ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 701
ตอนที่ 463-1 สมัญญาอู่อี้
ราชทูตเป่ยจิ้นเข้าพักในสถานีพักม้าเป่ยจิ้น ยังไม่ทันลงนั่ง ก็คุมอารมณ์ไม่อยู่ ครั้งนี้เอกอัครราชทูตก็คือเสนาบดีซ้ายอาฮูหลู่แห่งเป่ยจิ้น
ทั่วป๋าเหลียงขึ้นครองราชย์สามปีมานี้ย่อมไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ตำแหน่งสำคัญในราชสำนักแทบจะเปลี่ยนเป็นคนของตนเองเกือบทั้งหมด หากไม่ใช่ว่ายังมีตำแหน่งที่ไม่อาจปรับเปลี่ยนของบรรดาชนชั้นสูงทรงอิทธิพลที่ไม่ยอมปล่อยมือแล้ว เกรงว่าตอนนี้ทั้งราชสำนักเป่ยจิ้นก็คงตกอยู่ในกำมือทั่วป๋าเหลียงทั้งหมดแล้ว
นี่ก็เป็นเหตุที่ทั่วป๋าเหลียงรังเกียจชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลเช่นตระกูลเยียนถัว อำนาจอิทธิพลตระกูลเยียนถัวยิ่งใหญ่มาก คนในวงศ์ตระกูลก็มีมาก คนเหล่านี้เกิดมาก็ครองอำนาจสำคัญในราชสำนักไม่น้อย ทั่วป๋าเหลียงคิดแทรกคนของตนเองลงไปยังต้องแย่งชิงกับพวกเขา ชนชั้นสูงศักดิ์ทรงอิทธิพลหล่านี้ย่อมไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์ตนเอง เหตุปะทะกับฮ่องเต้เป็นแค่เรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น
ไม่เพียงแค่ทั่วป๋าเหลียง แม้เปลี่ยนฮ่องเต้ก็เช่นกัน
เสนาบดีอาฮูหลู่ซ้ายเป็นคนสนิทที่ทั่วป๋าเหลียงให้การส่งเสริมขึ้นมา และยังครองตำแหน่งสำคัญเช่นเสนาบดี ทั่วป๋าเหลียงส่งเขามาเจรจาก็แสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก
คนที่กำลังโมโหเดือดดาลก็คงมิใช่อาฮูหลู่ เขาได้เป็นเสนาบดีซ้ายจะไร้อุบายได้อย่างไร อุปสรรคเล็กน้อยแค่นี้ไม่อาจทำให้เขาโมโหได้ แต่คนโมโหจนไม่อาจระงับได้ก็คือขุนพลทหารที่ติดตามมาด้วย
“ชาวเทียนฉี่พวกนี้บังอาจเกินไปแล้ว!” ขุนพลทหารผู้นั้นผลักเก้าอี้ล้มลงตวาดอย่างโมโหสุดขีด
อาฮูหลู่ไม่ได้โมโห แต่นั่งนิ่งมองประเมินรอบห้องโถงใหญ่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเอ่ยว่า “ว่ากันว่าเทียนฉี่อุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรมีค่ามากมี แม้ถูกไล่ลงใต้ก็ยังได้ครอบครองพื้นที่อันอุดมที่สุดในใต้หล้านี้ ตอนนี้ได้เห็นก็เป็นจริงดังว่า แค่สถานีพักม้าก็ยังดูดีกว่าหลายแห่งในเมืองเหนือมาก”
ขุนพลทหารผู้นั้นไม่คิดเช่นนี้ “เมืองเหนือเดิมก็เป็นเมืองหลวงชาวเทียนฉี่ หรือว่าฮ่องเต้พวกเขาพักอาศัยในสถานที่ที่ไม่ดี”
อาฮูหลู่ถอนหายใจ “นั่นเพราะเป็นชาวเทียนฉี่จัดการพื้นที่ได้ดีกว่าพวกเรา แค่ผ่านมาไม่กี่ปี ก็จัดการพื้นที่ทางใต้ได้ดีเช่นนี้ ใต้เท้าเถียนมองอย่างไร”
เถียนอี้เซวียนนนั่งถัดจากอาฮูหลู่ หลุบตายิ้มบางพลางเอ่ยว่า “ใต้เท้าเสนาบดีกล่าวได้ถูกต้อง เมืองผิงจิงเป็นสถานที่ที่ดีจริง”
ขุนพลทหารกล่าวไม่พอใจนักว่า “ใต้เท้าเถียน ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถกเรื่องสถานที่ดีหรือไม่กระมัง หากท่านรู้สึกว่าดี ก็รอวันหน้าพวกเรายึดเมืองผิงจิงได้ค่อยเอ่ยชมก็ไม่สาย ฮ่องเต้หย่งเจียมีตาหามีแววไม่ พวกเราต้องสั่งสอนเขาให้ได้!”
อาฮูหลู่ส่ายหน้า “ไม่อาจตำหนิชาวเทียนฉี่ที่มักว่าพวกเราชาวเผ่ามั่วว่าเป็นพวกวู่วามไร้มารยาท ตอนนี้พวกเรายืนอยู่ในเมืองผิงจิง เจ้าคิดจะจะจัดการสั่งสอนฮ่องเต้หย่งเจียอย่างไร ชาวจงหยวนมีวาจาหนึ่งกล่าวว่า มังกรแข็งแกร่งไม่อาจเอาชนะงูเจ้าถิ่น วาจานี้อย่างไรก็ยังคงมีเหตุผล”
ขุนพลทหารขมวดคิ้ว “หรือว่าพวกเราจะปล่อยให้ฮ่องเต้หย่งเจียหลบหน้าพวกเราไปเช่นนี้หรือ”
อาฮูหลู่มองไปทางเถียนอี้เซวียนยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้เกรงว่าคงต้องดูความคิดของใต้เท้าเถียนแล้ว เทียบกับพวกเรา น่าจะเป็นใต้เท้าเถียนที่เข้าใจชาวเทียนฉี่ยิ่งกว่า”
เถียนอี้เซวียนไม่ปฏิเสธ ประสานมือยิ้มเล็กน้อยเอ่ยว่า “ใต้เท้าเสนาบดีเอ่ยชมเกินไปแล้ว ความจริง...ใต้เท้าไม่ต้องเป็นห่วง ฮ่องเต้หย่งเจียไม่มีทางหลบหน้าพวกเราตลอดไปได้ แม้จงใจยื้อเวลาก็จะยื้อได้สักกี่วัน เกรงว่าขุนนางราชสำนักเทียนฉี่พวกนั้น...ก็คงไม่ยอมให้ทรงยื้อเวลาตลอดไป”
อาฮูหลู่เลิกคิ้วเล็กน้อย “ใต้เท้าเถียนหมายความว่า ทำให้ขุนนางราชสำนักพวกนั้นลงมือได้หรือ”
เถียนอี้เซวียนตอบกลับ “ขุนนางบุ๋นเทียนฉี่...กุมอำนาจยิ่งใหญ่อย่างไม่อาจจินตนาการได้ บางครั้งขอเพียงพวกเขายืนยันคัดค้านเรื่องหนึ่ง แม้แต่ฮ่องเต้ก็ทำอันใดไม่ได้ ต้องดูว่า...ใต้เท้ามีวิธีใดทำให้พวกเขามายืนข้างพวกเรา”
อาฮูหลู่เองก็เข้าใจเหตุผลนี้ ยิ้มเอ่ย “ฝ่าบาทส่งใต้เท้าเถียนมาช่วยข้า มีไหวพริบอย่างมากดังคาดจริงๆ เรื่องนี้หากสำเร็จ วันหน้ามีรางวัลความชอบย่อมต้องมีส่วนของใต้เท้าเถียน”
เถียนอี้เซวียนประสานมือขอบคุณ “ตระกูลเถียนแม้ว่าจากราชสำนักเทียนฉี่มานาน แต่ยังคงมีคนอยู่ในราชสำนักเทียนฉี่อยู่บ้าง ยินดีช่วยเหลือใต้เท้า”
อาฮูหลู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นก็ลำบากใต้เท้าเถียนแล้ว”
เหตุใดฝ่าบาทให้เถียนอี้เซวียนเป็นรองราชทูตตามมา ไม่เพียงแต่หวังสายสัมพันธ์ของตระกูลเถียนในเทียนฉี่ ตระกูลเถียนต้องทุ่มเทสุดชีวิตเพื่ออนาคตหลานชายคนโตตระกูลเถียนเองด้วย
เมืองชางอวิ๋น
