ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 708
ตอนที่ 467-2 เสนออภิเษกเชื่อมไมตรีอีกครั้ง
คำว่าเปิดศึกกับเป่ยจิ้น...กล่าวออกมา คนในห้องทรงอักษรไม่น้อยต่างสีหน้าแปรเปลี่ยน อาฮูหลู่เห็นสีหน้าทุกคน สีหน้าตนก็ยิ่งเยียบเย็น กล่าวอย่างดุดันว่า “เป่ยจิ้นเรากับเทียนฉี่อยู่ร่วมกันอย่างสันติมาหลายปี ฝ่าบาทกับใต้เท้าทุกท่านคิดจะทำให้ราษฎรสองแผ่นดินต้องประสบกับภัยสงครามอีกครั้งเพราะความเอาแต่ใจขององค์หญิงเสินโย่วยกทัพโดยพลการอย่างนั้นหรือ องค์หญิงเสินโย่วทำเพื่อชายที่นางมีใจ แต่ไม่รู้ว่าใต้เท้าทุกท่านและฝ่าบาททำเพื่อสิ่งใด”
“ใต้เท้าระวังวาจาด้วย” ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งเอ่ยตะกุกตะกัก “ราชบุตรเขยจากไปนานแล้ว ใต้เท้ากล่าวเหลวไหลเช่นนี้คิดใส่ความทำลายชื่อเสียงองค์หญิง...”
อาฮูหลู่แค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง คิ้วกระตุกเล็กน้อย “แต่ข้าได้ยินว่า...สายสัมพันธ์ของเจ้าเมืองชางอวิ๋นเยี่ยนเฟิ่งเซียวกับองค์หญิงเสินโย่วไม่ธรรมดา ยามนี้องค์หญิงเสินโย่วยกทัพตีเป่ยจิ้นก็เพื่อเจ้าเมืองชางอวิ๋น เหอะๆ...ฮ่องเต้เทียนฉี่ ขออภัยที่กระหม่อมกล่าวมากความ เยี่ยนเฟิ่งเซียวมีความคิดครอบครองความเป็นใหญ่ องค์หญิงตั้งใจช่วยเขา วันหน้า...แผ่นดินนี้แท้จริงแซ่ฉู่หรือแซ่เยี่ยน ยังไม่อาจกล่าวได้”
อาฮูหลู่ย่อมรู้ว่าเยี่ยนเฟิ่งเซียวก็คือจวินอู๋ฮวน ก่อนพวกเขาออกจากเมืองเหนือมาเมืองผิงจิง ข่าวนี้ยังไปไม่ถึงเมืองเหนือ ขบวนอาฮูหลู่มาถึงเมืองผิงจิงแล้วจึงได้รับข่าวนี้จากเมืองเหนือ หลังจากตกใจแล้วก็มีแต่ความโมโห แต่กลับทำอันใดไม่ได้
ฮ่องเต้เป่ยจิ้นไม่คิดจะกระพือข่าวนี้ให้แพร่ออกไป ก็เหมือนกับที่องค์หญิงเสินโย่วกับหลิงฉู่เป็นคนคนเดียวกัน ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ไปทั่วหล้า ย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงของเผ่ามั่วไม่น้อย ในตอนนั้นราชสำนักเผ่ามั่วทั้งราชวงศ์และราษฎรทั่วไปล้วนถูกหนุ่มสาวสองคนนี้หลอกจนหัวปั่น
ในห้องทรงอักษรเงียบลงอีกครั้ง ฮ่องเต้หย่งเจียขมวดพระขนงเล็กน้อย ตรัสด้วยสีพระพักตร์นิ่งเรียบ “ก็แค่ข่าวลือเท่านั้น เสนาบดีซ้ายคิดมากไปแล้ว เพียงแต่...ขอเสนาบดีซ้ายอย่าได้แพร่ข่าวลือเหลวไหลพวกนี้ออกไปทำลายชื่อเสียงองค์หญิงของเรา”
ฮ่องเต้หย่งเจียรู้สถานะจวินอู๋ฮวนมาก่อนหน้านี้แล้วดังคาด! อาฮูหลู่แอบคิดในใจ ยิ่งรู้สึกโมโหฮ่องเต้หย่งเจียมากยิ่งขึ้น
อาฮูหลู่สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งก่อนจะกวาดตามองทุกคนในห้องทรงอักษร กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “กล่าวเช่นนี้ ฝ่าบาทกับใต้เท้าทุกท่านคิดทำไขสือไม่จัดการอันใดหรือ”
ทุกคนต่างเงียบ อาฮูหลู่แค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ไม่มีอันใดต้องเจรจากันอีก พอดีขุนพลเผ่ามั่วเราไม่ได้ออกศึกมานาน รู้สึกเบื่อกันแล้ว ได้ฝึกฝนฝีมือบ้างก็เป็นเรื่องดีไม่เลว ตอนกระหม่อมมาเทียนฉี่ ฝ่าบาทได้ส่งทัพใหญ่ไปยังหุ้ยโจวและริมแม่น้ำหลิงชางแล้ว ถึงตอนนั้น...พวกเราก็คงได้แต่เผชิญหน้ากันด้วยกองทัพแล้ว”
ในห้องทรงอักษรพลันบังเกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นทันที ทุกคนอดมองไปทางฮ่องเต้หย่งเจียและพวกซั่งกวนเฉิงอี้ไม่ได้ สีหน้าเริ่มลังเลอย่างมาก
“เผชิญหน้ากันด้วยกองทัพ ใต้เท้าอาฮูหลู่กล่าวเกินไปสักหน่อยแล้วกระมัง” เซี่ยงกั๋วกงที่เงียบมาตลอด พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทุกสายตามองไปที่เขาทันที
เซี่ยงกั๋วกงเลิกคิ้ว “ได้ยินว่าเป่ยจิ้นเพิ่งจะสูญเสียทัพใหญ่ที่ซีฉินมา ท่านอ๋องเสิ่นก็พ่ายศึกให้แก่เมืองชางอวิ๋น เมืองรุ่นโจวกำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังจิ้งเป่ย ไม่ทราบว่า...ใต้เท้าอาฮูหลู่กล่าวว่าเผชิญหน้ากันด้วยกองทัพ เป็นความหมายของฮ่องเต้เป่ยจิ้น หรือว่าความหมายของใต้เท้าผู้เดียว”
อาฮูหลู่จ้องเซี่ยงกั๋วกงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย “แม้ศึกเมืองชางอวิ๋นไม่สมดังใจหมาย แต่การยกทัพบุกเทียนฉี่ของเป่ยจิ้นเราก็มิใช่เรื่องยาก เซี่ยงกั๋วกงคิดอยากลองดูหรือ”
เซี่ยงกั๋วกงยังคิดเอ่ยอันใด เถียนอี้เซวียนพลันเอ่ยแทรกว่า “ใต้เท้า เซี่ยงกั๋วกง ไม่ทราบว่าให้ข้าน้อยได้เอ่ยสักคำได้หรือไม่”
เซี่ยงกั๋วกงไม่ได้รู้สึกดีอันใดต่อเถียนอี้เซวียน แม้ว่าความรู้สึกไม่ได้มาจากตัวเถียนอี้เซวียนเอง แต่สีหน้าก็ไม่ค่อยดีนัก เขาแค่นเสียงฮึเบาๆ ในลำคอ “ใต้เท้าเถียนคิดเอ่ยอันใด”
เถียนอี้เซวียนยิ้มเอ่ย “ทูลฮ่องเต้เทียนฉี่ ใต้เท้าทุกท่าน ฮ่องเต้ของเราไม่ได้คิดร้ายต่อเทียนฉี่ อย่างไรหลายปีมานี้ก่อสงครามกันไปมา ไม่ว่าราษฎรหรือว่าทหารก็ล้วนเหน็ดเหนื่อยกันมากพอแล้ว”
“ใต้เท้าเถียนคิดเอ่ยอันใด” ฮ่องเต้หย่งเจียถามขึ้น
เถียนอี้เซวียนทูลว่า “บุญคุณความแค้นของเมืองชางอวิ๋นกับเป่ยจิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับเทียนฉี่ไม่ใช่หรือ พวกเราไม่คิดเอาเรื่ององค์หญิงเสินโย่ว เพียงแต่หวังว่าเทียนฉี่อย่าได้เข้าข้องเกี่ยวกับการศึกระหว่างเป่ยจิ้นเรากับเมืองชางอวิ๋นก็พอ ไม่ได้ส่งผลเสียหายอันใดกับเทียนฉี่ แม้แต่กับองค์หญิงเสินโย่ว...หรือกับชายหนุ่มนับหมื่นแสนใต้หล้า หรือฝ่าบาททรงคิดนำขุนศึกเทียนฉี่เข้าสู่ไฟสงครามเพียงเพราะองค์หญิงเทียนฉี่”
วาจานี้กล่าวได้กระจ่างชัดเจนมาก เขาผลักฉู่หลิงมาตรงหน้าทุกคน ขุนนางไม่น้อยพอได้ยินชื่อองค์หญิงเสินโย่วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
หลายปีมานี้ใช่ว่าไม่มีคนไม่พอใจเรื่องที่ฝ่าบาทโปรดปรานองค์หญิงเสินโย่ว เพียงแต่เพราะว่าฮ่องเต้หย่งเจียมีองค์หญิงเพียงหนึ่งเดียว ความโปรดปรานต่อองค์หญิงเสินโย่วย่อมเรียกได้ว่าพิเศษอย่างมาก ไม่มีคนอยากแตะต้องเรื่องนี้
แต่ตอนนี้องค์หญิงเสินโย่วถึงกับไม่สนใจผู้ใด ก่อสงครามกับเป่ยจิ้นด้วยตนเอง เรื่องนี้คล้ายว่าจะเกินไปสักหน่อย
เซี่ยงกั๋วกงกล่าวเสียงเย็นว่า “ตามความเห็นใต้เท้าเถียน หากองค์หญิงเกี่ยวข้องกับกองกำลังจิ้งเป่ยจริง กองกำลังจิ้งเป่ยควรจัดการเช่นไร”
เถียนอี้เซวียนยิ้มเอ่ย “ง่ายมาก ขอเพียงองค์หญิงยอมถอยทัพ ทหารในกองกำลังจิ้งเป่ยย่อมติดตามองค์หญิงลงใต้กลับเทียนฉี่ได้ แต่ทว่า...”
