ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 702
ตอนที่ 463-2 สมัญญาอู่อี้
ชายชุดดำเอ่ยว่า “ฝ่าบาทขอให้องค์หญิงรักษาสุขภาพให้ดี อีกอย่าง...เรื่องแม่ทัพเซี่ย”
ชายชุดดำพูดไป ก็ควักเอาม้วนผ้าแพรสีเหลืองทองออกมาจากแขนเสื้อประคองส่งให้ฉู่หลิง ฉู่หลิงเปิดออกดู ที่แท้เป็นราชโองการแต่งตั้งเซี่ยถิงเจ๋อ ฮ่องเต้หย่งเจียแต่งตั้งเซี่ยถิงเจ๋อเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นเวย ขุนนางระดับหนึ่ง สมัญญา[footnoteRef:2]อู่อี้ เพียงแต่ตอนนี้ราชโองการนี้ยังไม่อาจประกาศต่อใต้หล้าในยามนี้ได้ ได้แต่มอบให้ฉู่หลิงไว้ก่อน ถือว่าได้ปลอบประโลมหน้าสุสานเซี่ยถิงเจ๋อแล้ว รอวันหน้ามีโอกาส ราชสำนักย่อมจะประกาศราชโองการนี้อีกครั้ง [2: สมัญญา (ซื่อเฮ่า) หมายถึงนามพิเศษที่ตั้งให้คนตาย ทั้งของสามัญชนที่ทำคุณงามความดีและของเชื้อพระวงศ์ ]
ความจริงฉู่หลิงไม่ได้สนใจชื่อเสียงจอมปลอมพวกนี้ คนก็ตายไปแล้ว ยังจะมีประโยชน์อันใด แม่ทัพเซี่ยเองก็มิได้มีครอบครัว แม้แต่จะมีพระกรุณาต่อลูกหลานก็ยังทำไม่ได้ ทว่านางพอจะเข้าใจ คนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ขุนนางและขุนพลทหารแทบจะทุกคนล้วนอยากให้ยามจากไปได้รับการแต่งตั้งสมัญญา ฝากชื่อเสียงไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ หากแม่ทัพเซี่ยในปรภพได้รู้ ก็คงรู้สึกภาคภูมิใจ
ฉู่หลิงพยักหน้า ”ข้ารู้แล้ว ลำบากเจ้าแล้ว”
ชายชุดดำประสานมือ “ล้วนเป็นงานของกระหม่อม หากองค์หญิงไม่มีอันใดสั่งการอีก กระหม่อมทูลลา”
ฉู่หลิงคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เจ้าไปพักผ่อนก่อน ขากลับรบกวนช่วยข้านำจดหมายกลับไปด้วย”
ความจริงไม่ว่าเมืองชางอวิ๋นหรือว่าร้านค้าหลิงชางล้วนมีช่องทางส่งข่าว แต่ทว่าฉู่หลิงก็ไม่คิดมากหากต้องใช้ช่องทางและรูปแบบอื่นบ้าง
ชายชุดดำไม่ปฏิเสธ ประสานมือเอ่ยว่า “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา”
มองตามหลังชายชุดดำจากไปแล้ว ฉู่หลิงก็ยกมือหนึ่งเกาหัวกระรอกน้อย พลางเหม่อมองไปยังราชโองการสีเหลืองทองบนโต๊ะ
กิ๊ด กิ๊ด กระรอกน้อยถูกนางคลำจนรำคาญ ส่งเสียงประท้วงไม่หยุด ฉู่หลิงก้มหน้าลงมองมัน สบตาสู้กับเจ้าตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก็อดยิ้มหวานเอ่ยขึ้นไม่ได้ “เจ้าถูกหนีฉางเลี้ยงจนอ้วนไปแล้วใช่หรือไม่”
หากจะว่าไปเจ้าตัวน้อยนี่ติดตามนางไม่นับว่านานนัก หลายปีมานี้ไม่ติดตามเซียวเยียนเอ๋อร์ก็ทิ้งไว้ที่จวนพักตากอากาศให้มันวิ่งไปทั่วป่าเขา อย่างไรก็มีกลิ่นสะกดรอยพิเศษของเซียวเยียนเอ๋อร์ จึงไม่กลัวว่ามันจะหนีหายไป หรือไม่ก็ทิ้งไว้ให้อวี้หนีฉางเลี้ยง ปกติฉู่หลิงการงานไม่น้อย และมักต้องออกไปข้างนอก ไม่ค่อยได้นำมันไว้ข้างกาย อวี้หนีฉางบอกกับชายหนุ่มส่งจดหมายว่า กลัวนางเหงาจึงส่งมาเป็นเพื่อน ความจริงเกรงว่าอวี้หนีฉางเป็นห่วงนางไม่ทันระวังพิษบนสนามรบอะไรพวกนี้ จึงได้ให้คนส่งมากระมัง
“หากต้องอาศัยเจ้าแก้พิษจริง เจ้าตัวน้อยนี่คงถูกคนสูบเลือดหมดตัวแน่” ฉู่หลิงยิ้มสัพยอก
กิ๊ด กิ๊ด กระรอกน้อยกระโดดประท้วงไปมา
จวินอู๋ฮวนเดินเข้ามาเห็นฉู่หลิงกำลังคุยเล่นกับเจ้าตัวจ้อยที่กระโดดไปมา ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
จวินอู๋ฮวนไม่ค่อยชอบเจ้าตัวน้อยนี่สักเท่าไร เจ้าตัวน้อยนี่มักจะชอบซุกอยู่ในแขนเสื้อาหลิง มันได้ชื่อว่าเป็นกล่องยาอันใดกัน อยู่นิ่งๆ รอโดนสูบเลือดมาใช้ก็พอ ไยต้องเอามาทำเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารักน่าชังอันใดด้วย
ฉู่หลิงยิ้มเอ่ย “หนีฉางกลัวข้ามีอันตราย ให้คนนำมาส่ง ความจริงก็ไม่จำเป็น มีอวิ๋นสิงเยว่อยู่ ยังมีอันใดไม่อาจวางใจ หากข้าออกสนามรบจะมีเวลามาดูแลเจ้าตัวน้อยนี่ได้หรือ”
จวินอู๋ฮวนยื่นมือไปคว้าเจ้าตัวน้อยขึ้นมามองดู ก่อนจะโยนใส่เก้าอี้นอนข้างๆ อย่างไม่คิดสนใจอันใด “ก็นับว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง พกติดไว้ข้างกายก็ดี แต่อาหลิงไม่ต้องใส่ใจกับมันมากเกินไป ให้คนเลี้ยงอาหารก็พอ”
“...”
