ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 688
ตอนที่ 456-1 รักษาเมืองไว้!
สุดท้ายฉู่หลิงได้รับรู้ความน่ากลัวของกำลังรบเผ่ามั่วตอนบุกจงหยวนในตอนนั้นแล้ว ตอนทัพทั่วป๋าอิ้น บุก ทั่วป๋าอิ้นไม่ลังเลเคลื่อนกำลังตีเมืองชางอวิ๋น เพราะว่าในใจเขารู้ดีว่า ตอนนี้ทัพเมืองชางอวิ๋นแต่ละกองย่อมกำลังเร่งกลับเมืองชางอวิ๋น ทันทีที่กองทัพเหล่านั้นกลับมา สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป
ยามนี้ในเมืองชางอวิ๋น พวกฉู่หลิงกำลังร้อนใจกันเหงื่อตก ทั้งเมืองชางอวิ๋นตอนนี้ที่ออกสนามรบได้มีไม่ถึงสามหมื่น ได้แต่พยายามรักษาเมืองไว้ แต่ทัพที่รวมตัวกันนอกเมืองชางอวิ๋นกลับมีถึงแสนกว่า แม้ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังทหารแดนใต้ แต่จำนวนทหารม้าเผ่ามั่วก็เหนือกว่าเมืองชางอวิ๋นมาก สถานการณ์เช่นนี้ ทัพเมืองชางอวิ๋นก็มิใช่คนเหล็ก ย่อมไม่อาจเฝ้ารักษาเมืองจนไม่พักผ่อนทั้งวันคืนสิบสองชั่วยามกระมัง
ทัพเมืองชางอวิ๋นไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ทัพใหญ่เป่ยจิ้นกลับเข้าตีเมืองไม่หยุด ทั่วป๋าอิ้นมองออกว่าทหารเมืองชางอวิ๋นเริ่มอ่อนแรงแล้ว จึงบุกโจมตีรุนแรง แค่เพียงวันเดียว ทหารรักษากำแพงเมืองก็เหนื่อยจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
ฉู่หลิงใช่ว่าไม่คิดหาวิธีเช่นสังหารหรือตัดเสบียงทหารเป่ยจิ้น แต่ล้วนไร้ประโยชน์ เห็นชัดว่าทั่วป๋าอิ้น เตรียมการไว้ก่อนแล้ว ทหารเป่ยจิ้นไม่เพียงแต่บุกรุนแรง การป้องกันก็ไม่มีช่องโหว่ พวกฉู่หลิงได้แต่คว้าน้ำเหลว
“ฮูหยิน ตอนนี้พวกเราทำอย่างไรดี” รองแม่ทัพหลิวกับขุนพลทหารอีกสองสามนายเห็นจำนวนทหารที่เข้าตีเมืองมีจำนวนนับไม่ถ้วน ก็ถามขึ้นอย่างร้อนใจ
ฉู่หลิงมองไปยังริมกำแพงเมืองไม่ไกลนัก สีหน้าทหารรักษาเมืองเหนื่อยล้ากันแล้ว ไม่ใช่ว่านางไม่อยากให้พวกเขาได้พัก แต่กำลังรบเมืองชางอวิ๋นตอนนี้เพียงพอแค่รักษาที่มั่น เพียงแค่นี้ก็เหนื่อยจนแทบไม่ไหวแล้ว ไหนเลยจะมีเวรยามผลัดเปลี่ยน มองไปยังบรรดาขุนพลทหารที่ได้แต่ทำตาปริบๆ ฉู่หลิงก็แอบถอนหายใจ สีหน้ายังคงไม่แปรเปลี่ยน “อีกสองวันจะเป็นวันที่ท่านเจ้าเมืองนัดหมายกับแม่ทัพเซี่ยเอาไว้
ทุกคนพากันเงียบกริบ ทหารหนุ่มนายหนึ่งอดเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาไม่ได้ “ฮูหยิน ท่านเจ้าเมืองจะกลับมาทันจริงหรือ”
ข่าวเส้นทางกลับของทัพเมืองชางอวิ๋นถูกทำลาย ขุนพลทหารเช่นพวกเขาย่อมได้ยินมาบ้างแล้ว หากเป็นเช่นนี้จริง ท่านเจ้าเมืองจะกลับมาทันเวลาที่นัดหมายไว้ได้อย่างไร
ฉู่หลิงมองเขาเอ่ยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “แน่นอน หลายปีมานี้เขาเคยผิดคำพูดหรือ แต่ไรมาล้วนเป็นท่านเจ้าเมืองเฝ้ารักษาเมืองชางอวิ๋นและทุกคนในเมืองชางอวิ๋น หรือว่าตอนนี้ท่านเจ้าเมืองไม่อยู่ ทุกคนก็รักษาเมืองไว้ไม่ได้ อย่าลืม เบื้องหลังพวกเจ้ายังมีราษฎรเต็มเมือง”
ทุกคนต่างมีสีหน้าหนักใจ ได้แต่ฟังฉู่หลิงเอ่ยต่อว่า “สองวัน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอ! หลายปีมานี้ในเมื่อเยี่ยนเฟิ่งเซียวไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวังมาก่อน เช่นนั้น...ทุกท่านเองก็อย่าได้ทำให้เขาผิดหวัง รักษาเมืองชาง อวิ๋นแทนเขาอีกสองวันเถอะ”
น้ำเสียงฉู่หลิงไม่ได้เต็มไปด้วยความตื่นตกใจ ถึงกับมีความสงบนิ่งอยู่มาก ขุนพลทหารในที่นั้นต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป ไม่นานสีหน้าทุกคนก็เริ่มนิ่งสงบลง “ขอรับฮูหยิน!”
ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้อง ท่านเจ้าเมืองปกป้องเมืองชางอวิ๋นมานานหลายปี หรือว่าแค่สองวันพวกเขาก็รักษาครอบครัวของพวกเขาไว้ไม่ได้ ลูกของพวกเขา มิตรสหายของพวกเขาล้วนฝากชีวิตไว้กับกำแพงเมืองนี้ จึงได้มีชีวิตที่สงบสุขมานานหลายปี ไม่มีทางปล่อยให้ถูกทำลายลงในมือพวกเขาอย่างเด็ดขาด
หลังจากทำให้ทุกคนกลับไปได้อีกครั้ง ฉู่หลิงก็ค่อยๆ เดินลงจากกำแพงเมือง หว่างคิ้วนางอดเผยร่องรอยความเหนื่อยล้ามิได้ นางไม่ได้ลงจากกำแพงเมืองมาเจ็ดแปดชั่วยามแล้ว
ยามนี้เป็นยามเย็นพอดี ถนนหนทางว่างเปล่ากว่ายามปกติมาก มีเพียงคนขายของริมทางประปรายที่ยังคงขายของอยู่บ้าง เพียงแต่ส่วนใหญ่ไร้ลูกค้า
กลับถึงจวนเจ้าเมือง ทั้งจวนเจ้าเมืองเงียบสงบ แม้ว่าปกติจวนเจ้าเมืองจะเงียบสงบมาก แต่ยามนี้ฉู่ หลิงกลับรู้สึกว่าทั้งจวนว่างเปล่าและเงียบเหงากว่ายามปกติ
“ฮูหยิน ท่านกลับมาแล้ว” เพิ่งเดินเข้าลานมา เจินเหนียงก็เข้ามารอรับ ฉู่หลิงมองสองคนที่ตามนางมา อย่างแปลกใจ “หมิงนั่ว หมิงเซวียนพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
นึกดูแล้ว เหมือนว่านางไม่ได้พบสองพี่น้องนี้นานแล้ว เดิมยังคิดว่าตามหมิงเหยาไปที่ใดสักแห่ง ที่แท้ยังอยู่เมืองชางอวิ๋นหรือ
เจินเหนียงยิ้มเอ่ย “ฮูหยิน คุณชายหมิงกับแม่นางหมิงมาขอพบท่าน ฮูหยินลำบากท่านแล้ว บ่าวให้คนในครัวเตรียมอาหารเย็น กินอาหารเย็นก่อนแล้วค่อยคุยกันดีกว่า”
ฉู่หลิงเองก็หิวมากจริงๆ พยักหน้ามองไปทางสองพี่น้อง ถามขึ้นว่า “พวกเจ้ากินข้าวมาแล้วหรือยัง หากยัง ก็มากินด้วยกันไหม” หมิงนั่วเดิมคิดปฏิเสธ ฉู่หลิงกลับโบกมือให้พวกเขาเงียบ เดินนำเข้าไปด้านใน
หมิงนั่วถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ขอบคุณฮูหยินมาก”
ตอนยังเด็กเมื่อหลายปีก่อน หมิงเซวียนไม่รู้ความก่อเรื่องมากมาย พี่ชายเช่นหมิงนั่วพลอยโดนไปกับนางด้วยไม่น้อย ต่อมาถูกหมิงเหยาให้บทเรียนรุนแรง หมิงนั่วไม่กล้าให้ท้ายน้องสาวอีก บอกผู้ใหญ่ในตระกูลให้อบรมหมิงเซวียนเข้มงวด และส่งหมิงเซวียนไปเป็นสาวใช้ฉู่หลิงระยะหนึ่ง ฉู่หลิงมองแม่นางน้อยหลังได้รับการอบรม ก็ไม่ใช่บุคคลเลอะเลือนที่ไร้หนทางเยียวยา ไม่ถึงหนึ่งปีก็ปล่อยนางกลับมา
อย่างไรหมิงเซวียนก็นับว่าเป็นคุณหนูใหญ่จากตระกูลไม่เลว ฉู่หลิงเองก็มิได้มีนิสัยชอบบังคับให้คนรับใช้นาง
สองปีมานี้อายุค่อย ๆ มากขึ้น เห็นชัดว่าหมิงเซวียนรู้ความขึ้นไม่น้อย น่าเสียดายแม้ว่าฮูหยินดีต่อเด็กผู้หญิง แต่กับหมิงเซวียนกลับไม่ได้สนิทสนมเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่นสักเท่าไร ตอนนี้หมิงเซวียนเองรู้ตัวแล้วว่าตอนนั้นความหลงใหลในท่านเจ้าเมืองและพฤติกรรมตอนนั้นน่าอายเพียงใด ทุกครั้งที่ได้พบฉู่หลิงก็จะมีท่าทางเกร็งอยู่บ้าง ไม่เหมือนพวกไป๋ลู่และเสวี่ยเยวียนที่รู้สึกสบายใจมากกว่า
