ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 705

#705ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 465 ร่วมมือ

หลังประชุมราชสำนักจบลง ทั่วป๋าหลัวเพิ่งเดินถึงหน้าประตูวังก็ถูกหนานกงอวี้เยว่ที่รออยู่รั้งตัวไว้ ขุนนางที่เดินตามหลังทั่วป๋าหลัวต่างจ้องมองทั่วป๋าหลัวขึ้นรถม้าหนานกงอวี้เยว่อย่างไม่วางตา พลันอดซุบซิบกันไม่ได้

หากกล่าวว่าในเมืองเหนือมีที่ใดที่ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจที่สุด ไม่มั่นคงที่สุด ก็คงไม่มีที่ใดเกินเจดีย์ขาว พูดกันตามตรง หนานกงอวี้เยว่เป็นบุตรชายสายหลักของตระกูลเยียนถัว เจดีย์ขาวนับว่าเป็นหนึ่งในขุมกำลังของตระกูลเยียนถัว แต่ผู้ใดล้วนรู้ว่าประมุขตระกูลเยียนถัวจวิ้นโหวหนิงตูเยียนถัวอี้ไม่อาจคุมเจดีย์ขาวและยิ่งไม่อาจคุมหนานกงอวี้เยว่ได้ แม้ว่าส่วนใหญ่เจดีย์ขาวดูแล้วยืนข้างตระกูลเยียนถัว แต่กลับมักให้ความรู้สึกไม่มั่นคงเหมือนจะเอาใจอ่อนหากได้ตลอดเวลา อย่าว่าแต่พวกเขาคนนอกมองเช่นนี้ แม้แต่คนตระกูลเยียนถัวเองก็ไม่วางใจ

หากไม่ใช่ว่ามีประมุขตระกูลเช่นเยียนถัวอี้ ไม่แน่ว่าเจดีย์ขาวอาจมีปัญหากับตระกูลเยียนถัวไม่น้อยเช่นกัน

ตอนนี้...ราชครูคิดดึงทั่วป๋าหลัวเป็นพวก หรือตระกูลเยียนถัวคิดร่วมมือกับพวกองค์ชายใหญ่

ฉากนี้ย่อมมีคนรีบเข้าวังไปรายงานทั่วป๋าเหลียง

ทั่วป๋าหลัวนั่งอยู่บนรถม้ากว้างใหญ่ของหนานกงอวี้เยว่ มองราชครูชุดขาวเอนตัวพิงอยู่ในรถม้า ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ว่า “ราชครู ข้าเดินเหินไม่สะดวก เสียมารยาทแล้ว”

หนานกงอวี้เยว่มองเขาอย่างเกียจคร้าน เลิกคิ้วถามว่า “ไม่เป็นไร ข้าไม่ใช่คนถือสาเอาความ ท่านอ๋องไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ”

ทั่วป๋าหลัวแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “ราชครูมาหาข้า มีเรื่องอันใด”

หนานกงอวี้เยว่ลุกขึ้นนั่ง มองประเมินทั่วป๋าหลัวอย่างนึกสนใจ เลิกคิ้วเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ในราชสำนัก ข้าช่วยท่านอ๋องไม่น้อย หรือว่าท่านอ๋องรู้สึกว่าแค่พยักหน้าก็ได้แล้ว”

พยักหน้านั้นง่ายมาก แต่ศีรษะนี้ไม่ใช่ผู้ใดก็จะพยักกันได้ตามอำเภอใจ ไม่ใช่ผู้ใดพยักหน้าก็รบกวนให้ราชครูหนานกงลงมือด้วยตนเองได้ แต่เห็นชัดมากว่าทั่วป๋าหลัวมีค่านี้

ทั่วป๋าหลัวย่อมรู้ว่าหนานกงอวี้เยว่หมายความเช่นไร ก่อนหน้านี้ในราชสำนัก หากเขาไม่ตอบรับน้ำใจหนานกงอวี้เยว่ ทั่วป๋าอิ้นไม่เพียงถูกทั่วป๋าเหลียงโจมตีให้ร้าย ไม่แน่ว่าแม้แต่หนานกงอวี้เยว่เองก็จะซ้ำเติมดังได้ทีขี่แพะไล่ แต่เรือหนานกงอวี้เยว่ไม่ใช่ขึ้นได้ง่ายดายนัก ย่อมไม่อาจทำเหมือนไม่เกิดอันใดขึ้น

