ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 706

#706ยุทธการหงส์สยบปฐพี

ตอนที่ 466 สู่สนามรบ

จวนองค์หญิงเจากั๋ว

ไป๋หลี่ชิงหงปาดคมกระบี่เปื้อนโลหิตทิ้ง ครั้งนี้เป็นการโดนลอบสังหารครั้งที่เจ็ดหลังเขากลับถึงเมืองหลวง

เห็นชัดว่าพลังแห่งตำลึงทองไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่เคยเสื่อมคลาย หลายปีมานี้ชาวเทียนฉี่เก็บตัวเงียบอยู่ในเมืองเหนือภายใต้การปกครองของชาวเผ่ามั่ว ดำรงอยู่คล้ายหุ่นไม้ไร้ความรู้สึก ทันใดนั้นพลันมีทองคำทุ่มลงมาเป็นรางวัล ย่อมทำให้ทุกคนมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่เพียงแต่มีชาวเทียนฉี่มาลอบสังหารไป๋หลี่ชิงหง ในบรรดาคนเหล่านี้ถึงกับมีชาวเผ่ามั่ว ไม่ว่าอย่างไร พลังล่อลวงแห่งเงินตราก็ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ หนำซ้ำชาวเผ่ามั่วยังใจกล้ายิ่งกว่า

“ลากออกไป” ไป๋หลี่ชิงหงกวาดตามองศพบนพื้น เอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“ขอรับ ราชบุตรเขย” ทหารองครักษ์ที่รอรับคำสั่งอยู่ด้านข้างรีบรับคำ ก้าวเข้าไปแบกศพออกไปจัดการ

สาวใช้ประคองทั่วป๋าหมิงจูเดินมาจากที่ไม่ไกลนัก แม้รู้ว่าสามีเพิ่งพบพานกับมือสังหารมา นางก็มิได้ร้อนใจหรือเป็นห่วงแม้สักนิด กลับมีแต่ความรู้สึกเหนื่อยหน่ายและรำคาญใจ ทั่วป๋าหมิงจูกวาดตามองคราบโลหิตบนพื้นก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ “เมื่อไรคนพวกนี้จะหยุดเสียที ไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที!”

ไป๋หลี่ชิงหงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “รอข้าตาย”

ทั่วป๋าหมิงจูกัดฟันกุมท้องด้วยมือหนึ่ง แววตามีแต่ความร้อนใจ คลอดบุตรในเวลานี้ไม่สะดวกจริงๆ หากไม่ใช่ว่ามีหมอเตือนนางว่าบุตรคนนี้ไม่อาจเอาออกตามอำเภอใจได้เพราะจะอันตรายมาก ไม่แน่ว่านางก็คงไม่คิดให้กำเนิดบุตรคนนี้ไปนานแล้ว

ไป๋หลี่ชิงหงเก็บกระบี่ยาวเข้าฝัก หันหลังเดินไปในห้องหนังสือ ทั่วป๋าหมิงจูเอ่ยเรียก “เดี๋ยวก่อน!”

“ยังมีเรื่องอะไรอีก” ไป๋หลี่ชิงหงถามขึ้น

ทั่วป๋าหมิงจูเอ่ยว่า “เสด็จพ่อให้ทั่วป๋าจ้านกับซู่เหอหมิงกวงนำทัพออกศึก”

“ดังนั้น?” ไป๋หลี่ชิงหงเลิกคิ้ว

ทั่วป๋าหมิงจูขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เจ้าไปบอกเสด็จพ่อให้เยวียนเอ๋อร์ติดตามไปด้วย”

ไป๋หลี่ชิงหงหันขวับมาจ้องมองทั่วป๋าหมิงจูทันที กล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “เจ้าเสียสติแล้วหรือ เยวียนเอ๋อร์อายุเพียงแค่สิบสอง”

ทั่วป๋าหมิงจูไม่คิดเช่นนั้น “ชายเผ่ามั่วของเรา อายุสิบสองสิบสามก็ออกสู่สนามรบได้แล้วเป็นเรื่องปกติมาก เยวียนเอ๋อร์โตเพียงนี้แล้ว ไม่ควรออกไปฝึกปรือบนสนามรบบ้างหรือ”

