ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 730
ตอนที่ 480-1 ตัวร้าย!
ประมุขตระกูลชุยได้ยินดังนี้ก็นิ่งอึ้งไป ผ่านไปครู่หนึ่งจึงได้สติคืนมา คล้ายได้ยินเรื่องน่าขันอันใด เขาอดระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นไม่ได้
ฉู่หลิงเห็นเขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก็มิได้ถือสา ค่อยๆ บรรจงจิบน้ำชารอให้เขาหัวเราะให้พอ
พอประมุขตระกูลชุยหัวเราะจนพอใจก็สะกดเสียงหัวเราะตนเองลง มองฉู่หลิงแล้วเอ่ยว่า “องค์หญิง บังอาจเหิมเกริมเกินไปสักหน่อยแล้วกระมัง แม้แต่ฝ่าบาท เกรงว่าก็ยังมิกล้าตรัสเช่นนี้”
คล้อยตามข้าอยู่ ขัดขวางข้าตาย คำพูดเปิดเผยเฉียบขาดเช่นนี้ บนโลกใบนี้มีคนทำได้สักกี่คน
ฉู่หลิงหัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่ง “ไม่ใช่เพราะพวกท่านคิดว่าเสด็จพ่อพระทัยอ่อนมีเมตตาหรือ พวกท่านจึงได้กล้าเหิมเกริมกระทำตามอำเภอใจ”
สีหน้าประมุขตระกูลชุยบิดเบี้ยวครู่หนึ่งก็กลับคืนสู่สีหน้าปกติอย่างรวดเร็ว เขาแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ ทีหนึ่ง “องค์หญิงคิดข่มขู่กระหม่อมหรือ เกรงว่าคาดการณ์ผิดแล้ว องค์หญิงเกรงว่าคงยังไม่รู้...มีบางเรื่องไม่ใช่กระหม่อมคนเดียวหรือตระกูลชุยตระกูลเดียวก็จะตัดสินใจได้ ดังนั้นองค์หญิงข่มขู่กระหม่อมตอนนี้ไปก็ไร้ประโยชน์”
ฉู่หลิงเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หวังว่าท่านจะมีประโยชน์อันใด แน่นอนว่าหากท่านไร้ประโยชน์จริงๆ ข้าก็จะไม่เก็บท่านเอาไว้ ประมุขตระกูลชุยไม่ต้องเป็นห่วงตระกูลชุย อย่างไรตระกูลชุยก็เป็นวงศ์ตระกูลใหญ่ ท่านตายไปย่อมมีคนรับหน้าที่ต่อ ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไร้ประมุข ตระกูลอื่นนั้น...ย่อมเหมือนกัน”
ประมุขตระกูลชุยทั้งโมโหทั้งตกใจ “องค์หญิง หรือว่ายังคิดสังหารประมุขทุกตระกูลให้สิ้นซาก”
ฉู่หลิงกระดกมุมปากเล็กน้อย “สังหารได้เท่าไรก็เท่านั้น อย่างไรก็พ่ายแพ้แล้ว ด้วยวิทยายุทธ์กับกำลังของข้า หนีออกจากเมืองผิงจิงย่อมมิใช่ปัญหา”
“องค์หญิงไม่สนใจฝ่าบาทกับเซี่ยงกั๋วกงแล้วหรือ” ประมุขตระกูลชุยจ้องมองฉู่หลิง ถามขึ้นอย่างสงสัยอยู่บ้าง
ฉู่หลิงเอ่ยตอบว่า “พวกเจ้ากล้าสังหารฮ่องเต้หรือ แน่นอน...หากเสด็จพ่อข้าเกิดเหตุ ข้าก็จะประกาศความจริงต่อใต้หล้า”
ประมุขตระกูลชุยเผยสีหน้ายิ้มเยาะ เห็นชัดว่าไม่เห็นคำพูดนางอยู่ในสายตา
ฉู่หลิงเบ้ปากเล็กน้อย เปลี่ยนคำพูดเป็นว่า “ข้าก็จะสังหารลูกหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเมืองผิงจิงทุกคนทิ้งให้หมด”
“ท่านเสียสติไปแล้ว!”