ทั่วป๋าหลัวหลุบตา “ราชครูต้องการอันใด”

หนานกงอวี้เยว่ยิ้มเอ่ย “องค์ชายใหญ่ อย่าทำท่าทางเหมือนข้ากำลังรังแกท่าน ท่านกับทั่วป๋าอิ้นแท้จริงยังมีไพ่ใบสุดท้ายอีกเท่าไร แม้ว่าข้าไม่กระจ่างแต่ก็พอรู้อยู่บ้าง ตอนนี้ทั่วป๋าเหลียงตีท่านไม่ตาย ตีทั่วป๋าอิ้นไม่ตาย”

อย่างมากก็ทำลายขุมกำลังหลักจนเจียนตายเท่านั้น

ทั่วป๋าหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อย “แท้จริงราชครูต้องการทำอันใด”

ในเมืองเหนือ หากจะมีผู้ใดที่เขามองไม่เคยกระจ่าง ไม่ต้องสงสัย ย่อมมีเพียงหนานกงอวี้เยว่

หนานกงอวี้เยว่หรี่ตาเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย “ข้าคิด...เปลี่ยนฮ่องเต้ไม่ได้หรือ”

ทั่วป๋าหลัวได้ยินดังนี้ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจ สายตาที่มองไปทางหนานกงอวี้เยว่มีความระวังตัวอยู่มาก “ราชครู แท้จริงท่านคิดทำอันใด”

หนานกงอวี้เยว่เอ่ยว่า “ข้าบอกแล้ว ทั่วป๋าเหลียงบีบคั้นข้ากับตระกูลเยียนถัวจนไม่อาจมีชีวิตสงบสุข นอกจากเปลี่ยนเขาทิ้งจะทำอย่างไรได้”

“เพื่อตระกูลเยียนถัว” ทั่วป๋าหลัวไม่เชื่อ “ราชครูมีความผูกพันลึกซึ้งต่อตระกูลเยียนถัวเพียงนี้หรือ”

หนานกงอวี้เยว่ตอบยิ้มๆ “ท่านก็ถือเสียว่าข้าทำเพื่อตนเอง อย่างไร...หากไร้ตระกูลเยียนถัว เจดีย์ขาวก็ไม่อาจอยู่อย่างสงบสุขได้ไม่ใช่หรือ”

ทั่วป๋าหลัวกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ราชครูควรรู้ว่าฝ่าบาทเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้เพียงสามปี”

“ดังนั้น?” หนานกงอวี้เยว่เท้าคาง ถามขึ้นอย่างเกียจคร้าน

ทั่วป๋าหลัวกล่าวอย่างดุดันว่า “ยามนี้กำลังอยู่ในช่วงไม่สงบ ราชครูไม่คิดเพื่อเป่ยจิ้น แต่กลับคิดล้มล้าง แท้จริงต้องการสิ่งใดกัน”

หนานกงอวี้เยว่มองประเมินทั่วป๋าหลัวไม่กล่าวอันใด ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจเบาๆ “ตอนนั้นอดีตฮ่องเต้ไม่ทันได้มอบราชบัลลังก์ให้ท่านอ๋อง น่าเสียดายจริง”

สีหน้าทั่วป๋าหลัวแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “ราชครู หยอกล้อข้าเล่นหรือ”

องค์ชายพิการเช่นเขาแม้อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ ก็รู้ความ ไม่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติในราชบัลลังก์แล้ว