ไป๋หลี่ชิงหงเงียบงัน ก่อนเผ่ามั่วเข้าด่านมา เด็กอายุสิบสองสิบสามก็ติดตามออกสนามรบได้จริง แต่ตอนนั้นอยู่นอกด่าน เงื่อนไขจำกัด ย่อมไม่มีทางเลือก ยิ่งไปกว่านั้น รูปร่างหน้าตาไป๋หลี่เยวียนก็ค่อนไปทางชาวเทียนฉี่ ชายหนุ่มในวัยนี้แม้แต่ร่างกายก็ยังไม่เติบโตดี ออกสู่สนามรบจะไปทำอะไรได้

ไป๋หลี่ชิงหงปฏิเสธทันที “ไม่ได้ เขายังเล็กเกินไป”

ทั่วป๋าหมิงจูกล่าวไม่พอใจนักว่า “ไม่เช่นนั้นเจ้าว่าจะทำเยี่ยงไร! ตอนนี้ข้าทำอะไรไม่ได้แล้ว เจ้าเองก็เอาแต่หลบตัวอยู่ในจวนรอคนมาลอบสังหาร! ตอนนี้เสด็จพ่อหันไปโปรดปรานซู่เหอจินเหลียนกับซู่เหอหมิงกวงสองพี่น้อง นานวันเข้าคงได้ลืมพวกเรา”

สำหรับเรื่องการเป็นที่โปรดปรานนี้ ยามนี้ทั่วป๋าหมิงจูรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งยิ่ง สองสามเดือนก่อน ตอนนางยังเป็นองค์หญิงเป่ยจิ้นที่ได้รับความโปรดปรานและทรงเกียรติที่สุด แม้แต่องค์ชายก็เทียบนางไม่ได้ แต่ตอนนี้...เมื่อก่อนมักเอาแต่หัวเราะหญิงเทียนฉี่ว่ารู้จักแต่แย่งชิงความโปรดปรานจากชาย มาถึงตอนนี้ ทั่วป๋าหมิงจูจึงได้เข้าใจ บางครั้งก็ต้องแย่งชิงความโปรดปรานจริงๆ

“เจ้าคิดเหลวไหลมากไปแล้ว” ไป๋หลี่ชิงหงกล่าว

“ไป๋หลี่ชิงหง!” ทั่วป๋าหมิงจูอดแผดเสียงดังขึ้นไม่ได้

บ่าวหญิงรีบเข้ามาปลอบ “องค์หญิงโปรดระงับโทสะ...องค์หญิงโปรดระวังสุขภาพด้วย หมอบอกว่าท่าน...”

ทั่วป๋าหมิงจูระงับตนเองไม่อยู่อีกต่อไป โมโหจนตวาดดัง “ระวังสุขภาพอะไร! ข้ามีสภาพเช่นนี้ไปแล้ว ยังต้องมีอะไรให้ระวังอีก! ไป๋หลี่ชิงหง เจ้า...”

ไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์รุนแรงเกินไปหรือไม่ พูดไม่ทันจบ ทั่วป๋าหมิงจูก็หน้ามืดล้มลง บ่าวหญิงตกใจสะดุ้งรีบเข้ามาประคองนาง “องค์หญิง! องค์หญิงเป็นอะไร ราชบุตรเขย...”

