ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 713
ตอนที่ 470-1 โลกอันตรายน่ารังเกียจ
หลังอำลาจากทั่วป๋าอิ้น ทั้งขบวนก็ตรงไปยังเมืองหลิงเจียง ตลอดทางเห็นได้ชัดว่าฉู่หลิงเงียบไป พวกอวิ๋นสิงเยว่เข้าใจว่าคงเพราะสาเหตุที่คุยกับทั่วป๋าอิ้นก่อนหน้านี้
ทั่วป๋าอิ้นไม่ได้มีสายสัมพันธ์อันใดกับองค์หญิงเสินโย่ว แต่ทั่วป๋าอิ้นมีสายสัมพันธ์กับองค์หญิงหลิงซีลึกซึ้ง และองค์หญิงหลิงซีก็เรียกได้ว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์หญิงเสินโย่วอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า หากไม่ได้รับการปกป้องจากองค์หญิงหลิงซี เกรงว่าองค์หญิงเสินโย่วก็คงไม่อาจมีชีวิตเติบโตจนหนีออกจากสำนักซักล้างมาได้
“องค์หญิงอารมณ์ไม่ดีหรือ” อวิ๋นสิงเยว่คิดแล้วคิดอีก แต่ก็ยังคงอดถามขึ้นไม่ได้
ฉู่หลิงหันหน้าไปมองเขาพลางส่ายหน้า “ไม่มีอันใด เพียงแค่กำลังคิดเรื่องหนึ่งอยู่เท่านั้น”
อวิ๋นสิงเยว่ยักไหล่ “มีบางเรื่อง หากไม่อาจเปลี่ยนแปลงก็อย่าได้คิดมาก คิดมากไปก็แก้ไขไม่ได้ รังแต่จะทำให้ตนเองอารมณ์ไม่ดี”
ฉู่หลิงยิ้ม มองอวิ๋นสิงเยว่ “คุณชายอวิ๋นปล่อยวางจริง”
อวิ๋นสิงเยว่ลูบจมูกไปมา ท่าทีเก้กัง “นี่ไม่ใช่เพราะโลกเราอยู่ยากหรือ ต้องคิดมากมายว่าจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไร”
ฉู่หลิงพยักหน้า “ขอบคุณคุณชายอวิ๋นมากที่เตือนสติ ข้ารู้แล้ว”
อวิ๋นสิงเยว่นั่งอยู่บนหลังม้า ชักม้าเดินต่อไปด้านหน้าพลางลูบคางเอ่ยว่า “หากจะว่าไป ทั่วป๋าอิ้นเองก็นับว่าน่าเวทนามาก”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย “อย่างไร”
อวิ๋นสิงเยว่ตอบ “ครั้งนี้ทั่วป๋าอิ้นบาดเจ็บไม่น้อย ข้าเดาว่าไหล่ซ้ายของเขาหายเป็นปกติได้เจ็ดแปดส่วนก็นับว่าไม่เลวแล้ว คิดจะกลับคืนดังเดิมนั้นไม่มีทาง นี่ยังไม่ใช่เรื่องน่าเวทนาที่สุด นึกถึงตอนนั้น...ทั่วป๋าอิ้นเป็นขุนพลหนุ่มชื่อก้องของเป่ยจิ้น ชื่อเสียงไม่เป็นรองไป๋หลี่ชิงหงในตอนนั้น กอปรกับสถานะองค์ชายของเขาก็ยิ่งไม่ธรรมดา จนกระทั่งมีข่าวลือว่าเขาจะเป็นรุ่นต่อไปจากทั่วป๋าซิ่งเยี่ย เป็นขุนพลหนุ่มที่เก่งกาจที่สุดของเป่ยจิ้น
