้ของเราและจวนเซี่ยงกั๋วกงก็ถูกล้อมไว้ หม่อมฉัน...หม่อมฉัน ก่อนตระกูลอวี้ถูกล้อม ท่านย่าให้คนแอบส่งหม่อมฉันออกมา จากนั้นหม่อมฉันก็เห็น...หลายตระกูลในเมืองหลวงถูกล้อมไว้ จวนใต้เท้าซั่งกวน จวนใต้เท้าจู จวนใต้เท้าหลี อีกมากมาย...หม่อมฉันหาพี่หกไม่พบ ได้แต่รีบมาหาองค์หญิงที่เมืองหลิงเจียง”
ฉู่หลิงพยักหน้า “เจ้าทำถูกต้อง ตลอดทางมามีคนตามเจ้ามาหรือไม่”
อวี้หนีฉางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “ทั้งเมืองผิงจิงถูกปิดล้อม แม้แต่คนรอบนอกเมืองผิงจิงก็ออกเดินทางไปไหนไม่ได้ กองทัพมากมาย...หม่อมฉัน หม่อมฉันไปหาเส้ากุยหย่วน เส้ากุยหย่วนพาหม่อมฉันไปหาท่านหญิงฮุ่ยเหอ คนพวกนั้นคล้ายว่าเกรงใจท่านหญิงฮุ่ยเหอ ท่านหญิงฮุ่ยเหอหาทางส่งหม่อมฉันออกมาจากนั้นหม่อมฉันก็หลบเส้นทางใหญ่ มาถึงริมแม่น้ำหาคนของพี่หว่านเฟิง พวกเขาส่งหม่อมฉันข้ามมา”
เล่าถึงตรงนี้ อวี้หนีฉางก็อดสะอื้นไห้ไม่ได้ มองดูใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบสดใสของนาง ตอนนี้ผอมตอบลงไป ก็รู้ว่าหลายวันนี้เกรงว่านางคงพบกับความยากลำบากมาไม่น้อย
ฉู่หลิงกอดนางพลางลูบหลังปลอบใจ ก่อนจะกล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าบอกว่าท่านหญิงฮุ่ยเหอช่วยเจ้าออกจากเมืองหรือ”
ฉู่หลิงไม่ค่อยสนิทกับท่านหญิงฮุ่ยเหอ แต่ทว่าฮ่องเต้หย่งเจียนับว่าดีต่อท่านหญิงฮุ่ยเหอ แม้ลือกันว่าท่านหญิงอารมณ์ร้าย แต่ทว่าฉู่หลิงก็ไม่ได้ขัดแย้งเรื่องใดกับนาง
อวี้หนีฉางพยักหน้า “ท่านหญิงฮุ่ยเหอบอกหม่อมฉันว่า...เมืองผิงจิงถูกจวิ้นอ๋องหนานคังควบคุมไว้แล้ว จวิ้นอ๋องหนานคังคิดจะดึงจวิ้นอ๋องป๋อหนิงไปเป็นพรรคพวก แต่จวิ้นอ๋องป๋อหนิงไม่ยินยอม หากองค์หญิงกลับไปช้า เกรงว่าจวิ้นอ๋องป๋อหนิงกับฝ่าบาท...จะร้ายมากกว่าดี”
ในใจฉู่หลิงเคร่งเครียด นางขมวดคิ้ว “เสด็จพ่อ...ก็ตกอยู่ในมือจวิ้นอ๋องหนานคังหรือ เขามีความสามารถมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร”
ไม่ใช่ว่าฉู่หลิงสงสัยคำพูดของท่านหญิงฮุ่ยเหอกับอวี้หนีฉาง แต่น่าแปลกจริงๆ หวนอวี้กับหว่านเฟิงถูกจับก็แล้วไป เซี่ยงกั๋วกงกับซั่งกวนเฉิงอี้จิ้งจอกเจ้าเล่ห์เช่นนั้นก็ถูกจับด้วย และ...ยังปิดบังข่าวไม่ให้เล็ดรอดออกมาได้อย่างหมดจด ต้องมีความสามารถเพียงใดกัน...กล่าวอย่างไม่เกรงใจสักหน่อย ตอนนี้ฉู่หลิงปิดกั้นข่าวเมืองหลิงเจียงไม่ให้แพร่ออกไปไม่ได้ ก่อนอวี้หนีฉางมา พวกเขาก็ไม่ได้รับข่าวการเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงจริงๆ
อวี้หนีฉางกัดริมฝีปากส่ายหน้า เอ่ยด้วยท่าทางละอายใจว่า “หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่รู้...”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง “ไม่เป็นไร ไม่ตำหนิเจ้า”