ประมุขตระกูลชุยรู้สึกเพียงว่าหน้าผากเริ่มมีเหงื่อผุดออกมา ไม่เพียงเพราะเขาตกอยู่ในมือฉู่หลิง แต่เพราะว่าองค์หญิงเสินโย่วไม่เล่นตามหลักเหตุและผลที่ควรเป็น และยังเป็นเทพสังหาร
ฉู่หลิงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ ทีหนึ่ง “ข้าเสียสติหรือไม่ ไม่จำเป็นที่ประมุขตระกูลชุยต้องมาสนใจ ตอนนี้...ประมุขตระกูลชุยบอกข้ามาว่าท่านมีสายสัมพันธ์อย่างไรกับพวกเผ่ามั่ว พวกท่านมีแผนการอะไร”
ประมุขตระกูลชุยปิดปากแน่นไม่ยอมกล่าว ฉู่หลิงจึงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ข้าชอบจัดการคนที่คิดว่าตนเองแข็งกร้าวที่สุดเช่นท่านมาก ประมุขตระกูลชุย ความแข็งกร้าวของท่านไม่ได้มีมากเหมือนที่ท่านคิดเป็นแน่”
ประมุขตระกูลชุยกัดฟันเอ่ยว่า “มีความสามารถ ท่านก็สังหารข้าทิ้งเสีย”
ฉู่หลิงหันหน้าไปมองซู่อวี้ที่ยืนอยู่นอกศาลารับลมทีหนึ่ง ซู่อวี้อมยิ้มพยักหน้าค้อมกายคำนับก่อนออกไป ครู่หนึ่งก็เห็นนางพาคนหลายคนเดินเข้ามา ชายหนุ่มชุดเทาสองสามคนคุมตัวหญิงสาวหน้าตางดงามกับชายหนุ่มคนหนึ่งและเด็กหนุ่มอีกสองคนเข้ามา คนเหล่านี้พอเห็นประมุขตระกูลชุยก็เอ่ยเรียกอย่างแตกตื่นตกใจทันที
“นายท่าน!”
“ท่านพ่อ!”
“ท่านพ่อ!”
ในลานพลันครึกครื้นเสียงดังขึ้นมาทันที ประมุขตระกูลชุยหันขวับมาถลึงตาใส่ฉู่หลิงอย่างโมโห “องค์หญิงเสินโย่ว ท่านต่ำช้ามาก!”
ฉู่หลิงพิงขอบโต๊ะ หัวเราะด้วยท่าทางเกียจคร้าน “หรือว่าตระกูลชุยท่านไม่เคยใช้วิธีเช่นนี้ เหตุใดพอเป็นข้า ท่านก็หาว่าต่ำช้าไปได้”
กล่าวจบนางก็มองออกไปนอกศาลารับลมอย่างนึกสนใจ
หญิงสาวงดงามผู้นั้นดูแล้วน่าจะยี่สิบกว่าเท่านั้น รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นดังกิ่งหลิ่ว ใบหน้าอ่อนแอน่าทะนุถนอมอย่างยิ่ง ชายหนุ่มผู้นั้นดูแล้วนิ่งสุขุมกว่ามาก ส่วนเด็กหนุ่มคู่นั้นกลับยังเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา รู้แต่ร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากบิดา
ฉู่หลิงถามขึ้นว่า “ซู่อวี้ สองท่านนี้...เป็นมาอย่างไร”
