ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 704

#704ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 464-2 พนัน

“ท่านเจ้าเมือง” เจินเหนียงรีบลุกขึ้นคำนับ จวินอู๋ฮวนโบกมือให้นางไม่ต้องมากพิธี ฉู่หลิงเท้าคางบอกเล่าเรื่องของหมิงเซวียนก่อนหน้านี้ จวินอู๋ฮวนคิ้วกระตุกเล็กน้อย “แม่นางกลุ่มนั้น...ก็ไม่เลวจริงๆ อาหลิงรู้สึกว่าได้ก็ลองดู”

เจินเหนียงเห็นทั้งสองคนมีเรื่องคุยกัน ก็ถอยออกไปเงียบๆ

ฉู่หลิงเลิกคิ้วมองจวินอู๋ฮวน “หืม เจ้ารู้จักพวกนางหรือ”

จวินอู๋ฮวนตอบว่า “สองวันนี้เดินอยู่ในกองทัพกับหมิงนั่ว หมิงเซวียนพาแม่นางกลุ่มนี้มาช่วย หากไม่ใช่อาหลิง ข้าก็ไม่รู้ว่าในเมืองชางอวิ๋นถึงกับมีวีรสตรีมากมายเช่นนี้”

หากไม่ใช่ว่าครั้งนี้มีฉู่หลิงอยู่ แม้เป็นจวินอู๋ฮวน หมิงเซวียนเองก็คงไม่มีทางมาพบจวินอู๋ฮวนขอออกรบ แม่นางเหล่านี้ไม่เขลา พวกนางย่อมรู้ว่าในสายตาผู้ชายจะเห็นพวกนางในสายตาได้อย่างไร แม้แต่ท่านเจ้าเมืองเองก็เกรงว่าไม่เชื่อว่าพวกนางจะช่วยงานได้

ฉู่หลิงเอนตัวพิงจวินอู๋ฮวนเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ล้วนมีหนึ่งสมองสองมือ บนโลกใบนี้ไม่ได้มีเรื่องมากมายอันใดที่มีเพียงผู้ชายทำได้ ผู้หญิงทำไม่ได้”

“หืม” จวินอู๋ฮวนเล็กน้อยเลิกคิ้ว “อาหลิงรู้สึกว่า เรื่องที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงล้วนทำได้หรือ”

ฉู่หลิงสีหน้านิ่งเฉยเงยหน้าสบตาเขา “ไม่สู้เจ้าลองบอกมาว่า เรื่องอันใดมีแต่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงทำไม่ได้ดีกว่า”

จวินอู๋ฮวนกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “หากนำอาหลิงมาเทียบ เช่นนี้ย่อมมีไม่กี่เรื่องที่ผู้หญิงทำไม่ได้”

ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ความจริงหลายเรื่องก็ใช่ว่าทำไม่ได้ เพียงแต่แค่ไม่กล้าคิด ในเมื่อพวกนางกล้าคิดแล้ว เหตุใดข้าจะไม่ให้โอกาสพวกนางได้พิสูจน์”

“อาหลิงพอใจก็พอ” จวินอู๋ฮวนกล่าว

ฉู่หลิงค้อนขวับใส่เขา “ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกว่าพวกนางเพ้อฝัน พนันกันไหม”

จวินอู๋ฮวนเลิกคิ้ว “พนันอันใด”

ฉู่หลิงยิ้มตาหยี “พนันว่าในหนึ่งปีนี้ พวกนางจะออกสู่สนามรบสู้กับชาวเผ่ามั่วหนึ่งต่อหนึ่งชนะ”

จวินอู๋ฮวนมองอย่างแปลกใจ “อาหลิงคิดพนันเรื่องนี้กับข้าจริงหรือ”

หนึ่งต่อหนึ่งเอาชนะเผ่ามั่ว อย่าว่าแต่แม่นางที่ไม่เคยออกศึก แม้แต่ทหารเมืองชางอวิ๋นเองยังไม่กล้ามั่นใจเต็มสิบ

ฉู่หลิงเอ่ยว่า “เจ้าว่ามา พนันหรือไม่”

จวินอู๋ฮวนเงียบไปครู่หนึ่ง “พนันด้วยสิ่งใด”

ฉู่หลิงกลอกตาคิดก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า “พนัน...หากข้าชนะ เจ้ารับปากข้าหนึ่งเรื่อง”