ฉู่หลิงไร้วาจา มองเจ้าตัวน้อยที่กำลังมึนงงหลังถูกโยนไปบนเก้าอี้นอน ก็เปลี่ยนบทสนทนา “เจ้ามาได้อย่างไร มีเรื่องอันใดหรือ”
จวินอู๋ฮวนนั่งลงข้างกายนาง ขยี้หว่างคิ้วท่าทางเหนื่อยล้า “ตอนนี้ยังไม่มี มาดูเจ้าหน่อย”
ฉู่หลิงเองก็มองออกว่าเขาเหนื่อยล้า ยื่นมือขึ้นคว้าหมอนมาวางไว้บนตักให้เขานอนลงก่อนจะค่อยๆ นวดจุดที่ขมับให้เขาเบาๆ
“ตั้งแต่เจ้ากลับมาก็ไม่ได้พักผ่อนสักเท่าไร อวิ๋นสิงเยว่ให้ข้าเตือนเจ้า สุขภาพเจ้า...”
จวินอู๋ฮวนยื่นมือขึ้นกุมมือนางไว้ หลับตาลงกล่าวเบาๆ ว่า “อาหลิงวางใจ ข้าพอรู้ตัวเองอยู่”
ฉู่หลิงถอนหายใจเบาๆ “อย่างไรข้าก็ไม่อาจวางใจได้ สามปีแล้ว ยังไม่ได้ข่าวคราวอาจารย์อา ครั้งนี้เจ้าทำงานรีบร้อน คงจะรู้สึกเป็นห่วง...”
จวินอู๋ฮวนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “อาหลิง ข้าจะไม่เป็นอันใด”
“อืม” ฉู่หลิงพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “เจ้าย่อมไม่เป็นอันใด แต่อย่างไรก็พักผ่อนให้ดีจะดีกว่า เจ้ารู้จักเตือนข้าให้รักษาอาการบาดเจ็บ แต่พอถึงตัวเจ้าเอง กลับไม่สนใจดูแล”
จวินอู๋ฮวนยิ้มเอ่ย “ผ่านสองสามวันนี้ก็จะดีแล้ว เพิ่งเสร็จศึก จะทำอย่างไรได้”
ฉู่หลิงไม่ได้เอ่ยอันใด ในใจกลับเข้าใจได้ว่า ตอนนี้เกรงว่าไม่มีผู้ใดว่าง สงครามเมืองชางอวิ๋นหยุดลงชั่วคราว แต่รอให้เมืองเหนือส่งนโยบายมา เกรงว่าเมืองชางอวิ๋นก็คงต้องเกิดไฟสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง จะมีเวลาว่างเมื่อใดกัน
“คนของทั่วป๋าเหลียงถึงแล้วเมืองผิงจิงแล้ว” ฉู่หลิงกล่าวเบาๆ
จวินอู๋ฮวนพยักหน้า “ดังคาด แต่ทว่า...เกรงว่าฝ่าบาทไม่อาจรับมือได้ หวังเพียงใต้เท้าจูกับเสนาบดีซั่งกวนจะยืนยันจุดยืนไม่เปลี่ยน”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “อีกสองสามวัน อาการข้าหายดีก็จะกลับเมืองหลิงเจียง ใกล้เมืองผิงจิงหน่อย มีปัญหาอันใดจะได้ปรับเปลี่ยนตามสภาพการณ์ได้”
จวินอู๋ฮวนเงียบไปครู่หนึ่ง กุมมือฉู่หลิงกล่าวเบาๆ ว่า “ได้” เขาไม่รั้งนางไว้ และก็จะไม่รั้งนางไว้ เพราะว่าพวกเขาต่างรู้สถานการณ์ตอนนี้ พวกเขาสองคนไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจวางตัวอยู่นอกวง ผู้ใดก็ไม่อาจแอบสบายเพียงคนเดียว
ได้แต่หวังว่า...ทุกอย่างนี้จะจบลงในไม่ช้า
ในใจทั้งสองคนคิดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย