ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 718

#718ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 472-2 เค้าลางร้าย

เจ้าป๋ออานตอบว่า “บอกว่าให้องค์หญิงรีบถอนทัพกลับเมืองผิงจิง กระหม่อมอ้างว่าองค์หญิงไม่อยู่ จึงปฏิเสธไป แต่คนที่นำหนังสือมายังคงรออยู่ในเมือง บอกว่าจะรอองค์หญิงกลับมา”

คิ้วฉู่หลิงกระตุกเล็กน้อย นางมองเซียวเหมิงพลางถามขึ้นว่า “หนังสือจากกรมกิจการทหารหรือ ไม่ใช่ราชโองการหรือ”

เจ้าป๋ออานส่ายหน้า “ไม่ใช่ราชโองการ แต่ทว่าท่าทีอีกฝ่ายแข็งกร้าวมาก บอกว่าหากองค์หญิงและกองกำลังรักษาพระองค์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งกรมกิจการทหาร ฝ่าบาทก็จะมีราชโองการลงอาญาองค์หญิง กรมกิจการทหารปฏิบัติการเช่นนี้ก็แพราะเห็นแก่สายสัมพันธ์ของฝ่าบาทที่มีต่อองค์หญิง”

เซียวเหมิงได้ยินดังนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย รอเจ้าป๋ออานกล่าวจบก็ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “แม้ว่ากรมกิจการทหารดึงดันปฏิบัติการเช่นนี้ แต่หากต้องการโยกย้ายทหารก็ต้องให้ฝ่าบาททรงอนุญาต ในมือองค์หญิงยังมีตราคำสั่งนำทัพของกรมกิจการทหาร ตอนนี้แค่หนังสือฉบับเดียวก็จะให้องค์หญิงถอยทัพ เกรงว่าทำตัวเหมือนเด็กเล่นไปสักหน่อยแล้ว”

แม้ฝ่าบาททรงอนุญาต แต่แท้จริงเป็นพระประสงค์ฝ่าบาทเองหรือไม่ยังไม่อาจรู้ได้ แม้ผ่านพอเป็นพิธีก็ต้องผ่าน หากไม่ผ่านขั้นตอนตามพิธีมา พฤติกรรมกรมกิจการทหารเช่นนี้นับว่าข้ามหน้าข้ามตามาก ใต้เท้าจูเป็นจิ้งจอกเฒ่า แม้เขาคิดเปลี่ยนใจก็ไม่มีทางทำเรื่องผิดพลาดเช่นนี้แน่

ฉู่หลิงเคาะโต๊ะเบาๆ ถามขึ้นว่า “คนถือหนังสือคือผู้ใด”

เจ้าป๋ออานตอบว่า “ข่งเซียวแห่งกรมกิจการทหาร”

ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ ไม่ได้กล่าวอันใดต่อ

เซียวเหมิงเอ่ยว่า “องค์หญิงอาจไม่รู้จักคนผู้นี้ คนผู้นี้นับว่าเป็นบัณฑิต แต่ทว่าตระกูลข่งล่มสลายไปนานแล้ว คนผู้นี้แม้ว่าเป็นศิษย์ใต้เท้าจู แต่ใต้เท้าจูไม่ค่อยชอบ หลายปีมานี้ทำงานในกรมกิจการทหารก็มิได้โดดเด่นอันใด”

ฉู่หลิงคิ้วกระตุก เอ่ยว่า “ไม่โดดเด่นอันใดจะทำให้ขุนพลเซียวจดจำได้เช่นนี้หรือ”

เจ้าป๋ออานเองก็นึกแปลกใจ อย่าว่าแต่องค์หญิง เขาเองยังไม่รู้จักคนผู้นี้ สายที่ส่งกลับไปสืบเมืองผิงจิงก็ยังไม่กลับมา ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จักคนผู้นี้มากนัก

เซียวเหมิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “แม้กระหม่อมรู้จักคนผู้นี้ แต่ก็มิได้มีสายสัมพันธ์มากนัก แต่ว่า...ฮูหยินข่งเซียวเป็นบุตรีอนุของจวิ้นอ๋องหนานคัง หลายปีก่อนฝ่าบาทส่งกระหม่อมไปตรวจสอบจวิ้นอ๋องหนานคัง ดังนั้นกระหม่อมจึงพอรู้มาบ้าง”

คิ้วฉู่หลิงกระตุกเล็กน้อย “จวิ้นอ๋องหนานคัง...ฉู่หรุย”

ราชวงศ์เทียนฉี่มีเชื้อพระวงศ์ไม่มาก มีความสำคัญน้อยมาก ก็ไม่อาจตำหนิฉู่หลิงที่ไม่คุ้นเคย ตอนนี้ราชวงศ์เทียนฉี่นอกจากจวิ้นอ๋องป๋อหนิง ที่เหลือพวกนั้นเดิมก็อยู่ทางใต้จึงพ้นภัยมาได้ แม้เป็นเช่นนี้ ทุกคนรวมกันเกรงว่าไม่อาจเทียบกับตระกูลขุนนางที่มีลูกหลานมากมายได้

และในบรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ ความจริงก็มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดห่างไกลจากฮ่องเต้หย่งเจียมาก ปกติอยู่ในพื้นที่บรรดาศักดิ์ตนเองไม่ย่างก้าวออกไปที่ใด มีบ้างตามเทศกาลที่จะเข้าเมืองหลวงมาเข้าเฝ้า แต่ว่ากันว่าจวิ้นอ๋องหนานคังผู้นี้สุขภาพไม่ค่อยดี ฮ่องเต้หย่งเจียจึงไม่ได้ให้เขามาเข้าเฝ้า ทุกครั้งให้บุตรชายมาเข้าเฝ้าแทน ฉู่หลิงกลับถึงเทียนฉี่ได้สามปีกว่า ไม่เคยพบหน้าแม้สักครั้ง

เซียวเหมิงพยักหน้า “ตอนนั้นที่เพิ่งลงใต้มา บรรดาเชื้อพระวงศ์ทางใต้ต่างไม่ยอมศิโรราบต่อฮ่องเต้ ฝ่าบาทเองก็ไม่ทรงไว้วางพระทัยนัก ดังนั้นจึงให้คนไปตรวจสอบ เพียงแต่ไม่รู้เพราะความกล้าหาญของราชวงศ์เทียนฉี่ถูกฉู่เลี่ยกลบไปหมดหรือไม่ บรรดาเชื้อพระวงศ์มีความคิดเป็นใหญ่อยู่บ้าง แต่หาคนมีความสามารถแทบไม่มี

อย่างไรฮ่องเต้หย่งเจียก็เป็นฮ่องเต้ตามกฎมณเทียรบาล ยังนำทัพหลายแสนลงใต้ สู้ชาวเผ่ามั่วไม่ได้ แต่สร้างแรงกระเพื่อมให้บรรดาอ๋องในพื้นที่บรรดาศักดิ์ตนได้พอสมควร ดังนั้นเกิดเรื่องวุ่นวายกันได้ไม่นานก็ค่อยๆ สงบลง ฮ่องเต้หย่งเจียเองก็ไม่ทรงถือสาอันใด

“ฉู่หรุยผู้นี้เป็นคนเช่นไร”

เซียวเหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง “ดังจิ้งจอกเหลียวหลัง[footnoteRef:2]” [2: หมายถึงคนชั่วที่กระทำการรอบคอบด้วยความหวาดระแวง]

ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “หืม”

เซียวเหมิงหลุบตา “คนผู้นี้รอบคอบมาก เขาเป็นคนที่เข้ามาสวามิภักดิ์ฝ่าบาทเร็วที่สุด และลือกันว่าสุขภาพไม่ดี สามวันดีสี่วันไข้ แต่...” เซียวเหมิงส่ายหน้าไม่กล่าวอันใด

ฉู่หลิงถามว่า “เสด็จพ่อไม่เชื่อเจ้าหรือ”

เซียวเหมิงพยักหน้าเล็กน้อย แต่เขาไม่คิดสนใจนัก อย่างไรตอนนั้นเขาก็ยังหนุ่ม จวิ้นอ๋องหนานคังยังแสดงได้แนบเนียนมาก ฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อก็เป็นเรื่องธรรมดา ถึงกับเขาเองยังสงสัยว่าตนเองระแวงมากเกินไปหรือไม่ อย่างไรหลายปีมานี้จวิ้นอ๋องหนานคังก็วางตัวสงบเสงี่ยมมาตลอด

อวิ๋นสิงเยว่อดกลอกตามองบนอย่างนึกรำคาญใจไม่ได้ “ข้าว่านะ ทั้งสองท่าน ตอนนี้เราคุยเรื่องหนังสือกรมกิจการทหาร พวกท่านโยงไปถึงจวิ้นอ๋องหนานคังทำไมกัน”