จวินอู๋ฮวนไม่คิดเช่นนั้น “แม้ไม่ชนะ อาหลิงต้องการให้ข้าทำอันใด ข้าล้วนรับปาก”

ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ก็ไม่แน่ อย่างไรข้าก็จะพนันเรื่องนี้ อย่าลืม...ไม่ว่าเรื่องใดเจ้าต้องรับปาก”

จวินอู๋ฮวนส่ายหน้า “ก็ได้ แต่หากอันตรายถึงความปลอดภัยของอาหลิง ข้าคงไม่รับปาก”

ฉู่หลิงถลึงตาใส่เขาอย่างอัดอั้น กล่าวไม่พอใจนักว่า “เจ้าไม่รู้สึกว่าเจ้านับวันยิ่งน่าเบื่อหรือ หรือว่าความจริงในใจเจ้าคิดว่าเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้”

จวินอู๋ฮวนมองนางด้วยสีหน้านิ่งเฉย “อาหลิง วิธียั่วยุไม่มีผลต่อข้า แต่...ในเมื่ออาหลิงมั่นใจเช่นนี้ ข้าก็ย่อมพนันกับเจ้าสักครั้ง หรือว่าหากเจ้าชนะแล้ว ข้ามอบเมืองชางอวิ๋นให้เจ้า วันหน้าเจ้าเป็นเจ้าเมืองชางอวิ๋น”

ฉู่หลิงกลอกตามองบน “ข้าเป็นเจ้าเมือง เจ้าเป็นฮูหยินเจ้าเมืองหรือไรกัน”

จวินอู๋ฮวนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่ควรเป็นท่านพี่ท่านเจ้าเมืองอะไรพวกนี้หรือ หากข้าชนะเล่า”

ฉู่หลิงกะพริบตาปริบๆ “ข้ายกตำแหน่งองค์หญิงเสินโย่วให้เจ้า ข้าเป็นราชบุตรเขย”

“...”

ฉู่หลิงมองดูสีหน้าแข็งทื่อของจวินอู๋ฮวน สุดท้ายอดหัวเราะคิกคักพึงพอใจอยู่ในอ้อมอกเขาไม่ได้ หัวเราะจนตัวโยน จวินอู๋ฮวนได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ลูบหลังนางเบาๆ กลัวนางสำลัก

สุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดกันกระจ่างว่าแท้จริงพนันสิ่งใด มาคิดให้ดีคล้ายว่ายังไม่ได้พนันอันใดจริงๆ ทุกสิ่งที่จวินอู๋ฮวนมีก็แบ่งปันกับฉู่หลิงได้ ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นต้องพนันอันใดจริงๆ แต่ฉู่หลิงกลับยืนยันที่จะฝึกแม่นางเหล่านั้น

บนโลกใบนี้หลายเรื่องใช่ว่าทำไม่ได้ เพียงแต่ไม่กล้าคิดเท่านั้น ในเมื่อพวกนางกล้าคิด เหตุใดนางไม่ให้โอกาสพวกนางได้พิสูจน์ตนเองเล่า

เมืองเหนือห่างไกลนับพันลี้ ตอนข่าวการรบของทั่วป๋าอิ้นส่งมาถึงวังหลวง ทั่วป๋าเหลียงกำลังประชุมตอนเช้าอยู่ ถึงกับไม่สนใจว่ามีทั่วป๋าหลัวอยู่ตรงนี้ ทั่วป๋าเหลียงปาฎีกาใส่ทหารที่มารายงานพร้อมสบถด่าเสียงดังขึ้นทันที “บัดซบ! สวะ! ทั่วป๋าอิ้นยังกล้ารับฉายาแม่ทัพเลื่องชื่อแห่งเป่ยจิ้นอีกหรือ! แค่เซี่ยถิงเจ๋อ สู้เซี่ยถิงเจ๋อยังไม่ได้ เซี่ยถิงเจ๋อตายแล้ว แม้แต่เมืองชางอวิ๋นว่างเปล่าก็ยึดไม่ได้! เหตุใดเขายังมีหน้ามีชีวิตรอดอยู่อีก!”