ไป๋หลี่ชิงหงขมวดคิ้ว เงียบไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเดินเข้ามาอุ้มนางไปยังเรือนพัก

เมืองผิงจิง จวนเซี่ยงกั๋วกง

“เรียนนายท่าน คุณชายอวี้มาแล้ว”

นอกห้องหนังสือ บ่าวรับใช้รายงานอย่างนอบน้อม

เซี่ยงกั๋วกงกำลังขมวดคิ้วอ่านหนังสือตรงหน้าอยู่ พอได้ยินรายงานก็อดคลายคิ้วที่ขมวดลงไม่ได้ “หืม รีบให้เข้ามา”

ครู่หนึ่งต่อมา คุณชายหวนอวี้ก็เดินเข้ามา ข้างกายยังมีหญิงสาวรูปโฉมงดงาม แต่มองออกว่าเป็นหญิงสาวเผ่านอกด่าน หวนอวี้มองเซี่ยงกั๋วกง เลิกคิ้วเอ่ยว่า “ท่านน้าดูท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดี”

เซี่ยงกั๋วกงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “เจ้ารู้จักกลับมาด้วยหรือ”

คุณชายหวนอวี้กลอกตามองบนอย่างไร้วาจา “ข้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเสียหน่อย ข้าได้ข่าวก็รีบเร่งเดินทางจากสนามรบมานับพันลี้ เป็นเรื่องง่ายหรือ”

เซี่ยงกั๋วกงถลึงตาใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่ามัวแต่โต้คารม แม่นางท่านนี้คือ...”

เซี่ยงกั๋วกงเห็นผู้ที่ติดตามหวนอวี้มาเป็นหญิงสาวก็อึ้งไปทันที เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร จึงอดมองหวนอวี้ไม่ได้ แววตามีความสงสัยอยู่มาก เจ้าหมอนี่มาถูกความงามครอบงำอะไรในเวลานี้ พาหญิงรู้ใจที่ใดกลับมากัน

คุณชายหวนอวี้เห็นแววตาตรงหน้าก็รู้สึกถึงภัยทันที รีบเอ่ยว่า “ท่านน้า ท่านนี้คือแม่นางหว่านเฟิงผู้ที่องค์หญิงไว้วางพระทัยมาก เอ่อ...นางยังมีอีกสถานะ ราชันมังกรวารีแห่งแม่น้ำหลิงชาง”

พรวด! เซี่ยงกั๋วกงกำลังดื่มน้ำชาเตรียมฟังวาจาเหลวไหลของหลานชายอยู่ สุดท้ายก็พ่นน้ำชาออกมาสาดรดโต๊ะตรงหน้า เขาไอโขลกพลางเช็ดโต๊ะจัดของบนโต๊ะไป

หว่านเฟิงเห็นเช่นนี้ก็มองคุณชายหวนอวี้ด้วยความรู้สึกผิด “ข้า...ทำเซี่ยงกั๋วกงตกใจใช่หรือไม่”

ในใจคุณชายหวนอวี้แอบบอกว่า ไม่ตกใจได้หรือ เรื่องนี้เห็นชัดว่ากระทบกระเทือนใจตาแก่รุนแรงมาก

เซี่ยงกั๋วกงไอติดต่อกัน พอหยุดไอได้ก็รีบโบกมือ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าเสียมารยาทแล้ว แม่นางหว่านเฟิงอย่าได้เกรงใจ เชิญนั่ง เชิญนั่ง”

หว่านเฟิงจึงได้วางใจ นางอมยิ้มพยักหน้า นั่งลงทางด้านหนึ่ง อย่างไรซี่ยงกั๋วกงก็เป็นท่านลุงขององค์หญิง นางย่อมต้องให้เกียรติ

เจ้าบ้านและแขกนั่งลงกันแล้ว เซี่ยงกั๋วกงอดมองประเมินหว่านเฟิงไม่ได้ ค่อยหันมองหวนอวี้แล้วถามว่า “ท่านนี้...เป็นราชันมังกรวารีจริงหรือ”

แม้ว่าชื่อราชันมังกรวารี แต่กล่าวให้น่าฟังก็คือเจ้าแห่งวารี กล่าวไม่น่าฟังก็คือโจรแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังไปมาอิสระบนแม่น้ำหลิงชางในเวลานี้ได้ หากไร้ความสามารถย่อมไม่อาจกระทำได้ ผู้ใดจะคิดว่าคนผู้นี้ถึงกับเป็นแม่นางงดงามที่ดูเหมือนอายุยังไม่ถึงยี่สิบ