“แต่ทว่าอันใด”
เถียนอี้เซวียนยิ้มเอ่ย “องค์หญิงเสินโย่วทำเรื่องเช่นนี้ ความกล้ามากเกินไปสักหน่อยจริงๆ รอองค์หญิงกลับมา ขอฝ่าบาทยึดอำนาจการทหารกลับคืน รับสั่งให้องค์หญิงอย่าได้กระทำตามอำเภอใจอีก
อีกประการหนึ่ง เมื่อสามปีก่อนฮ่องเต้ฝ่ายเราเสนออภิเษกเชื่อมไมตรีต่อฮ่องเต้เทียนฉี่ เรื่องนี้ยังคงมีผล”
สีพระพักตร์ฮ่องเต้หย่งเจียเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขากำลังคิดจะตรัสก็ถูกเถียนอี้เซวียนชิงเอ่ยก่อน “กระหม่อมรู้ว่าฝ่าบาทตัดพระทัยแยกจากองค์หญิงเสินโย่วไม่ได้ ฮ่องเต้ฝ่ายเราย่อมมิกล้าให้องค์หญิงเสินโย่วอภิเษกไปไกลถึงเมืองเหนือ ทางเรายินดีส่งองค์ชายมาเป็นราชบุตรเขยในองค์หญิงเสินโย่วที่เมืองผิงจิง ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงเห็นเช่นไร”
ฮ่องเต้หย่งเจียไม่รับน้ำใจ ตรัสสุรเสียงนิ่งเรียบว่า “เราก็ไม่เห็นเช่นไร ชิงเอ๋อร์ยินยอมแต่งกับผู้ใดก็เป็นเรื่องของนาง ไม่มีเหตุผลที่เราผู้เป็นบิดาจะไปบีบบังคับนาง ยิ่งไปกว่านั้น...ลูกหลานฮ่องเต้เป่ยจิ้น คู่ควรกับองค์หญิงเสินโย่วของเราหรือ”
เถียนอี้เซวียนสบตากับอาฮูหลู่ ยิ้มเอ่ย “องค์หญิงเสินโย่วชื่อเสียงก้องหล้า คนที่คู่ควรกับองค์หญิงย่อมมีไม่มาก แต่พวกเราก็มิกล้าทำให้องค์หญิงต้องฝืนทนเจ็บช้ำน้ำใจ ทางเราได้เลือกองค์ชายทั่วป๋าจ้าน องค์ชายสิบเจ็ดในอดีตฮ่องเต้ไว้ ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงเห็นว่าท่านอ๋องท่านนี้ที่เคยเป็นศิษย์แม่ทัพทั่วป๋าเช่นเดียวกับองค์หญิงเสินโย่วเป็นเช่นไร ด้วยสายสัมพันธ์ศิษย์พี่ศิษย์น้องเช่นนี้ คิดว่าคงไม่ทำให้องค์หญิงต้องฝืนทนเจ็บช้ำน้ำใจมากนัก”
ฮ่องเต้หย่งเจียยังคงไม่หวั่นไหว เถียนอี้เซวียนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เรื่องอภิเษกก็พักไว้ก่อน แต่ขอให้ฝ่าบาทเรียกตัวองค์หญิง...”
ฮ่องเต้หย่งเจียตรัสขึ้นว่า“ใต้เท้าเถียนเข้าใจผิดแล้ว ชิงเอ๋อร์ออกไปเที่ยวพักผ่อน เราก็ไม่รู้ว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด จะเรียกตัวกลับมาได้อย่างไร”
เถียนอี้เซวียนขมวดคิ้ว กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ฝ่าบาทไม่ทรงสนพระทัยหากต้องแตกหักกับเป่ยจิ้นจริงหรือ เซี่ยงกั๋วกงกล่าวได้ถูกต้อง ตอนนี้เป่ยจิ้นกำลังต่อสู้กับซีฉินและเมืองชางอวิ๋น แต่...หากเทียนฉี่ตัดสินใจเป็นศัตรูกับเป่ยจิ้น แม้จะมีศัตรูสามด้าน เชื่อว่าฝ่าบาทของเราก็คงไม่ถือสาหากจะต้องยกทัพมาในทันที”
อาฮูหลู่กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “มิผิด หากเทียนฉี่ตัดสินใจเช่นนี้ก็อย่าได้ตำหนิพวกเราที่ต้องแตกหักกัน พวกเราเผชิญศึกกับเมืองชางอวิ๋นไม่รู้แพ้ชนะ แต่...ทุกท่านคิดว่ากองกำลังเทียนฉี่มีฝีมือการรบเหมือนเมืองชางอวิ๋นหรือ”
“...” ในห้องทรงอักษรพลันเงียบกริบ