ซู่อวี้ยิ้มเอ่ย “ทูลองค์หญิง ท่านนี้คือ...อนุที่รักยิ่งของประมุขตระกูลชุย หม่อมฉันใช้เวลามากมายกว่าจะเชิญนางมาได้ ทั้งสองท่านนี้คือบุตรชายของประมุขตระกูลชุย ได้ยินว่าเฉลียวฉลาดมาแต่เล็ก และยังเป็นบุตรที่เกิดจากอนุที่รักยิ่ง รักมากเป็นพิเศษ ทางนี้ยังมีบุตรชายคนโตของฮูหยินประมุขตระกูลชุย แม้ว่าได้รับความรักไม่สู้คุณชายน้อยทั้งสอง แต่ตระกูลน้าชายของคุณชายชุยก็คือตระกูลถังที่มีชื่อเสียงเช่นกัน
องค์หญิงอย่าเห็นว่าตระกูลชุยกับตระกูลถังตอนนี้ยังไม่ค่อยมีชื่อเสียงในเทียนฉี่ แต่ตอนที่ยังอยู่ทางเหนือ เรียกได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ไม่น้อย ไม่ต่างกับตระกูลไป๋หลี่ตอนนั้นสักเท่าไร”
ดังนั้นหลายปีมานี้ อิทธิพลอำนาจของตระกูลขุนนางเก่าแก่ลดลงไม่น้อยจริงๆ หากไม่ใช่ว่าฮ่องเต้หย่งเจียอุปนิสัยอ่อนแอไร้ความสามารถ ก็คงไม่ถึงกับทำให้คนเหล่านี้ได้คืบเอาศอกถึงเพียงนี้
ฉู่หลิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ทำได้ไม่เลว”
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ตรัสชม ล้วนเป็นหน้าที่บ่าว” ซู่อวี้ยิ้มกล่าว
ฉู่หลิงส่งเสียงหัวเราะพลางมองประมุขตระกูลชุย “ประมุขตระกูลชุย แต่ไรมาข้าเป็นคนสุภาพ ไม่ชอบลงดาบลงมีดทำให้บาดแผลไม่น่ามอง ดังนั้นท่านจะบอกหรือไม่บอก”
ประมุขตระกูลชุยสีหน้าเขียวคล้ำ กัดฟันไม่ยอมเอ่ย
ฉู่หลิงโบกมือ “พาตัวฮูหยินท่านนั้นออกไป ดูแลต้อนรับให้ดี ฮูหยิน ใช่ว่าข้าไม่รู้จักทะนุถนอมหยกงาม แต่นายท่านของท่านไม่ให้เกียรติข้าเลย”
“นะ...นายท่าน” หญิงสาวผู้นั้นตกใจตัวสั่นเทา ส่งสายตาขอร้องประมุขตระกูลชุย เด็กสองคนเห็นมารดาตนเป็นเช่นนี้ก็พากันร้องไห้ดัง แต่คุณชายชุยกลับยังคงดำรงท่าทีสงบนิ่งและท่าทีดั่งคุณชายตระกูลขุนนางเก่าแก่ ยืนอยู่ข้างๆ ไม่กล่าวอันใด
ซู่อวี้โบกมือให้สองคนพาตัวหญิงสาวผู้นั้นออกไปข้างนอก ในสวนดอกไม้มีเสียงน่าอนาถดังขึ้น เด็กน้อยแผดเสียงร้องดังลั่น
ฉู่หลิงพาดตัวลงกับโต๊ะด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกพลางถอนหายใจ
ชุ่ยเยว่รินน้ำชาให้นางใหม่อีกแก้ว ยิ้มเอ่ยว่า “เหตุใดองค์หญิงถอนหายใจ พวกหม่อมฉันยังทำอันใดไม่เรียบร้อยหรือเพคะ”
ฉู่หลิงส่ายหน้า เอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “ข้ามักจะรู้สึกว่าตนเองเหมือนตัวร้ายเลย”
ชุ่ยเยว่ไม่เข้าใจ “องค์หญิงเพคะ อะไรเรียกว่าตัวร้าย”