ฉู่หลิงพับจดหมายที่เพิ่งได้รับมาพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย วิชาการแพทย์อวิ๋นสิงเยว่สูงส่ง หลังจากดูแลรักษามาหลายวัน สีหน้าซีดอิดโรยเดิมก็เริ่มมีสีโลหิตระเรื่อขึ้นมาบ้างแล้ว ดูแล้วไม่ต่างอันใดกับตอนยังไม่ได้รับบาดเจ็บ จวินอู๋ฮวนเป็นห่วงสุขภาพนาง ไม่ให้นางแตะต้องงานทุกอย่างในเมืองชางอวิ๋น ฉู่หลิงได้แต่ขลุกอยู่ในจวนเจ้าเมืองรักษาตัวและเป็นเพื่อนเล่นกับพ่านเอ๋อร์ หลายวันเข้าก็เบื่อจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
ฉู่หลิงวางจดหมายในมือลงบนโต๊ะแล้วก็ยกมือขึ้นคว้ากระรอกที่มุมโต๊ะมาไว้ในมือ กระรอกน้อยเดิมกำลังแทะเมล็ดสนอยู่อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ถูกคว้ามาก็ส่งเสียงร้องไม่หยุด ฉู่หลิงใช้นิ้วมือเขี่ยหัวของมันเล่น “ตัวล้ำค่าน้อย ไม่เจอกันนาน ไม่พอใจข้าหรือ หรือข้าส่งเจ้าไปให้เยียนเอ๋อร์เลี้ยงสักระยะหนึ่งดี”
กระรอกน้อยคล้ายว่าฟังคำฉู่หลิงเข้าใจ หรือได้ยินเพียงคำว่าเยียนเอ๋อร์สองคำ ก็รีบนิ่งทำตัวแข็งแสร้งตายทันที
ฉู่หลิงอดขำไม่ได้ เงยหน้ามองไปทางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า “พาเจ้านี่เดินทางมา ลำบากเจ้าแล้ว”
ชายชุดดำรีบประสานมือ “องค์หญิงกล่าวหนักไปแล้ว แต่...เอ่อ ก็แค่กระรอกน้อยเท่านั้นไม่เปลืองแรงอันใด แม่นางอวี้เป็นห่วงองค์หญิงอยู่ทางเหนือรู้สึกเบื่อ จึงสั่งให้ข้าน้อยนำมามอบให้เป็นเพื่อนองค์หญิง”
ความจริงตลอดทางมาเจ้าตัวน้อยนี่ทำเอาเขาปวดหัวไม่น้อย หากไม่ทันระวังมันก็จะหนี เจ้าตัวเล็กนี่หากหนีออกไปยังพื้นรกร้างต้องหากันตายแน่ โชคดีที่สักพักหนึ่งเจ้าตัวเล็กก็วิ่งกลับมาเอง พอหลายครั้งเข้า เขาก็เริ่มสงสัยว่าเจ้าตัวเล็กกำลังหยอกเขาเล่น
ฉู่หลิงหยอกกระรอกน้อยไปพลางถามขึ้นว่า “ท่านลุงให้เจ้านำมาส่ง มีวาจาอันใดฝากมาด้วยหรือไม่”
ชายชุดดำส่ายหน้า “เซี่ยงกั๋วกงว่า เรื่องที่ต้องกล่าวก็กล่าวในจดหมายแล้ว ก่อนกระหม่อมออกเดินทางมา ทูตเผ่ามั่วเพิ่งถึงเมืองผิงจิง แม้ฝ่าบาททรงคิดยื้อเวลา แต่เกรงว่าคงยื้อได้ไม่นานนัก ขอองค์หญิงไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ ทางเมืองผิงจิง เซี่ยงกั๋วกงกับเสนาบดีซั่งกวนจะพยายามสุดความสามารถ ไม่มีทางให้ชาวเผ่ามั่วได้ดังใจง่ายๆ”
ฉู่หลิงพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว เสด็จพ่อมีอันใดถึงข้าหรือไม่”