แต่เจ้าดูตอนนี้...แรกสุดก็ถูกอดีตฮ่องเต้เป่ยจิ้นทอดทิ้งไม่ไยดี เปิดศึกกับเมืองชางอวิ๋นหลายครั้งก็ไม่เคยมีชัยที่น่าชมเชย ภายในเป่ยจิ้น...ก็มีพวกทั่วป๋าเหลียงแอบว่าร้ายเขาว่าชื่อเสียงจอมปลอม ต่อมาพระชายาเขาก็ยังทรยศเขา ก็ไม่รู้ว่าหญิงผู้นั้นตายไปแล้วหรือยัง มาถึงตอนนี้อีก...ครั้งนี้กลับถึงเมืองเหนือ ทั่วป๋าอิ้นไม่มีทางมีชีวิตที่ดีได้ เป็นไปได้มากว่าทั่วป๋าเหลียงจะถือโอกาสจับเขาแช่แข็ง แต่นี้ไป...จุ๊ๆ”
อวิ๋นสิงเยว่ส่ายหน้า ส่งเสียงจุ๊ๆ ในลำคอ แต่ทว่าฟังแล้วไม่เหมือนเสียดายแทนทั่วป๋าอิ้น แต่เหมือนยินดีกับหายนะของผู้อื่นมากกว่า
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว “คุณชายอวิ๋นเข้าใจอะไรไม่น้อยนี่นะ”
อวิ๋นสิงเยว่หัวเราะแหะๆ “เรื่องนี้หรือ ย่อมเพราะได้ยินคนเขาพูดกันมา”
ฉู่หลิงเอ่ยถาม “ตอนนี้หมิงจิ้งอยู่เมืองเหนือใช่ไหม”
อวิ๋นสิงเยว่พยักหน้า “เจ้ารู้แล้วไม่ใช่หรือ หรือว่าจวินอู๋ฮวนไม่ได้บอกเจ้า”
ฉู่หลิงตอบว่า “ย่อมต้องบอกข้าแล้ว ดังนั้น...ข้ารู้สึกว่าคุณชายอวิ๋นอาจคาดเดาไม่ถูกต้อง”
อวิ๋นสิงเยว่ไม่เข้าใจ “หรือว่าหมิงจิ้งมีความสามารถสร้างผลกระทบต่อวันหน้าของทั่วป๋าอิ้นได้ แม้ว่าทำได้ แต่เขาไม่มีทางช่วยทั่วป๋าอิ้น”
ฉู่หลิงกลอกตามองบนอย่างจนปัญญา “ทำไมเจ้าไม่ลองคิดดู เหตุใดจวินอู๋ฮวนรู้อยู่ว่าเมืองชางอวิ๋นไม่มีคน ก็ยังส่งหมิงจิ้งไปเมืองเหนือ แม้หมิงจิ้งไม่ใช่ขุนพลทหาร แต่หากมีเขาอยู่เมืองชางอวิ๋น ตอนนั้นน่าจะสบายกว่ามากกระมัง”
อวิ๋นสิงเยว่อึ้งไปก่อนจะพลันเข้าใจขึ้นมาทันที “ความหมายของเจ้าก็คือ...จวินอู๋ฮวนต้องการจัดทั่วป๋าเหลียงสักที”
ฉู่หลิงไร้วาจา “คุณชายอวิ๋น มองภายนอกเจ้าดูมีสง่าราศีดี พูดจาให้มีความสุภาพบ้างได้หรือไม่”
อวิ๋นสิงเยว่ไม่เข้าใจ “เช่นนั้นแท้จริงเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
ฉู่หลิงถอนหายใจ “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง”
อวิ๋นสิงเยว่ได้ยินดังนี้ แววตาก็เปล่งประกายทันที “กล่าวเช่นนี้ ทั่วป๋าเหลียงก็ใกล้จะโชคร้ายแล้ว พวกเราก็จะได้...”
