ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 712
ตอนที่ 469-1 อำลา!
ขบวนฉู่หลิงควบม้าเร่งเดินทางมาตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงสบเขตแดนเมืองชางอวิ๋นกับเป่ยจิ้น
เซียวเหมิงมองไปด้านหน้า “องค์หญิง ผ่านตรงนี้ไปก็เป็นพื้นที่ชาวเผ่ามั่วแล้ว พวกเราต้องระวังตัวแล้ว”
ฉู่หลิงพยักหน้า “กลับเมืองหลิงเจียงก่อน จากตรงนี้ควบม้าเร็วไปเมืองหลิงเจียงสองวันหนึ่งคืนเพียงพอ...พวกเจ้าทนไหวไหม”
พวกนางมักเดินทางไปมาอยู่นอกเมืองย่อมไม่เป็นอันใด แต่พวกหมิงเซวียนไม่ค่อยได้เร่งเดินทางเช่นนี้
หมิงเซวียนยิ้มเอ่ย “ฮูหยินโปรดวางใจ พวกเราไม่เป็นไร!”
ชิวหรงเองก็ยิ้มเอ่ย “เจ้าค่ะ แค่เร่งเดินทางแค่นี้ก็ไม่ไหว วันหน้าพวกเราจะติดตามฮูหยินออกสนามรบได้อย่างไร”
หลายวันก่อน ชิวหรงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้แม้ว่าฟื้นตัวได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่แท้จริงก็มิได้ฟื้นตัวเต็มที่ สีหน้ายังคงดูซีดเซียว
ฉู่หลิงมองนาง “หากทนไม่ไหวต้องบอก อย่าได้ฝืนทน”
ทุกคนต่างพยักหน้ารับคำ ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ออกเดินทางได้ ไปให้ถึงก่อนฟ้ามืด...” กล่าวไม่ทันจบ เสียงฉู่หลิงก็หยุดชะงัก มองไปทางด้านหน้าไม่ไกลนักด้วยสายตาดุดัน
“องค์หญิง” เซียวเหมิงรีบควบม้ามาข้างกายฉู่หลิง มองไปด้านหน้าด้วยแววตาระแวดระวัง ไม่ไกลนักพลันมีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เป็นชายในชุดเผ่ามั่วสีเทาเงินไม่ได้สวมเกราะ ดูแล้วคล้ายว่ามีความเป็นกันเองและอ่อนโยนกว่ายามปกติอยู่ไม่น้อย ผู้ที่มาย่อมไม่ใครอื่น ก็คือทั่วป๋าอิ้นที่ยามนี้ควรพักรักษาตัวอยู่ในค่ายใหญ่เป่ยจิ้น
อวิ๋นสิงเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย “ใจกล้าไม่น้อย ถึงกับยังกล้าปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้”
อาการบาดเจ็บทั่วป๋าอิ้นแท้จริงหนักหนาสาหัสเพียงใด เกรงว่าแม้แต่จวินอู๋ฮวนที่ลงมือสร้างบาดแผลด้วยตนเองก็คงไม่กระจ่างเท่ากับอวิ๋นสิงเยว่ผู้เป็นหมอ ตอนนี้ทั่วป๋าอิ้นไม่นอนพักรักษาตัวให้ดีในค่าย แต่แล่นมาที่นี่ หรือว่าหลังพ่ายศึกใหญ่ไปทำให้เขาสิ้นหวังไม่คิดดำรงชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว
ชายหนุ่มท่าทางเหมือนองครักษ์วิ่งเข้ามาทางนี้ มาหยุดยืนอยู่หน้าฉู่หลิงไม่ไกลนัก “ท่านอ๋องคิดขอเชิญองค์หญิงสนทนาสักครู่”
ฉู่หลิงเงียบงัน อวิ๋นสิงเยว่ตอบทันทีว่า “องค์หญิงของเราคล้ายไม่มีอันใดสนทนากับท่านอ๋องพวกเจ้ากระมัง”
องครักษ์ไม่คิดเช่นนั้น “ท่านอ๋องว่า ขอเชิญองค์หญิง และคุณชายอวิ๋นโปรดวางใจ เราไม่ได้นำคนมามากนัก เพียงแต่คิดสนทนากับองค์หญิงสองสามวาจาเท่านั้น”
คล้ายว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วจริงๆ ดังนั้นจึงจงใจไม่พาคนมา รนหาที่ตายหรือ อวิ๋นสิงเยว่ส่งสายตาให้ฉู่หลิง ถามนางว่าจะเสี่ยงกำจัดทั่วป๋าอิ้นทิ้งหรือไม่
ฉู่หลิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “พวกเจ้ารอตรงนี้ ข้าไปพบทั่วป๋าอิ้น”
“องค์หญิง!”