หวนอวี้ส่งสายตาคล้ายต้องการบอกว่า ข้าจะหลอกท่านน้าทำไม

เซี่ยงกั๋วกงปวดหัวตุบ องค์หญิงเก่งกาจก็แล้วไป แม่นางข้างกายแต่ละคนยังเก่งกาจ แม่นางเซียวเยียนเอ๋อร์ไม่ต้องเอ่ยถึง ได้ยินว่าซิ่นโจวยังมีพี่สาวร่วมสาบานที่ว่ากันว่าเก่งกาจมากอีกคน โลกเราตอนนี้...ผู้ชายช่างน่าละอายจริง

หวนอวี้ไม่สนใจท่าทางปวดขมับของเซี่ยงกั๋วกง ถามขึ้นตรงๆ ทันทีว่า “ท่านน้า ชาวเป่ยจิ้นเป็นอย่างไรบ้าง”

เซี่ยงกั๋วกงพลันสลัดความิคดเหลวไหลในใจพวกนี้ทิ้งไปทันที เขาถอนหายใจเอ่ยว่า “ยังจะเป็นอย่างไรได้ ฝ่าบาทไม่ยอมให้พวกเขาเข้าเฝ้า สองสามวันนี้พวกเขาก็หาเส้นสายไปทั่วเมืองผิงจิง เกรงว่าหาได้หลายช่องทางไม่น้อย วันนี้การประชุมตอนเช้าก็มีคนออกมากล่าวว่าการปล่อยให้ราชทูตเป่ยจิ้นรอเช่นนี้ย่อมไม่ดี”

เหตุผลก็ว่ากันไปมากมาย แต่ตอนนี้พวกเขาแค่อยากทิ้งขว้างเป่ยจิ้นไว้เช่นนี้ พอมีขุนนางคิดรื้อบ้านตนเอง ย่อมทำให้เขาไม่พอใจ

หวนอวี้ขมวดคิ้ว “ตอนนี้เรื่ององค์หญิงน่าจะแพร่มาถึงเมืองหลวงแล้วกระมัง ทุกคนมีปฏิกิริยาเช่นไร”

เซี่ยงกั๋วกงเอ่ยตอบ “ยังจะมีปฏิกิริยาเช่นไรได้ ราษฎรทั่วไปรู้เรื่องนี้กันไม่มาก แต่ขุนนางในราชสำนัก...ขุนพลทหารส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนองค์หญิง แต่ขุนนางบุ๋นมากคนมากความคิด พูดจากันเหลวไหลไปทั่ว วาจาอันใดล้วนมี”

“แต่สำคัญที่ใต้เท้าจูกับใต้เท้าซั่งกวนสงบนิ่ง คนพวกนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้กระมัง” หวนอวี้กล่าว

เซี่ยงกั๋วกงส่ายหน้าถอนหายใจ “เจ้าไม่ได้อยู่ในราชสำนักย่อมละเลยหลายเรื่องไปมาก ซั่งกวนเฉิงอี้กับใต้เท้าจูกุมอำนาจใหญ่ก็จริง มือเดียวยกขึ้นปิดฟ้าได้ก็เป็นคำกล่าวไม่เกินไปนัก แต่อย่าลืม ขุนนางคนหนึ่งที่ยกมือเดียวปิดฟ้าได้ แต่ไรมามิใช่เป็นเพราะเขาเก่งกาจอยู่เพียงแค่คนเดียว แต่...พรรคพวกที่ร่วมผลประโยชน์กับเขา คิดจะพึ่งพาบารมีเขานั้นมีมาก หากจุดยืนทั้งสองท่านขัดกับคนส่วนใหญ่ เสนาบดีอะไร เจ้ากรมกิจการทหารอะไร ล้วนเป็นเพียงแค่ตำแหน่งล่องลอยเท่านั้น”

หว่านเฟิงเอียงคอพยายามย่อยความคิดของเซี่ยงกั๋วกงทุกคำครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ดังนั้น...ขุนนางราชสำนักพวกนั้น ส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการกระทำนี้ขององค์หญิงหรือ”