หนานกงอวี้เยว่คว้าถั่วลิสงเม็ดหนึ่งบนโต๊ะข้างๆ โยนเข้าปากเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “ท่านอ๋องภักดีต่อเป่ยจิ้น ข้าเลื่อมใสจากใจ เพียงแต่น่าเสียดาย...ทั่วป๋าเหลียงกลับเห็นท่านอ๋องกับท่านอ๋องเสิ่นเป็นดังหนามในตา ท่านอ๋องคิดว่าเหตุใดทั่วป๋าเหลียงต้องการซู่เหอหมิงกวงมาเป็นพันธมิตรกัน”

ยิ้มให้ทั่วป๋าหลัวเล็กน้อย เอ่ยต่อว่า “ไม่ใช่เพื่อแทนที่อ๋องเสิ่นหรือ อ๋องเสิ่นพ่ายแพ้ที่เมืองชางอวิ๋น ชื่อเสียงย่อมร่วงหล่น ท่านอ๋องคิดว่าทั่วป๋าเหลียงจะยังเปิดโอกาสให้อ๋องเสิ่นได้ลุกขึ้นมาอีกหรือ ท่านอ๋องอย่าลืมว่าทั่วป๋าเหลียงจัดการทั่วป๋าซิ่งเยี่ยอย่างไร แม้แต่คนเช่นทั่วป๋าซิ่งเยี่ย ทั่วป๋าเหลียงยังยอมรับไม่ได้ นับประสาอันใดกับอ๋องเสิ่นที่เกิดมาก็ยืนคนละฟากกับเขา”

ทั่วป๋าหลัวเงียบงัน หนานกงอวี้เยว่เองก็ไม่ร้อนใจ เอนตัวกลับลงพิงพนักอีกครั้ง รอคำตอบเขาอย่างใจเย็น

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนไปด้านหน้า ทั่วป๋าหลัวพิงเก้าอี้เข็นก้มหน้าลงครุ่นคิด ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร สุดท้ายทั่วป๋าหลัวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปทางหนานกงอวี้เยว่ที่กำลังหลับตาพัก “ตกลง”

หนานกงอวี้เยว่เม้มปากเล็กน้อย ตอบรับกลั้วยิ้ม “ขอให้ร่วมมือกันอย่างมีความสุข”

เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการยอมอ่อนข้อให้ของทั่วป๋าหลัว เขาเชื่อว่าทั่วป๋าหลัวภักดีต่อเป่ยจิ้น ภักดีต่อเผ่ามั่ว แต่คนเราเกิดมา ผู้ใดไม่เห็นแก่ตัว ทั่วป๋าหลัวไม่ชอบให้เป่ยจิ้นตกอยู่ในความวุ่นวาย และยิ่งไม่ชอบให้ครอบครัวกับน้องชายแท้ๆ ตนเองถูกทั่วป๋าเหลียงบีบจนไร้ที่ยืน

ในวังหลวง ทั่วป๋าเหลียงได้ฟังข่าวที่ทหารองครักษ์เข้ามารายงาน สีหน้าพลันมืดครึ้ม คล้ายว่าจะกลั่นเป็นไอน้ำหยดได้ ทั่วป๋าจ้านนั่งอยู่ข้างๆ ก้มหน้าไม่กล่าวอันใด ด้วยสายสัมพันธ์เขากับทั่วป๋าหลัว ทำให้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เหมือนอยู่ในจุดยืนที่น่ากระอักกระอ่วน ไม่พูดอันใดเสียดีกว่า

ซู่เหอหมิงกวงที่นั่งอยู่กลับไม่คิดเช่นนั้น เห็นทั่วป๋าเหลียงโมโหได้พอสมควรแล้ว ก็เอ่ยอย่างไม่ได้สนใจอันใดว่า “ฝ่าบาทไยต้องทรงกริ้วด้วย หนานกงอวี้เยว่ไม่ยอมลงให้ฝ่าบาท ทั่วป๋าหลัวกับทั่วป๋าอิ้นเองก็ไม่ยอมสยบให้ฝ่าบาท ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาช้าเร็วย่อมเป็นศัตรู แม้ไปอยู่ร่วมกันก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใดกระมัง”