“ฮูหยิน!”
เซียวเหมิงกับหมิงเซวียนทัดทานพร้อมเพรียง เห็นชัดว่าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของฉู่หลิง
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ทั่วป๋าอิ้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า และ...เขาก็ไม่ใช่คนเช่นนั้น”
บนสนามรบ บางทีทั่วป๋าอิ้นอาจใช้เล่ห์เหลี่ยม แต่กลับไม่เคยทำเรื่องลอบกัดเหล่านั้น
เซียวเหมิงเอ่ยขึ้นทันที “ข้าไปเป็นเพื่อนฮูหยิน...ข้าจะยืนอยู่ไกลๆ”
ฉู่หลิงพยักหน้า “ก็ดี”
ทั่วป๋าอิ้นยืนอยู่บนเนินเขาริมทางไม่ไกลนัก ตอนนี้เข้าหน้าหนาวแล้ว มองไกลออกไปก็มีแต่พื้นที่รกร้างว่างเปล่า มีแต่ความแห้งแล้ง เขาเห็นเซียวเหมิงตามฉู่หลิงมาก็ไม่ได้กล่าวอันใด เพียงแค่โบกมือบอกให้องครักษ์ตนเองถอยออกไป องครักษ์ประสานมือเงียบๆ ก่อนจะถอยออกไปห่างราวเจ็ดแปดจั้ง เซียวเหมิงเองก็หยุดห่างจากทั่วป๋าอิ้นเจ็ดแปดจั้งเช่นกัน
ฉู่หลิงค่อยๆ เดินเข้าไป เพ่งมองทั่วป๋าอิ้น “ท่านอ๋องเสิ่นบาดเจ็บสาหัสมาก น่าจะพักผ่อนในค่ายให้ดีมากกว่า”
ทั่วป๋าอิ้นกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ตอนนี้ข้าไม่ใช่อ๋องเสิ่นแล้ว”
ฉู่หลิงเลิกคิ้ว นางย่อมรู้เรื่องทั่วป๋าเหลียงมีราชโองการลดบรรดาศักดิ์ทั่วป๋าอิ้น แต่ก่อนหน้านี้ปากไวลืมเรื่องนี้ไป ยามนี้เหมือนจงใจเยาะบาดแผลเจ็บปวดของผู้อื่น ฉู่หลิงตัดสินใจมองข้ามปัญหานี้ไปทันที เอ่ยถามว่า “ท่านอ๋องตั้งใจมารอข้าที่นี่ มีเรื่องอันใดหรือ”
ทั่วป๋าอิ้นมองนาง “ข้าจะต้องกลับเมืองเหนือในไม่ช้านี้แล้ว”
ฉู่หลิงพยักหน้า ยังคงไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาต้องการเอ่ยอันใด
ทั่วป๋าอิ้นกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ครั้งนี้พ่ายศึกใหญ่ ในความคิดฝ่าบาท...หากฝ่าบาทยังมีพระชนม์ชีพอยู่ เกรงว่าข้าคงไม่มีโอกาสนำทัพออกศึกอีกแล้ว บางที...ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้พบกับองค์หญิง ย่อมต้องมากล่าวอำลา”
ฉู่หลิงเข้าใจดี ด้วยนิสัยทั่วป๋าเหลียงครั้งนี้เอาทั่วป๋าอิ้นไม่ตาย ก็ย่อมไม่มีทางให้โอกาสเขาได้นำทัพออกศึกอีก แม้ตอนนี้ทั่วป๋าเหลียงเหมือนวางเรื่องทั่วป๋าอิ้นพ่ายศึกลงแล้ว แต่ทันทีที่กลับถึงเมืองเหนือ แท้จริงจะเกิดการกวาดล้างสังหารอย่างไรก็ยังไม่อาจกล่าวได้
ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ ปลอบใจอย่างไม่ใคร่จริงใจนัก “ก็พูดยาก ไม่แน่ชีวิตทั่วป๋าเหลียงอาจไม่ได้ยืนยาวเพียงนั้น”
ยามนี้องค์หญิงเสินโย่วเอ่ยเช่นนี้เหมือนลืมคำหนึ่งไป คำที่ว่าตอนนี้เป็นเรื่องขัน แต่วันหน้าอาจเป็นจริงได้ หากวันหน้าวันใดได้พบกับทั่วป๋าอิ้นบนสนามรบอีกครั้ง องค์หญิงเสินโย่วก็คงรู้สึกนึกเสียใจภายหลัง
เห็นชัดว่าทั่วป๋าอิ้นเข้าใจนิสัยฉู่หลิง จึงไม่คิดสนใจที่นางเอ่ยสาปแช่งฮ่องเต้เผ่ามั่วของตน
ทั่วป๋าอิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง “ได้ยินว่าฝ่าบาทได้ส่งคนไปเทียนฉี่แล้ว ตามความเห็นข้า ฮ่องเต้หย่งเจียแม้จะโปรดปรานองค์หญิงเพียงใด ก็เกรงว่าคงไม่อาจทนรับแรงกดดันจากราชสำนักได้ เจ้า...เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ จะดีกว่า”
ฉู่หลิงยิ้ม “ขอบคุณท่านอ๋องที่เตือน แต่ทว่า...” ฉู่หลิงมองทั่วป๋าอิ้นอย่างสนใจ “ข้ารู้สึกมาตลอดว่า ท่านอ๋องค่อนข้าง...ให้เกียรติข้ามาก ความทรงจำตอนอยู่จวนอ๋องเสิ่น ข้าจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่ทว่าท่านอ๋อง...ชอบพี่ฝูอีมากจริงหรือ”
สีหน้าทั่วป๋าอิ้นแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ริมฝีปากมีโลหิตไหลซึมออกมา เขาไม่สนใจ เพียงแค่ยกมือขึ้นปาดทิ้ง
ทั่วป๋าอิ้นเงียบไปเป็นนานก่อนจะเอ่ยว่า “ตอนนี้พูดเรื่องพวกนี้ยังจะมีประโยชน์อันใด”
ฉู่หลิงถอนหายใจ “ใช่ ตอนนี้พูดเรื่องพวกนี้ยังจะมีประโยชน์อันใด ดังนั้น...เหตุใดตอนนั้นท่านไม่ปกป้องนางให้ดี”
หากทั่วป๋าอิ้นรักฉู่ฝูอีเพียงนั้น เป็นถึงอ๋องเสิ่น องค์ชายสี่แห่งเป่ยจิ้น เหตุใดท่านไม่อาจปกป้องสตรีอ่อนแอคนหนึ่งได้
ทั่วป๋าอิ้นไม่ได้ตอบคำถามนาง แต่กลับเอ่ยว่า “ข้ามาหาเจ้าด้วยเรื่องเรื่องหนึ่ง”
ฉู่หลิงมองเขา รอให้เขาเอ่ยต่อ
ทั่วป๋าอิ้นเอ่ยต่อว่า “ข้ารู้...นางมีหยกประดับชิ้นหนึ่ง ต่อมามอบให้เจ้า”
ฉู่หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าทั่วป๋าอิ้นหมายถึงหยกประดับชิ้นใด จึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ใช่ อยู่ที่ข้า”
