ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 714
ตอนที่ 470-2 โลกอันตรายน่ารังเกียจ
ส่งสองแม่ลูกกลับไปแล้ว หมิงเซวียนถึงเพิ่งเห็นสีหน้าสงสัยของฉู่หลิง พลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที “องค์หญิง พวกเรา...ทำผิดอันใดหรือไม่”
ฉู่หลิงส่ายหน้า “พบเจอเรื่องเช่นนี้ แม้เป็นข้าก็ย่อมต้องลงมือในทันที ไหนเลยจะมีความผิดอันใดได้”
หมิงเซวียนจึงได้ถอนใจโล่งอกมองไปรอบๆ ก่อนมองฉู่หลิง
ฉู่หลิงสั่งการ “จัดการศพพวกนี้ก่อน อย่าทำให้ชาวบ้านแถวนี้พลอยเดือดร้อนไปด้วย”
หมิงเซวียนพยักหน้ารับคำ รีบให้คนไปจัดการพื้นที่เกิดเรื่องเมื่อครู่ที่อยู่ไม่ไกลนัก กลุ่มแม่นางน้อยก็เริ่มขยับเคลื่อนไหวกันอย่างไม่ลังเล
คนส่วนใหญ่ในกลุ่มพวกนางแม้ไม่ได้เป็นกุลสตรีในจวนหลัง แต่ก็นับได้ว่าเป็นหยกงามในตระกูล หญิงสาวในตระกูลธรรมดาที่อยู่ในเมืองชางอวิ๋น เติบโตมาก็ไม่ต้องทำงานหนักอันใด ตอนนี้ออกมาภายนอกกลับไม่มีท่าทางรังเกียจ ล้วนเป็นผลจากที่ก่อนหน้านี้พวกนางลอบออกมาล่าสัตว์ จึงไม่ได้มีท่าทีรังเกียจที่ต้องทำลายศพพวกนี้
ฉู่หลิงมองพวกนางจัดการกันอย่างมีขั้นตอนแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ โลกนี้ช่างเป็นสถานที่ขัดเกลานิสัยผู้คน แม้แต่สาวน้อยอายุสิบหกสิบเจ็ดก็จัดการศพที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตด้วยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนได้
พอจัดการศพเรียบร้อย ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว พวกฉู่หลิงเร่งเดินทางต่อมาอีกสิบกว่าลี้ก็หาสถานที่เหมาะสมตั้งค่ายพักผ่อน
กลางดึก แม่นางน้อยที่เร่งเดินทางมาทั้งวันก็หลับสนิท มีเพียงฉู่หลิงกับอวิ๋นสิงเยว่นั่งเฝ้ายามอยู่ข้างกองไฟนอกกระโจม
อวิ๋นสิงเยว่มองฉู่หลิง “เจ้าบาดเจ็บภายในยังไม่หายดี ไปพักผ่อนเถอะ ที่นี่มีคนเฝ้าคนเดียวก็พอแล้ว หากไม่ไหวก็ยังมีเซียวเหมิง”
ฉู่หลิงส่ายหน้า “ไม่ต้อง มีคนช่วยเฝ้ามากหน่อยวางใจกว่า”
อวิ๋นสิงเยว่นิ่งอึ้ง “มีอันใดไม่วางใจ พวกเราเดินทางด้วยเส้นทางเล็กห่างไกล และยังตั้งใจให้ห่างจากกองทหาร น่าจะไม่โชคร้ายพบกับกองกำลังเผ่ามั่วกระมัง”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ “เรื่องนี้ก็พูดยาก”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยขึ้น “เจ้าคิดว่าจะมีชาวเผ่ามั่วมากมายถูกส่งมายังสถานที่รกร้างเช่นนี้หรือ”
ฉู่หลิงเหลือบตาขึ้นมองมองเขา ถามว่า “หากมีคนไปแจ้งเล่า”
อวิ๋นสิงเยว่นิ่งอึ้ง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “เจ้าจะบอกว่าสองแม่ลูกตอนบ่ายพวกนั้นหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ พวกเจ้าช่วยพวกนาง และ...การไปแจ้งก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อพวกนาง”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “เจ้าก็ถือเสียว่าข้าเป็นคนชั่วที่นำความคิดตนเองไปวัดความคิดวิญญูชนก็แล้วกัน”