บรรดาขุนนางและขุนพลทหารในพระที่นั่งต่างพากันก้มหน้านิ่ง มีคนใช้สายตาอึมครึมลอบมองไปที่ทั่วป๋าหลัวที่นั่งอยู่ข้างๆ เพราะทั่วป๋าหลัวขาพิการ ความจริงไม่ค่อยได้เข้าประชุมด้วยตนเอง เดิมทุกคนต่างอยากรู้ว่าวันนี้เหตุใดทั่วป๋าหลัวมาร่วมประชุม ตอนนี้ก็เข้าใจแล้ว ดังคาด เพราะอ๋องเสิ่นกระมัง ดูท่าทั่วป๋าหลัวได้ข่าวการรบพ่ายแพ้ของทั่วป๋าอิ้นมาแล้ว

หนานกงอวี้เยว่นั่งอยู่ข้างๆ ส่งเสียงหาวขึ้นอย่างเกียจคร้าน ส่งสายตามองไปยังซู่เหอหมิงกวงตรงข้าม ทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะเบนสายตาออกอย่างไม่คิดสนใจอันใด คล้ายว่าไม่ได้เกิดเรื่องอันใดขึ้น

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ” มีคนทูลทัดทาน

ทั่วป๋าเหลียงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง กวาดของบนโต๊ะลงพื้นหมดสิ้น “จะระงับโทสะได้อย่างไร ทัพเผ่ามั่วนับแสนถูกฝังที่ซีฉิน ตอนนี้ที่เมืองชางอวิ๋นก็สูญเสียกองทหารอีก พวกเจ้าคิดว่าเผ่ามั่วข้ามีทหารกล้าให้สูญเสียเท่าไรกัน”

ทุกคนต่างเงียบงัน เดิมชาวเผ่ามั่วประชากรก็น้อยกว่าเทียนฉี่มาก การสูญเสียทหารเรือนแสนเช่นนี้ ดูเหมือนไม่เยอะ แต่มาคิดให้ดีก็เพียงพอทำให้รู้สึกปวดใจได้

“ฝ่าบาท เรื่องสำคัญตอนนี้ก็คือจัดการเมืองชางอวิ๋นอย่างไร” ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมากราบทูล

ทั่วป๋าเหลียงมองไปทางทุกคน ถามขึ้นว่า “ทุกท่านมีความเห็นเช่นไร”

ขุนพลทหารนายหนึ่งทูลว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้ซิ่นโจว รุ่นโจว ชางอวิ๋น แล้วก็ซีฉินล้วนไม่ยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยม กระหม่อมขอให้ฝ่าบาทส่งทัพใหญ่ไปปราบ ป้องกันไม่ให้ชาวเทียนฉี่ลืมความร้ายกาจของทหารม้าเผ่ามั่วเรา”

ความจริงรับมือกองกำลังจิ้งเป่ยเช่นนั้น ใช้ทัพใหญ่ไปสยบได้ผลดีที่สุด เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญกับกองกำลังจิ้งเป่ย พอหันมามองอีกที กองกำลังจิ้งเป่ยก็ร่วมมือกับเมืองชางอวิ๋นไปแล้ว กระตุกผมเส้นหนึ่งก็โดนทั้งร่าง หากทัพใหญ่ยกไป เมืองชางอวิ๋นย่อมออกหน้า เพราะว่าหลายปีมานี้ทั่วป๋าเหลียงทุ่มเทใจอยู่นอกด่าน ไม่คิดใช้กำลังทหารกองใหญ่กับซิ่นโจว ทำให้ตอนนี้กองกำลังจิ้งเป่ยนับวันยิ่งร้ายกาจ ถึงกับร่วมมือกับเทียนฉี่ยึดเมืองรุ่นโจว

ที่น่าตายที่สุดก็คือมีข่าวแว่วมาในเมืองเหนือตอนนี้ว่า แม่ทัพน้อยหลิงฉู่แห่งกองกำลังจิ้งเป่ยก็คือองค์หญิงเสินโย่วเทียนฉี่ ดังนั้นชาวเทียนฉี่จึงยินดีนำทัพมาช่วยกองกำลังจิ้งเป่ยยึดเมืองหลิงเจียง

ข่าวนี้ยังแพร่กันแค่ในหมู่ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเมืองเหนือ ชาวบ้านทั่วไปยังไม่รู้

หากเสนาบดีซ้ายไปเป็นทูตที่เทียนฉี่ กำจัดองค์หญิงเสินโย่วได้ ข่าวนี้ย่อมเป็นความลับภายในตลอดไป อย่างไรสำหรับเป่ยจิ้นแล้ว ก็มิใช่ข่าวที่มีเกียรตินัก

ทั่วป๋าเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่งสายตากวาดมองหนานกงอวี้เยว่ ก่อนจะไปหยุดที่ซู่เหอหมิงกวง สุดท้ายจ้องไปที่ทั่วป๋าจ้าน

ทั่วป๋าจ้านคล้ายว่าเข้าใจความหมายทั่วป๋าเหลียงออกมาทูลทันทีว่า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมยินดีนำทัพไปตีเมืองชางอวิ๋น!”

ทั่วป๋าเหลียงหลุบตาลงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เกรงว่าเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยนเฟิ่งเซียว”

ทั่วป๋าจ้านมีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย “ยังไม่เคยสู้ ฝ่าบาททรงรู้ได้อย่างไรว่ากระหม่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยนเฟิ่งเซียว”

ซู่เหอหมิงกวงพลันส่งเสียงหัวเราะ “ฝ่าบาท ทรงรู้สึกว่าข้าเป็นเช่นไร”

ทั่วป๋าเหลียงนิ่งอึ้งมองไปทางซู่เหอหมิงกวง

ซู่เหอหมิงกวง “ซู่เหอยินดีบุกนำทัพ”

ทั่วป๋าเหลียงสีหน้าลังเล เขาไว้ใจความสามารถซู่เหอหมิงกวง แต่ซู่เหอหมิงกวงมีสายสัมพันธ์แบบพันธมิตรกับเขามิใช่ขุนนางของเขา และท่าทีของซู่เหอหมิงกวงต่อฉู่ชิงอีก่อนหน้านี้ก็ทำให้ทั่วป๋าเหลียงไม่แน่ใจ ซู่เหอหมิงกวงเองก็ไม่ร้อนใจ ค่อยๆ เอ่ยเนิบนาบขึ้นว่า “ข้ายินดีรับใช้ฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วย ซู่เหอไม่ใช่คนที่ทำลายส่วนรวมเพราะเรื่องส่วนตัว”

ทั่วป๋าเหลียงพลันตัดสินใจไม่ได้ แต่ก็ไม่ร้อนใจ โบกมือเอ่ยว่า “เรื่องนี้ไว้ค่อยหารือกัน ส่วนท่านอ๋องเสิ่นไม่ทราบว่าทุกท่านคิดว่าควรจัดการเช่นไร”

พระที่นั่งเดือดดังหม้อน้ำร้อนทันที ในเมื่อทั่วป๋าเหลียงเอ่ยคำว่าจัดการออกมาแล้วก็ย่อมไม่คิดปล่อยทั่วป๋าอิ้นไป โอกาสดีเช่นนี้ เกรงว่าไม่ว่าผู้ใดก็คงไม่มีทางปล่อยไปได้ ในท้องพระโรงพลันแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มโต้แย้งกันขึ้นมาทันที มีทั้งต้องการให้ลงโทษอ๋องเสิ่นและต้องการให้ลงโทษสถานเบา ยังมีอีกสองสาย ทั้งประนีประนอมสองฝ่ายและยุแยงให้แตกหัก ทั้งท้องพระโรงคล้ายกลายเป็นดังตลาดสด ผู้ใดว่ามีเพียงบัณฑิตเทียนฉี่ถนัดโต้คารม บนโลกใบนี้ขอเพียงเป็นสถานที่แย่งชิงอำนาจ ก็ไม่แตกต่างกัน

หนานกงอวี้เยว่มองทั่วป๋าหลัวอย่างนึกสนใจ หาได้ยากที่เขาจะไม่เอ่ยแทรก

ทั่วป๋าหลัวเองก็ไม่รีบร้อนเอ่ยอันใด รอให้ขุนนางราชสำนักได้โต้คารมกันพอสมควรแล้ว ก็ยกมือขึ้นพร้อมกับจ้องมองไปทางหนานกงอวี้เยว่ พยักหน้าเล็กน้อย

รอยยิ้มบนใบหน้าหนานกงอวี้เยว่ยิ่งเบิกบานขึ้น ซู่เหอหมิงกวงตรงข้ามเห็นภาพนี้ คิ้วกระตุกเล็กน้อย

เอาสิ ทั่วป๋าเหลียงร้อนใจจะกวาดล้างแล้ว แต่กลับเป็นการผลักทั่วป๋าหลัวพี่น้องไปให้ตระกูลเยียนถัว เรื่องราวในเมืองเหนือ น่าสนใจกว่าการขัดแย้งหยุมหยิมของเผ่าฮูหลันพวกเขาดังคาด

มักรู้สึกว่า...มีคนจะโชคร้ายแล้ว

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 704