อวิ๋นสิงเยว่คิดอยากชมทั่วป๋าเหลียงโชคร้าย เรื่องนี้ถือเป็นความปรารถนาแรงกล้าของเขา ไม่รู้ว่าเหตุใด เทียบกับอดีตฮ่องเต้เป่ยจิ้นแล้ว เขาคล้ายรังเกียจทั่วป๋าเหลียงยิ่งกว่า
ฉู่หลิงปฏิเสธทันที “ไม่มีทาง”
อวิ๋นสิงเยว่รู้สึกผิดหวัง “เพราะเหตุใด”
ฉู่หลิงกลอกตามองบน “เพราะว่าข้าไม่ว่างไป เจ้าไปเอง”
“...” องค์หญิงไม่ว่างแล้วเขาจะว่างได้อย่างไร หากเขากล้าไปร่วมชมความสนุกที่เมืองเหนือ ไปจากองค์หญิงเสินโย่วในตอนนี้ จวินอู๋ฮวนไม่เอาเขาตายหรือ
ยามโพล้เพล้ ทั้งขบวนก็เข้าสู่พื้นที่ควบคุมของชาวเผ่ามั่ว แม้ว่าอันตรายสำหรับพวกนางอยู่บ้าง แต่หากคิดจะไปเมืองหลิงเจียง นอกจากเส้นทางอ้อม ก็มีเพียงต้องผ่านเส้นทางในพื้นที่ควบคุมของชาวเผ่ามั่ว
อวิ๋นสิงเยว่บ่นเรื่องนี้ไม่หยุด “หากจะว่าไป ที่นี่ก็ไม่ไกลจากเมืองรุ่นโจว ไม่สู้เรารอให้ยึดเมืองรุ่นโจวได้ค่อยร่วมมือกับเมืองชางอวิ๋นขับไล่คนพวกนี้ออกไปให้หมด”
เซียวเหมิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “หากเมืองรุ่นโจวอยู่ใต้บังคับบัญชาพวกเรา ก้าวต่อไปก็ย่อมเป็นคนพวกนี้ แต่ทว่าตอนนี้ ยึดเมืองรุ่นโจวให้ได้ก่อนจะดีกว่า”
อวิ๋นสิงเยว่มองเซียวเหมิงก็นึกถึงศิษย์น้องหญิงตน หลังถูกเซียวเยียนเอ๋อร์ปฏิเสธมาหลายครั้ง เขาก็ไม่ได้ดึงดันต่อ แต่ก็ยังคงขัดหูขัดตายามเห็นสายสัมพันธ์อันดีของเซียวเยียนเอ๋อร์กับเซียวเหมิง เขากลอกตามองบนใส่เซียวเหมิง เอ่ยว่า “กองกำลังเสินโย่วร่วมมือกับกองกำลังจิ้งเป่ยยึดเมืองรุ่นโจวมิใช่เรื่องง่ายดังปอกกล้วยเข้าปากหรือ”
เซียวเหมิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “กล่าวได้ยาก”
อวิ๋นสิงเยว่กำลังคิดโต้กลับก็ได้ยินเสียงร้องตกใจของหญิงสาวดังมาจากที่ไม่ไกลนัก ทุกคนต่างกระตุกบังเหียนพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“องค์หญิง มีคนขอความช่วยเหลือ พวกเราขอไปดูหน่อย” หมิงเซวียนก้าวเข้ามาขออนุญาต
ฉู่หลิงพยักหน้าเล็กน้อย “ที่นี่เป็นพื้นที่เผ่ามั่ว ระวังหน่อย”
หมิงเซวียนพยักหน้า ส่งสัญญาณให้พวกหญิงสาวด้านหลัง หญิงสาวสองสามคนลงจากหลังม้าเดินไปตามทิศทางเสียงร้องของหญิงผู้นั้น ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังแว่วมา ฉู่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไปดูเอง พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง”
ฉู่หลิงใช้แรงเล็กน้อยก็ทะยานขึ้นจากหลังม้าตรงไปยังทิศทางที่เสียงดังแว่วมา ครู่หนึ่งก็มาถึงริมป่าแห่งหนึ่งไม่ไกลนักด้านหน้า
ดังคาด เห็นพวกหมิงเซวียนกำลังถืออาวุธต่อสู้กับชายสองสามคน ชายเหล่านี้มีทั้งชาวเผ่ามั่วและชาวเทียนฉี่ ไม่ไกลจากพวกเขานักมีหญิงสาวในชุดผ้าธรรมดาสองคน เห็นชัดว่าอยู่ในอาการตกใจไม่น้อย
ฉู่หลิงมองเสื้อผ้าหลุดรุ่ยของหญิงสาว แววตาก็ส่องประกายวาบ ถัดมาก็กวาดตามองไปยังกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กัน บรรดาแม่นางเหล่านั้นพอเห็นฉู่หลิงมาก็พากันฮึกเหิมขึ้นมาทันที