ความจริงใช่ว่าทั่วป๋าหลัวกับทั่วป๋าอิ้นไม่อยากยอมเจรจาสงบศึกกับทั่วป๋าเหลียง แต่ทั่วป๋าเหลียงมีความระแวงอยู่มาก ไม่ยอมเชื่อใจทั่วป๋าหลัว สามปีมานี้เพียงพอจะทำให้ทั่วป๋าหลัวเข้าใจได้ว่าทั่วป๋าเหลียงไม่มีทางให้โอกาสพวกเขา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทั่วป๋าเหลียงจะโทษผู้ใดไม่ได้ อย่างไรไม่ใช่ทุกคนล้วนเป็นเหมือนทั่วป๋าซิ่งเยี่ย ไร้บ้าน ไร้ปากโต้เถียงและไร้ความผูกพันกับผู้ใด สลัดทิ้งไปได้ตลอดเวลา หากทั่วป๋าหลัวถอย คนที่ติดตามเขาก็ไม่อาจมีจุดจบที่ดีได้

ดังนั้นซู่เหอหมิงกวงเห็นโทสะทั่วป๋าเหลียงแล้วก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว แต่น่าขันเสียมากกว่า

สุดท้ายทั่วป๋าเหลียงก็ระงับโทสะลง มองไปทางซู่เหอหมิงกวงกับทั่วป๋าจ้าน ถามขึ้นว่า “หัวหน้าเผ่ายินดีช่วยเหลือตีเมืองชางอวิ๋นจริงหรือ”

ซู่เหอหมิงกวงยิ้มเอ่ย “ในเมื่อเผ่าฮูหลันเป็นพันธมิตรกับฝ่าบาท พวกเราย่อมร่วมผลประโยชน์กัน แต่...”

ทั่วป๋าเหลียงมองเขา ถามขึ้นว่า “แต่อันใด”

ซู่เหอหมิงกวงเอ่ยว่า “หากวันหน้า...ฝ่าบาทได้ครองใต้หล้า ข้าขอองค์หญิงเสินโย่ว”

ทั่วป๋าเหลียงได้ยินดังนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ทั่วป๋าจ้านข้างๆ มีสีหน้าไม่พอใจเช่นกัน

ทั่วป๋าเหลียงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “องค์หญิงเสินโย่วเล่ห์อุบายร้ายกาจและวิทยายุทธ์ก็มิใช่อ่อนด้อย หญิงสาวเช่นนี้อันตรายไม่แพ้ชายหนุ่ม หัวหน้าเผ่าไม่รู้สึกว่าควรตัดรากถอนโคนหรือ”

ซู่เหอหมิงกวงส่ายหน้าพูดยิ้มๆ “ฝ่าบาทกล่าวหนักไปแล้ว หญิงสาวเช่นองค์หญิงเสินโย่วบนโลกนี้จะมีสักกี่คนกัน หากตายไปใช่ว่าน่าเสียดายหรือ เทียบกับหญิงสาวธรรมดาไร้ความน่าสนใจแล้ว ข้ากลับรู้สึกว่าองค์หญิงเสินโย่วเหมาะกับตำแหน่งนายหญิงของเผ่าฮูหลันข้ามาก”

“...”

ในใจทั่วป๋าเหลียงแอบคิดว่า หากร่วมมือกันเช่นนี้ยิ่งต้องสังหารฉู่ชิงอี ไม่เช่นนั้นวันหน้านางนอนเคียงเป่าหูข้างเตียง นอกด่านจะยังสงบสุขได้อีกหรือ แต่ทั่วป๋าเหลียงไหนเลยจะเอ่ยวาจานี้ออกมา อย่างไรตอนนี้อย่าว่าแต่ใต้หล้ากับฉู่ชิงอี แม้แต่เมืองชางอวิ๋นก็ยังห่างไกลจากพวกเขามาก

ซู่เหอหมิงกวงเห็นทั่วป๋าเหลียงไม่กล่าวอันใดก็อมยิ้มเอ่ยขึ้น “เช่นนี้ ข้าน้อยก็ถือว่าฝ่าบาททรงเห็นชอบแล้ว”

“...”