ฉู่หลิงหัวเราะส่ายหน้า “ไม่ทำไม เพิ่งคุยกันได้ไม่กี่คำเท่านั้น แล้ว...ข่งเซียวอยู่ที่ใด ข้าอยากพบเขาก่อนค่อยว่ากัน”

เจ้าป๋ออานพยักหน้า “องค์หญิงเพิ่งกลับมา ทรงพักผ่อนก่อน ค่อยให้เขามาเข้าเฝ้าก็ไม่สาย”

ฉู่หลิงเงียบไปครู่หนึ่งพยักหน้า “ก็ดี”

ออกมาจากห้องโถงใหญ่ ฉู่หลิงเดินไปยังเรือนด้านหลังช้าๆ คิ้วยังคงขมวดแน่น อวิ๋นสิงเยว่ตามนางมา อดถามไม่ได้ว่า “องค์หญิงกำลังคิดอันใดหรือ”

ฉู่หลิงถามขึ้นว่า “หวนอวี้ส่งจดหมายมาหรือไม่”

อวิ๋นสิงเยว่นิ่งอึ้ง “คล้ายว่าไม่มี หรือว่าส่งไปเมืองชางอวิ๋นแล้ว?”

ฉู่หลิงส่ายหน้า “ไม่น่า หวนอวี้ทำงานรอบคอบ หากไม่แน่ใจสถานที่อยู่ของพวกเรา มีเรื่องอันใดก็คงจะส่งไปเมืองชางอวิ๋นกับเมืองหลิงเจียง หรืออาจไปทางอวี๋ฟั่นโจวแห่งละฉบับ”

อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “ในเมื่อไม่มี เช่นนี้ก็แสดงว่าไม่มีเรื่องอันใด”

ฉู่หลิงมองเขาพลางถามขึ้นว่า “เจ้าว่ากรมกิจการทหารให้ข้าถอนทัพยังรู้สึกว่าไม่มีอีกหรือ ไม่มีราชโองการเสด็จพ่อ กรมกิจการทหารกล้าข้ามหัวเสด็จพ่อมาออกคำสั่งต่อพวกเรา อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ของเสด็จพ่อกับท่านลุงในเมืองผิงจิงตอนนี้ เกรงว่าพวกเขาถูกควบคุมตัวแล้ว ดังนั้นคนของกรมกิจการทหารจึงไม่เป็นกังวลว่าจะถูกเสด็จพ่อลงอาญาหลังจบเรื่องนี้”

อวิ๋นสิงเยว่กลอกตามองบน ปวดหัวตุบ “องค์หญิง กล่าวตามตรง เสด็จพ่อองค์หญิงค่อนข้าง...” อ่อนแอเกินไปจริงๆ

ฮ่องเต้ถูกขุนนางในราชสำนักบีบมาหลายสิบปี ทำอะไรไม่ได้ แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งก็เพราะฮ่องเต้หย่งเจียเองก็มิได้คิดเป็นฮ่องเต้ดำรงปณิธานยิ่งใหญ่

ฉู่หลิงส่ายหน้า ยิ้มเอ่ย “ราชสำนักเทียนฉี่เกี่ยวพันกับซับซ้อนไปมา เปลี่ยนเป็นผู้ใดก็ย่อมทำอันใดไม่ได้ ตอนนั้นฉู่เลี่ยอิทธิพลว่าแข็งแกร่งแล้ว ผลเป็นอย่างไร”

หากไม่ใช่ว่ามีคนแทงหลังฉู่เลี่ย ไม่แน่ว่าฉู่เลี่ยอาจไม่พ่ายศึกเร็วเพียงนั้น ล้วนเป็นเพราะฮ่องเต้หย่งเจียถูกฉู่เลี่ยตรึงไว้สิบกว่าปี ไม่ได้ใช้พระราชอำนาจฮ่องเต้ ฮ่องเต้หย่งเจียทรงเข้าใจดีกว่าคนเหล่านี้ระเบิดขึ้นมา แท้จริงน่ากลัวเพียงใด ดังนั้นยามเขาเผชิญหน้ากับขุนนางในราชสำนักก็มักแสดงท่าทีโอนอ่อนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ตระกูลขุนนางบุ๋นเก่าแก่พวกนี้ แต่ละคนล้วนวางท่าวางทางภักดีฮ่องเต้และแผ่นดิน แต่หากแตะต้องโดนผลประโยชน์ของพวกเขา พวกเขาก็ไม่ถือสาหากจะต้องเปลี่ยนฮ่องเต้