เดิมนางกลับถึงเทียนฉี่ก็มอบให้เสด็จพ่อ เพียงแต่เสด็จพ่อเห็นแล้วก็เศร้าใจมาก จึงได้มอบหยกประดับให้นาง บอกว่าราชวงศ์เทียนฉี่ มีเพียงนางเป็นองค์หญิงหนึ่งเดียว หยกประดับนั้นเดิมก็เป็นของประจำบุตรี ไม่มอบให้นางแล้วจะมอบให้ผู้ใด
ทั่วป๋าอิ้นเอ่ยต่อว่า “มอบให้ข้าได้หรือไม่”
“...” ฉู่หลิงนิ่งมองทั่วป๋าอิ้น ทั่วป๋าอิ้นเองก็มิได้ร้อนใจ ยืนปะทะแรงลมปล่อยให้นางมองประเมินเขา
ครู่หนึ่ง ก่อนฉู่หลิงจะเอ่ยขึ้นว่า “ขออภัย ไม่ได้”
ทั่วป๋าอิ้นไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำตอบนี้ เพียงแต่ถอนหายใจด้วยสีหน้าหมองหม่น “ข้าล่วงเกินแล้ว”
ฉู่หลิงเห็นเขาไม่ได้มีเรื่องอื่นอีกแล้วก็เอ่ยว่า “ในเมื่อท่านอ๋องไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าก็ขอตัวก่อน”
ทั่วป๋าอิ้นพยักหน้าไม่สนใจ ไม่เอ่ยอันใดต่อ แต่ก็ไม่ได้คิดจากไป ฉู่หลิงไม่มองเขาอีก หันหลังเดินไปหาเซียวเหมิง
นางเพิ่งก้าวมาได้สองก้าวก็ได้ยินเสียงทั่วป๋าอิ้นดังขึ้นด้านหลัง “เรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตข้าก็คือได้พบนางในพระราชวังเมืองเหนือตอนนั้น แต่...เรื่องที่ข้านึกเสียใจภายหลังที่สุดก็คือตอนนั้นติดตามเสด็จพี่ไปพระราชวังเทียนฉี่ หากไม่ได้พบกับข้า...บางทีนางอาจไม่...”
ก่อนเผ่ามั่วเข้าด่าน ทั่วป๋าอิ้นเคยพบพี่ฝูอีหรือ ในใจฉู่หลิงนึกสงสัย เรื่องนี้นางย่อมไม่รู้ อย่าว่าแต่ไม่รู้ บางทีก็อาจไม่มีคนรู้สักเท่าไร
ฉู่หลิงคิดแล้วก็หันไปเอ่ยว่า “ข้าไม่รู้ว่าพี่ฝูอีคิดเช่นไร แต่ทว่า...ข้าเดาว่านางเองก็มิใช่โกรธแค้นท่านอ๋องทั้งหมด นับดูแล้ว ท่านอ๋องก็นับว่าคอยปกป้องพวกเราพี่น้องมาหลายปี”
ความจริงนี่เป็นเรื่องยากจะเข้าใจอย่างมาก ฉู่ฝูอีไม่มีทางรักทั่วป๋าอิ้น เพราะว่าทั่วป๋าอิ้นเป็นศัตรูนาง ศัตรูที่ทำลายแผ่นดินเกิดนาง แต่ทั่วป๋าอิ้นก็มอบชีวิตที่สงบสุขให้ฉู่ฝูอีในหลายปีนั้น ในใจฉู่หลิงกระจ่างดีว่าสตรีสูงศักดิ์ในสำนักซักล้างมากมายนับไม่ถ้วนล้วนมีจุดจบเยี่ยงไร เพียงแต่น่าเสียดาย...สุดท้ายฉู่ฝูอียังคงไม่อาจหนีจุดจบนี้ไปได้
ทั่วป๋าอิ้นผิดหรือไม่ ไม่ เขาเป็นองค์ชายเผ่ามั่ว ออกศึกเพื่อเผ่ามั่วก็คือภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา
ฉู่ฝูอีผิดหรือไม่ ยิ่งไม่ นางไม่ได้ทำอันใด เป็นผู้บริสุทธิ์ที่สุด แต่กลับต้องแบกรับทุกข์หนักที่สุด
ความแค้นแผ่นดินไม่มีถูกผิด แค่เพียงนี้เท่านั้น