หมิงนั่วยกมือขึ้นตบหลังมือหมิงเซวียน พร้อมกับส่งสายตาให้กำลังใจน้องสาว หมิงเซวียนกะพริบตาปริบๆ พยักหน้าจริงจัง
อย่างไรนางก็เป็นแม่นางอายุยี่สิบกว่าแล้ว หากเป็นแม่นางจากตระกูลทั่วไป อายุเท่านางก็แต่งงานมีลูกไปแล้ว สองปีมานี้หมิงเซวียนค่อยๆ รู้ความมากขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกอายยามเข้าใกล้ฉู่หลิง
ฉู่หลิงยุ่งกับงานบนกำแพงเมืองทั้งวัน ยามนี้รู้สึกหิวจริงๆ พอเข้าไปในเรือนบุปผาก็เรียกให้ทั้งสองคนนั่งลงกินข้าวด้วยกัน หลังอาหารเย็น ฉู่หลิงพาทั้งสองคนไปห้องหนังสือ ถามขึ้นว่า “หมิงนั่ว เจ้ามาอยู่เมืองชาง อวิ๋นได้อย่างไร”
หมิงนั่วอึ้งไปทันที “ทูลองค์หญิง ตอนนี้ข้าน้อยรับหน้าที่ดูแลงานบางส่วนในเมือง” เพียงแต่ด้วยอายุเขา สถานะยังไม่สูงนัก ระยะนี้ฉู่หลิงก็ยุ่งมาก ย่อมไม่มีโอกาสและคุณสมบัติพอจะมาขอพบนาง
ฉู่หลิงพยักหน้า “กล่าวเช่นนี้ เจ้าเองก็ไม่รู้ว่าหมิงเหยาไปที่ใดสินะ”
หมิงนั่วส่ายหน้าแสดงท่าทางว่าตนเองไม่รู้ว่าหมิงเหยาไปที่ใด
ฉู่หลิงเองก็ไม่ได้สนใจ มองทั้งสองคนถามขึ้นว่า “พวกเจ้ามาหาข้า มีเรื่องอันใดหรือ”
หมิงนั่วมองหมิงเซวียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ทีหนึ่ง “เรียนฮูหยิน มีบางเรื่อง...”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “มีเรื่องอันใดก็เอ่ยมาตรงๆ ได้เลย อีกครู่หนึ่งข้ายังต้องกลับไปบนกำแพงเมืองอีก”
หมิงเซวียนได้ยินดังนี้ก็อดเอ่ยไม่ได้ “ฟ้าใกล้มืดแล้ว องค์หญิง...ฮูหยินยังจะไปกำแพงเมืองอีกหรือ”
ฉู่หลิงเลิกคิ้วยิ้มเอ่ย “ใช่ว่าฟ้ามืดแล้วทั่วป๋าอิ้นก็จะไม่มาโจมตีเมือง ข้ายังจะทำอันใดได้ มีเรื่องอันใด พวกเจ้าก็ว่ามาได้”
หมิงเซวียนลังเล หมิงนั่วกล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าคิดเอ่ยอันใด ก็เอ่ยกับฮูหยินตรงๆ ได้”
ฉู่หลิงมองหมิงเซวียนอย่างนึกสนใจ นางจึงพบว่าแม่นางน้อยผู้นี้ดูแล้วเหมือนกลัวนาง ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ทำอันใดแม่นางผู้นี้หรือ
หมิงเซวียนมองฉู่หลิง เห็นนางไม่ได้มีท่าทางไม่พอใจ ก็กล่าวเบาๆ ว่า “ทูลองค์หญิง หม่อมฉันคิดว่า...หากตอนนี้ทหารไม่พอ ใช่ว่า...ใช่ว่า ให้คนในเมืองมาช่วยกันป้องกันรักษาเมืองได้หรือไม่”
“หืม” ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย มองหมิงเซวียนบอกให้นางเอ่ยต่อ
หมิงเซวียนเอ่ยว่า “ในเมืองชางอวิ๋นมีราษฎรเกือบสี่หมื่นครัวเรือน น่าจะมีคนราวหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นคน ในจำนวนนี้มีชายหนุ่มราวสี่ห้าหมื่นคน พวกเขาก็น่าจะช่วยปกป้องรักษาเมืองได้ อีกอย่างผู้หญิงในเมืองก็ช่วยเหลือได้เช่นกัน”