อวิ๋นสิงเยว่ขมวดคิ้ว “หากเจ้าสงสัยว่าพวกนางจะนำความไปแจ้ง เหตุใดพวกเราไม่รีบเร่งเดินทางกลางคืน ยังมามัวพักอยู่ที่นี่ต่อ”
ฉู่หลิงยิ้มบาง “เพราะว่าเจ้ากล่าวได้ถูกต้อง ชาวเผ่ามั่วไม่มีทางมาตั้งกองกำลังในสถานที่เช่นนี้ แม้มีคนไปแจ้ง ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ก็คงไม่มีทางมีกำลังมากมายมาได้”
“ดังนั้น?” อวิ๋นสิงเยว่กล่าว
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ดังนั้นหากมีคนไปแจ้งจริง ก็พอดีให้พวกนางได้ฝึกปรือฝีมือ จะได้ถือโอกาส...สอนพวกนางว่าอันใดเรียกว่าโลกภายนอกอันตราย”
อวิ๋นสิงเยว่ขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดเจ้าจึงแน่ใจว่าสองแม่ลูกคู่นั้นจะทรยศพวกเรา”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ “แม่นางผู้นั้น...อาจจะไม่ แต่มารดานางอาจจะ และ...ตอนบ่าย สองแม่ลูกคู่นั้น...หรืออาจกล่าวได้ว่ามารดาผู้นั้นอาจไม่ต้องการให้พวกนางไปช่วย
เจ้าไม่ได้สังเกตหรือ ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเราได้ยินเพียงเสียงร้องของสาวน้อยผู้นั้นดังมาก ไม่ได้ยินเสียงมารดานางร้องแม้สักนิด ไม่ได้คิดต่อต้านอันใด”
อวิ๋นสิงเยว่รู้สึกปวดขมับ ขมวดคิ้วถามขึ้นว่า “หมายความว่าอย่างไร”
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “ชาวเผ่ามั่วพวกนั้นอาจไม่ได้กำลังลงมือกับสองแม่ลูก...อย่างน้อย ก็คงไม่ใช่ฝืนบังคับ ไม่แน่ว่าในสายตามารดา พวกหมิงเซวียนกำลังยุ่งเรื่องคนอื่นและทำลายแผนดีงามของนาง”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” อวิ๋นสิงเยว่กล่าว
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ “น่าจะเพราะว่ามารดาผู้นั้น...ดูแล้วไม่ได้ตั้งใจขอบคุณพวกหมิงเซวียนอย่างแท้จริง ถึงกับยังกลัวหมิงเซวียนมากยิ่งกว่าชาวเผ่ามั่วที่ตายไปพวกนั้นเสียอีก และ...แม่นางผู้นั้นแม้ถูกมารดานางกอดไว้ก็ยังคงมีท่าทางแข็งขืนและไม่ยินยอม”
อวิ๋นสิงเยว่อดสูดลมหายใจเฮือกไม่ได้ “ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”
วาจากล่าวกันถึงตรงนี้ อวิ๋นสิงเยว่ไหนเลยจะยังไม่เข้าใจว่ามารดาตั้งใจมอบบุตรีให้ชาวเผ่ามั่ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอันใดถึงต้องใช้วิธีการอ้อมค้อมเช่นนี้ ผู้ใดจะรู้ว่ากลับถูกพวกหมิงเซวียนขัดขวางแผนการและยังสังหารคนพวกนั้นทิ้ง หากเป็นเช่นนี้ หญิงผู้นั้นย่อมต้องไปแจ้งเผ่ามั่ว แบบนี้ก็ฟังดูมีเหตุผล
อวิ๋นสิงเยว่หันไปมองกระโจมด้านหลัง อดขมวดคิ้วไม่ได้ “สำหรับพวกนางแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องโหดร้ายมาก”
เดิมคิดว่าผดุงคุณธรรม ผู้ใดจะรู้ว่าคนเขาไม่ขอบคุณพวกนาง ถึงกับยังอาจโกรธแค้นพวกนาง สำหรับแม่นางน้อยที่เพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกพวกนี้ เกรงว่าคงสะเทือนใจไม่น้อย