อวี้หนีฉางพลันนึกเรื่องใดขึ้นมาได้ “ใช่แล้ว องค์หญิง! ชาวเผ่ามั่ว! ก่อนพวกพี่หกเกิดเรื่องหนึ่งวัน ถูกชาวเผ่ามั่วกลุ่มหนึ่งลอบสังหาร มือสังหารตายไปหลายคน พี่หกตรวจดูแล้วก็รู้ว่าเป็นชาวเผ่ามั่ว”
ในใจฉู่หลิงอดสะอึกไม่ได้ นางคิดแค่เรื่องจวิ้นอ๋องหนานคังจนนางลืมไปว่าตอนนี้ทูตเผ่ามั่วยังอยู่เมืองผิงจิง ซ้ำยังไม่ใช่ทูตธรรมดา แต่เป็นเสนาบดีเป่ยจิ้น! หากชาวเป่ยจิ้นสมคบคิดกับจวิ้นอ๋องหนานคัง...
ฉู่หลิงหลับตาลง ทำใจให้สงบ เมื่อแน่ใจว่าอวี้หนีฉางไม่มีอันใดเอ่ยอีกแล้วก็รอให้นางกินอาหารเสร็จไปนอนแล้วจึงได้ลุกขึ้นเดินออกไป
พวกอวิ๋นสิงเยว่มารอในห้องหนังสือกันแล้ว พอเห็นฉู่หลิงเข้ามาก็รีบยืนขึ้น “องค์หญิง”
ฉู่หลิงกวาดตามองทุกคน เซียวเหมิง เจ้าป๋ออาน อวิ๋นสิงเยว่ ยังมีพวกหวงจิ้งเซวียนและหลีตั้นที่ถูกเรียกตัวกลับมาอย่างเร่งด่วน ความจริงพวกเขามาถึงในเวลาใกล้เคียงกับอวี้หนีฉาง ยามนี้บนใบหน้าทุกคนล้วนมีแต่ความเหนื่อยล้า แต่ทว่าพอเห็นฉู่หลิงเข้าก็อดมองนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่ได้
หลีตั้นขมวดคิ้ว “องค์หญิง เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ “จวิ้นอ๋องหนานคังกบฏ นี่เป็นข่าวเพียงหนึ่งเดียวที่รู้ในตอนนี้”
หลีตั้นเอ่ยว่า “จวิ้นอ๋องหนานคังคนเดียวหรือ”
ความหมายของหลีตั้นชัดเจนมาก เขาไม่เชื่อว่าจวิ้นอ๋องหนานคังจะมีความสามารถก่อกบฏด้วยตนเองได้ แต่ทว่าหลีตั้นตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว “เป่ยจิ้น เสนาบดีเป่ยจิ้นอาฮูหลู่ตอนนี้อยู่เมืองผิงจิง”
ฉู่หลิงพยักหน้า หวงจิ้งเซวียนกระโดดตัวลอยขึ้นมาทันที “เช่นนั้น...เช่นนั้น เมืองผิงจิงทำอย่างไรดี องค์หญิง พวกเรา...”
“จิ้งเซวียน!” เจ้าจี้หลินเอ่ยเรียก “ใจเย็น”
ซั่งกวนอวิ่นหรูสีหน้ายิ่งย่ำแย่ ก่อนจะถามขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อยว่า “องค์หญิง บิดากระหม่อม...”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ใต้เท้าซั่งกวนอย่างไรก็เป็นเสนาบดีเทียนฉี่ น่าจะไม่เกิดเรื่อง”
แม้ว่ากล่าวเช่นนี้ แต่ในใจซั่งกวนอวิ่นหรูยังคงไม่วางใจ เพียงแต่เขาเองก็รู้ว่ายามนี้พูดอันใดไปก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่นิ่งเงียบอดทนเอาไว้
เฝิงซือเป่ยขมวดคิ้ว “ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”
บิดาเขาเป็นผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ฝ่ายใน หากฝ่าบาทเกิดเรื่องแล้ว บิดาเขาน่าจะไม่ค่อยดีนัก
ฉู่หลิงเอ่ยเสียงดังเคร่งขรึมขึ้นว่า “ตอนนี้เมืองผิงจิงตัดเส้นทางข่าวกับโลกภายนอก ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”
หลีตั้นขมวดคิ้ว “ไม่ว่าจวิ้นอ๋องหนานคังหรือชาวเป่ยจิ้น คิดสกัดกั้นข่าวก็คงไม่อาจทำได้ คิดว่าอีกไม่นานก็คงมีข่าวมา แต่พวกเรา...”