เซี่ยงกั๋วกงพยักหน้า เห็นชัดว่าจนใจไร้วาจาจะกล่าวอย่างมาก

หวนอวี้กล่าวอย่างไม่พอใจนักว่า “ถือสิทธิ์อะไร พวกเขาถูกข่มขวัญจนตกใจมิกล้าเผชิญหน้ากับชาวเผ่ามั่ว เป็นเต่าหดหัวอยู่แดนใต้ พวกเรายึดพื้นที่ที่พวกเขาทำสูญเสียไปคืนมา พวกเขายังกล้าพูดจาเหลวไหล”

เซี่ยงกั๋วกงมองเขาทีหนึ่ง “ดังนั้น พวกเขาถูกข่มขวัญจนขลาดกลัว ถือสิทธิ์อะไรที่พวกเจ้ากล้าเผชิญหน้ากับชาวเผ่ามั่ว ยิ่งมิใช่ว่าทำให้ประชาใต้หล้ากล่าวหาว่าพวกเขาขี้ขลาดดังหนูตัวน้อย แม้แต่ผู้หญิงก็สู้ไม่ได้หรือ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงพวกบัณฑิตเฒ่าคร่ำครึพวกนั้น...ตอนนั้นที่เทียนฉี่ลงใต้ มีสตรีตายไปมากมาย เจ้าคิดจริงหรือว่าเพราะสตรีเหล่านั้นอดทนเดินทางรอนแรมไม่ไหว”

หวนอวี้ย่อมเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มา สีหน้ายิ่งไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าพวกไม่ได้เรื่องพวกนั้นนอกจากเอาแต่ชี้มือชี้ไม้แล้วทำอะไรเป็นบ้าง”

เซี่ยงกั๋วกงแค่นเสียงฮึในลำคอเบาๆ เสียงหนึ่ง “เจ้าดูแคลนคนพวกนั้น แต่ทุกคนล้วนมีลูกศิษย์มากมายทั่วแผ่นดิน ล้นราชสำนัก”

“...” หวนอวี้เบื้อใบ้ไร้วาจา

หว่านเฟิงมองทั้งสองคน “กั๋วกง คุณชายหวนอวี้ ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดของพวกเราก็คือขัดขวางไม่ให้ฝ่าบาทเจรจาสันติกับพวกเป่ยจิ้นกระมัง”

เซี่ยงกั๋วกงมองหว่านเฟิงแล้วก็พยักหน้า “ถูกต้อง ฝ่าบาทย่อมไม่คิดเจรจาสันติกับชาวเผ่ามั่ว แต่...ในราชสำนัก คนที่คิดเจรจา เกรงว่าจะมีไม่น้อย แค่พวกเจ้าสองคน...” เขาส่ายหน้า เอ่ยต่อว่า “เกรงว่ายังไม่เพียงพอ ตอนนี้องค์หญิงเป็นอย่างไรบ้าง”

ทั้งสองคนสบตากัน หวนอวี้มองเซี่ยงกั๋วกง “องค์หญิงอยู่ที่เมืองชางอวิ๋น ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ตอนนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่เมืองชางอวิ๋น”

“อะไรนะ” เซี่ยงกั๋วกงตกใจสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “องค์หญิงบาดเจ็บหนักหรือไม่”

หว่านเฟิงตอบว่า “กั๋วกงไม่ต้องเป็นห่วง องค์หญิงฝากจดหมายมาบอกพวกเราว่า อาการบาดเจ็บไม่หนักหนา พักรักษาตัวก็หาย แต่ทว่า...ระยะนี้เกรงว่าไม่อาจกลับเมืองผิงจิงได้ ดังนั้นเรื่องทางนี้ก็ได้แต่ให้พวกเรามาช่วยจัดการ”

เซี่ยงกั๋วกงเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ “รู้แล้ว ให้ข้าค่อยๆ คิดหาทางก่อนว่าจะทำอย่างไรดี”

หว่านเฟิงตอบรับ “มีอะไรให้รับใช้ได้ กั๋วกงโปรดสั่งการมาได้เลย”

ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 706