ทั่วป๋าเหลียงส่งเสียงกระแอมไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่งไม่คิดเอ่ยเรื่องนี้อีก “พวกเรามาคุยเรื่องอื่นดีกว่า หัวหน้าเผ่าคิดออกเดินทางเมื่อใด”

ซู่เหอหมิงกวงไม่มีความเห็น “ข้าน้อยออกเดินทางได้ทุกเมื่อ แล้วแต่ฝ่าบาทกับอ๋องสิบหกว่าสะดวกเมื่อใด”

ทั่วป๋าจ้านแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “ล้วนต้องฟังรับสั่งฝ่าบาท”

ทั่วป๋าเหลียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นก็ดี อีกสองวันก็รบกวนทั้งสองท่านจัดทัพ อีกสามวันให้หลังเราจะส่งทั้งสองท่านเดินทางออกรบด้วยตนเอง หวังว่าทั้งสองท่านจะนำความสำเร็จกลับมาเร็ววัน”

ทั่วป๋าจ้านกับซู่เหอหมิงกวงสบตากัน ประสานมือรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

ทั่วป๋าเหลียงลุกขึ้นยืน คิดแล้วก็ยังเอ่ยกับซู่เหอหมิงกวงอีกว่า “ก่อนหัวหน้าเผ่าออกเดินทาง จะเข้าวังไปเยี่ยมฮองเฮาหรือไม่ นางจะได้ไม่เป็นห่วง”

ทั่วป๋าเหลียงคิดว่าวาจานี้ตนเองกล่าวได้มีน้ำใจอย่างมาก แต่กลับไม่รู้ว่าในใจซู่เหอหมิงกวงไม่ได้คิดรับน้ำใจนี้ของเขา

น้องสาวผู้นั้นอยู่ในวังสนุกสนานเบิกบานอย่างมาก ไหนเลยต้องการให้เขาไปเยี่ยม หรือคิดเป็นห่วงเขา

ซู่เหอหมิงกวงมักรู้สึกว่าน้องสาวตนเองนิสัยไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตอยู่ในวัง แต่สองสามเดือนมานี้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง บนโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับการดำรงชีวิตในวังเท่ากับนางอีกแล้ว หลายวันก่อนเพิ่งกลับมาเมืองเหนือเข้าวังไปเยี่ยมนาง น้องสาวเขาอยู่ในวังอ้วนท้วนมีน้ำมีนวลอย่างมาก

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ซู่เหอหมิงกวงยิ้มทูล เงยหน้ามองไปทางทั่วป๋าเหลียง รู้สึกว่าหยกหน้าพระมาลาฮ่องเต้ส่องประกายสีทองวาววับมีแสงเขียวเล็กน้อย[footnoteRef:2] อืม หรือว่าไปพบหนานกงอวี้เยว่สักครั้ง แต่แล้วไปดีกว่า ทั่วป๋าเหลียงช่างน่าสงสาร ซู่เหอหมิงกวงคิดอย่างอารมณ์ดี ข้าช่างเป็นคนดีจริง [2: อุปมาหมายถึงยามที่คนรักคุณดีต่อคุณ และไปดีต่อคนอื่นด้วย คุณก็คือแสงสีเขียว ]

ทั่วป๋าจ้านมองรอยยิ้มประหลาดของซู่เหอหมิงกวงอย่างแปลกใจทีหนึ่ง ในใจยิ่งระแวดระวังมากขึ้น ออกรบกับคนเช่นนี้ ทั่วป๋าเหลียงกับซู่เหอหมิงกวงคงไม่คิดใช้เล่ห์เหลี่ยมชั่วร้ายกระมัง ทั่วป๋าจ้านพลันนึกถึงวันเวลาที่เคยติดตามทั่วป๋าหลัวกับทั่วป๋าอิ้น อย่างน้อยตอนนั้นก็ไม่ต้องให้เขาคอยกังวลเรื่องใด เขาเพียงแค่ตามหลังพี่ชายทั้งสองก็พอแล้ว

น่าเสียดาย กลับไปไม่ได้อีกแล้ว

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 705