“เช่นนั้นทำอย่างไรดี” อวิ๋นสิงเยว่ขมวดคิ้วถาม

ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ดังนั้นเริ่มแรกพวกเราจึงไม่ได้คาดหวังกับพวกเขา ดึงเอาเจ้าป๋ออานกับแม่ทัพหลี่ว์จากกรมกิจการทหารมาได้ก็ถือว่ากำไรแล้ว อย่างไรข้าก็ไม่คิดมอบกองทัพพวกนี้คืนให้พวกเขา”

เจ้าป๋ออานกับแม่ทัพหลี่ว์ล้วนเป็นคนที่นางบรรจงคัดเลือกมา มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกบรรดาขุนนางบุ๋นชักนำไป และมีความจริงใจ ต้องการสร้างผลงานยึดครองแผ่นดินคืนมาอย่างแท้จริง ในเมื่อพาคนออกมาจากมือใต้เท้าจูได้แล้ว นางก็ไม่คิดคืนกลับไป ส่วนหนังสือจากกรมกิจการทหาร อย่าว่าแต่กรมกิจการทหาร แม้แต่ราชโองการมาตรงหน้า นางก็ไม่คิดสนใจ

“วันหน้า ช้าเร็วเจ้าก็คงต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา นอกเสียจากว่าเจ้าคิดขายชาติ” อวิ๋นสิงเยว่ขมวดคิ้วกล่าว

ฉู่หลิงหันหน้าไปมองเขาพลางเอ่ยยิ้มๆ “คิดไม่ถึงคุณชายอวิ๋นถึงกับเป็นกังวลเรื่องวันหน้ายาวไกลเช่นนี้ วันหน้ารอให้ข้าปีกกล้าขาแข็งก่อน หากพวกเขากล้ามาหาเรื่องข้า ข้าก็จะนำทัพกลับไปกวาดล้างพวกเขาให้สิ้นซาก หรือว่า...เจ้าไม่ลองถามจวินอู๋ฮวนดูหน่อยว่าสนใจอยากจะเป็นฮ่องเต้เล่นๆ บ้างหรือไม่”

อวิ๋นสิงเยว่ไร้วาจา “เจ้าคิดว่าฮ่องเต้คืออะไร ยังคิดเป็นเล่นๆ อีกอย่าง ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่าได้ล้อเล่นเช่นนี้ จวินอู๋ฮวนไม่สนใจเรื่องนี้ สุขภาพเขาน่าจะไม่อนุญาตให้เขาสนใจ จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของจวินอู๋ฮวนก็คือให้บิดาข้าหาทางรักษาเขาให้ได้ ในสามปีห้าปีขับไล่ชาวเผ่ามั่วออกไป แล้วก็หาสถานที่พักรักษาตัวให้ดี ไม่แน่ว่าอาจมีโอกาสมีอายุยาวถึงเจ็ดแปดสิบได้”

นึกถึงสุขภาพจวินอู๋ฮวนแล้ว ฉู่หลิงก็อดถอนหายใจไม่ได้ “โลกเราช่างประหลาด คนสุขภาพแข็งแรงกลับใช้ชีวิตสับสนงุนงนผ่านไปวันๆ แต่คนสุขภาพไม่ดี ชีวิตไม่อยู่ในกำมือตนเอง กลับต้องแบกรับภาระแทน”

อวิ๋นสิงเยว่หัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง “เพราะหาเรื่องเอง มิใช่ผู้ใดบีบบังคับเขา”

หากจวินอู๋ฮวนไม่คิดทำมากมายเช่นนี้ หลบซ่อนตัวในหุบเขาลึกรักษาตัวไป ผู้ใดจะลากเขาออกมาเกลือกกลั้วน้ำครำนี้ได้ ดังนั้นคุณชายอวิ๋นจึงไม่เห็นใจเจ้าคนแซ่จวินแม้สักนิด

ฉู่หลิงอึ้งไปทันที เนิ่นนานก่อนจะฝืนยิ้มเอ่ยขึ้น “แล้วไม่ใช่หรอกหรือ ล้วนหาเรื่องเอง”

ไม่ว่าจวินอู๋ฮวนหรือนาง ล้วนเพราะตนเองหาเรื่องมาใส่ตัวทั้งสิ้น หากต้องการคิดมีชีวิตอิสระไร้กังวลจริง ไหนเลยจะทำไม่ได้ ในเมื่อตนเองเลือกเอง คล้ายว่าไม่อาจโทษผู้ใด

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 718