หมิงเซวียนส่งเสียงเรียกฮูหยินอย่างดีใจ ฉู่หลิงส่งสายตาบอกให้นางอย่าได้เสียสมาธิ ดาบจันทราเพียงตวัดเบาๆ ก็ปัดดาบที่ฟันใส่หญิงสาวได้ กวาดเอาชายเผ่ามั่วกระเด็นออกไปพร้อมกับดาบ
มีฉู่หลิงมาร่วมด้วย หมิงเซวียนเองก็มิใช่ฝีมืออ่อนด้อย ไม่นานก็จัดการคนเหล่านี้ได้
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” ฉู่หลิงปาดโลหิตบนดาบจันทราทิ้งพลางถามขึ้น
หญิงสาวสองคนกอดคอกันด้วยความตกใจหวาดกลัว ฉู่หลิงเห็นชัดว่าทั้งสองคนน่าจะเป็นมารดากับบุตรี มารดาดูแล้วสามสิบกว่า บุตรีท่าทางน่าจะสิบเจ็ดสิบแปด แม้ว่ารูปโฉมไม่นับว่างดงาม แต่ก็กระจ่างตา เห็นท่าทางพวกนางก็รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น มิน่าพวกหมิงเซวียนจึงได้ลงมือทันที
ในฐานะหญิงสาว ได้พบเจอเรื่องเช่นนี้แล้วทนรับได้ย่อมเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก
หมิงเซวียนมองทั้งสองคนแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “พวกเจ้าไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ใช่คนเลว”
น่าเสียดาย หมิงเซวียนเดิมก็เป็นคุณหนูใหญ่ กิริยาท่าทางไม่นับว่าอ่อนโยนนัก ในมือยังถือกระบี่วาววับเปื้อนโลหิต ทำให้ไม่ว่านางจะอ่อนโยนอย่างไร สองแม่ลูกก็ยังคงมิกล้าเอ่ยอันใด
สุดท้ายก็มีหญิงสาวตัวเล็กท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูก้าวออกจากกลุ่ม ส่งกระบี่ในมือให้สหายด้านข้างก่อนจะเดินไปย่อตัวลงข้างสองแม่ลูก “ท่านน้า พี่สาว พวกท่านไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ใช่คนเลว จะไม่ทำร้ายพวกท่าน”
บางทีเพราะภาพลักษณ์นางอ่อนโยน สองแม่ลูกอดเงยหน้ามองพวกนางไม่ได้ เพียงแต่แววตายังคงมีความหวาดระแวง
สาวน้อยยิ้มเอ่ย “ท่านน้า พวกท่านไม่ต้องกลัว บ้านท่านอยู่ที่ใด ค่ำแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ”
“เจ้า...พวกเจ้า...” ผู้เป็นมารดาอดเอ่ยอย่างลังเลพลางมองไปยังศพรอบๆ ไม่ได้
หมิงเซวียนเอ่ยว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง พวกเราจะจัดการคนเหล่านี้เอง พวกท่านรีบกลับไป ไม่ทำให้พวกท่านเดือดร้อนเป็นแน่ พวกเราเพียงแค่ผ่านมา ไม่นานก็จะไปจากที่นี่แล้ว วันหน้าก็ระวังหน่อย”
สาวน้อยพยักหน้า “ใช่ โลกภายนอกคนเลวมีมาก วันหน้าต้องระวังหน่อย อย่าได้ออกมาเพียงลำพัง”
“ขอบคุณมาก ขอบคุณจอมยุทธ์หญิงทุกท่านมาก” มารดารีบดึงบุตรีขึ้นขอบคุณทุกคนด้วยท่าทางหวาดกลัวก่อนจะพาบุตรีจากไป
สาวน้อยถูกมารดาปกป้องไว้ในอ้อมกอดตลอดเวลา เห็นชัดว่าตกใจไม่น้อย ยามนี้จึงได้สติคืนมา มองกลุ่มหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนเอง ล้วนอายุใกล้เคียงกับนาง แต่คล้ายไม่เหมือนนาง สุดท้ายอดมองไปทางฉู่หลิงที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้างไม่ได้ แววตาส่องประกายชื่นชมความงามและอิจฉาอย่างไม่อาจระงับสายตา
ฉู่หลิงพยักหน้าให้นางเล็กน้อย กล่าวเบาๆ ว่า “มืดแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ”
ผู้เป็นมารดารีบกล่าวขอบคุณ ดึงบุตรีจากไปอย่างรวดเร็ว