หลีตั้นมองฉู่หลิงอย่างลังเล พวกเขาจะต้องรอข่าวเมืองผิงจิงอยู่ที่นี่จริงหรือ เมืองหลิงเจียงไม่นับว่าไกลจากเมืองผิงจิง แต่ก็ไม่ใกล้ รอข่าวเมืองผิงจิงมาถึง สถานการณ์จะเป็นเช่นไรไปแล้วบ้างก็ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ย่อมไม่รออยู่ที่นี่เช่นนี้แน่นอน พวกเรากลับเมืองผิงจิง”
“องค์หญิงโปรดไตร่ตรอง!” คนที่เอ่ยคัดค้านก่อนถึงกับเป็นเจ้าป๋ออาน
ฉู่หลิงหันไปมองเจ้าป๋ออาน แสดงท่าทีให้เขาบอกเหตุผล
เจ้าป๋ออานขมวดคิ้ว “องค์หญิง หากเมืองผิงจิงตกอยู่ในการควบคุมของจวิ้นอ๋องหนานคัง องค์หญิงกลับไปตอนนี้ก็เท่ากับเดินเข้าสู่กับดัก”
ฉู่หลิงแตะขมับครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ขุนพลเจ้าให้ค่าคนพวกนั้นสูงไปแล้ว”
เจ้าป๋ออานไม่เข้าใจ “องค์หญิงหมายความเช่นไร”
ฉู่หลิงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “ควบคุมเมืองผิงจิงทั้งเมือง ต้องการกองทัพเท่าไร หลายปีมานี้แม่ทัพเฝิงคุมกองกำลังรักษาพระองค์ทั้งหมดในเมือง น่าจะไม่ถึงกับสูญเสียกำลังทั้งหมดไปเช่นนี้กระมัง หากเป็นเช่นนี้...ข้าก็นึกสงสัยว่าแม่ทัพเฝิงในฐานะผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ฝ่ายในแท้จริงเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ส่วนกองกำลังอื่น จวิ้นอ๋องหนานคังมีทหารส่วนตัวเท่าไร แม้เขาเกลี้ยกล่อมกองกำลังรักษาพระองค์ทั่วพื้นที่หนานคังมาได้ อย่างมากก็ไม่เกินสองหมื่น ร่วมกับกองกำลังส่วนตัวที่เขาเลี้ยงดูไว้...จะมีคนเท่าไร เขาจะควบคุมทั้งเมืองผิงจิงได้ง่ายดายเพียงนี้หรือ”
“ความหมายขององค์หญิงก็คือ?” เจ้าป๋ออานขมวดคิ้ว
หลีตั้นเอ่ยว่า “ความหมายขององค์หญิงก็คือคุมตัวโอรสสวรรค์บีบราชสำนัก จวิ้นอ๋องหนานคังตรงเข้าควบคุมฝ่าบาท”
หลีตั้นกล่าวจบก็มองฉู่หลิงเพื่อยืนยันการคาดเดาของตนเอง
ฉู่หลิงพยักหน้า “การกบฏยกทัพใหญ่ เกรงว่าเขาไม่มีความสามารถและไม่มีฝีมือเช่นนั้น แต่หากทำตามรับสั่งเสด็จพ่อ...ระยะนี้ขุนนางในราชสำนักก็ไม่พอใจเสด็จพ่อ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีคนคิดจะต่อต้านจวิ้นอ๋องหนานคัง”
เจ้าป๋ออานขมวดคิ้วถาม “หากเป็นเช่นนี้ก็อาจเป็นไปได้ องค์หญิงกลับไปทรงคิดทำอันใด”
ฉู่หลิงเม้มปากเล็กน้อยเอ่ยว่า “ย่อมต้องอารักขาความปลอดภัยฝ่าบาท”