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “นกกาทุกตัวที่คิดจะดำรงชีวิตอย่างสงบสุข ล้วนถูกกำหนดให้ต้องปีนขึ้นจะหล่มกับดักที่ร่วงลงไปนับไม่ถ้วน หากเรื่องแค่นี้ยังทนรับไม่ได้ ก็ส่งพวกนางกลับเมืองชางอวิ๋นเสียแต่ตอนนี้ดีกว่า”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “วาจานี้...หากจะว่าไป คล้ายว่าองค์หญิงไม่เคยเดินสะดุดตกหล่ม”
หลายคนรู้สึกว่าองค์หญิงเสินโย่วเหมือนปีศาจร้าย อวิ๋นสิงเยว่เองก็รู้สึกเช่นกัน คำนวณดูแล้ว เขารู้จักกับนางมานานแล้ว ตอนนั้นหวนอวี้รู้จักนางก่อน แม้แต่ตอนนั้นที่เคยคุยกับคุณชายหวนอวี้ ก็คล้ายว่าองค์หญิงท่านนี้ไม่เคยท่องยุทธภพมาก่อน แต่ตั้งแต่เริ่มต้นก็เหมือนเผชิญโลกโชกโชน ทำให้คนนึกสงสัย แท้จริงนางเป็นปีศาจน้อยทะลุออกมาจากที่ใดกันแน่
ฉู่หลิงยิ้ม ไม่ตอบ ใช่ว่านางไม่เคยเหยียบตกหล่ม เพียงแต่ภาพนางยามเหยียบหล่ม คนบนโลกใบนี้ไร้วาสนาจะได้เห็น นับประสาอันใดการฝึกฝนจากรังจิ้งจอกและรูปแบบที่เติบโตมา ทำให้พวกนางหลบหล่มใหญ่ที่ยากจะเอาตัวรอดได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร...หากไม่ทันระวังก็อาจไร้ลมหายใจได้เช่นกัน
ขณะทั้งสองคนกำลังคุยกันก็มีเงาดำปรากฏขึ้นกลางป่า เซียวเหมิงยืนอยู่ไม่ไกลนัก เอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาขึ้น “มีคนมา”
ฉู่หลิงกับอวิ๋นสิงเยว่ลุกขึ้นยืนสบตากัน อวิ๋นสิงเยว่ถอนหายใจ “ดูท่า เจ้าคาดเดาได้ตรงเผง”
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ข้าเสียใจมาก” พร้อมกับตวัดดาบจันทราไปทางด้านหลัง กระโจมก็พลันเปิดเป็นรูกว้าง
ทุกคนยามเดินทางล้วนนอนพร้อมกับชุด ลุกขึ้นโดยไม่ต้องสนใจอันใดได้
อวิ๋นสิงเยว่ก็รู้ความยิ่ง ก้าวถอยหลังออกไปยืนไกลๆ แสงไฟกระโจมกลางส่องสว่าง หมิงเซวียนทะยานมาถึงก่อน “ฮูหยิน เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ปลุกทุกคนตื่น มีคนมา”
ในพื้นที่รกร้างห่างไกลเช่นนี้มีคนมาดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นเรื่องประหลาดมาก หมิงเซวียนยังคงตั้งสติไม่ทัน แต่ก็มิได้คิดมาก รีบปฏิบัติตามคำสั่งฉู่หลิง ไปปลุกทุกคนตื่น
พอบรรดาแม่นางพากันลุกขึ้นออกมาจากกระโจม พวกนางก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านนอกชัดเจน กลางป่าไม่ไกลนักมีแสงไฟวับแวม
“เซียวเหมิง คนเท่าไร” ฉู่หลิงถามขึ้น
เซียวเหมิงหันไป กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “สี่สิบกว่า มีชาวเผ่ามั่วเพียงสามคน”
ฉู่หลิงพยักหน้า “ไม่แปลก สถานที่เช่นนี้แม้แต่ศาลาพักแรมก็คงไม่มี ไหนเลยจะมีชาวเผ่ามั่วมากมายเพียงนั้น”
“ฮูหยิน...เกิดเรื่องอันใดขึ้น” ชิวหรงอดถามขึ้นไม่ได้
ฉู่หลิงยิ้มให้นาง “ผลจากการผดุงคุณธรรมของพวกเจ้าตอนบ่าย คนเขาส่งคนฝึกปรือฝีมือมาให้พวกเจ้านิดหน่อย ทุกคนสู้ๆ”
สีหน้าพวกหมิงเซวียนพลันค้างเติ่งแข็งทื่อทันที พวกนางไหนเลยจะฟังคำพูดฮูหยินไม่เข้าใจ เพียงแต่ไม่มีเวลาให้พวกนางได้เศร้าเสียใจ เพราะว่าคนพวกนั้นพุ่งตัวเข้ามาเอาเรื่องแล้ว