ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 687
ตอนที่ 455-2 เสียสติแล้ว
เดิมถ่าเค่อฉินคิดตั้งทัพรักษาอำเภอกู่เหลียงไว้ แต่ยามนี้กลับนำทัพเข้าต่อสู้กับกองกำลังเสินโย่วและ กองกำลังจิ้งเป่ยอย่าบ้าคลั่ง กองกำลังทหารแดนใต้ในพื้นที่เมืองรุ่นโจวเองก็เหมือนมีเป้าหมายเดียวกัน พลันเสริมกำลังเข้าโจมตี หานเทียนหนิงเดิมคิดกลับเมืองชางอวิ๋น ก็ไม่อาจทิ้งไปตอนนี้ได้ อีกฟากฝั่ง ชาวเป่ยจิ้นทำลายเส้นทางจากซีฉินไปเมืองชางอวิ๋น หมายความว่าเจ้ามาไม่ได้ ข้าก็ไปไม่ได้เช่นกัน เส้นทางเมืองชางอวิ๋นไปซีฉินย่อมไม่ใช่มีเพียงแต่เส้นทางสายนี้ แต่เส้นทางอื่นล้วนเป็นเส้นทางเล็กคดเคี้ยวและต้องอ้อมไปไกล
สรุปว่าแม้สงครามที่ซีฉินจบลง แต่จวินอู๋ฮวนกับทัพเมืองชางอวิ๋นเกรงว่ายากเร่งเดินทางกลับมาได้
ในยามเดียวกันนี้เอง ทัพเผ่ามั่วเกือบเจ็ดหมื่นกับกองกำลังทหารแดนใต้แสนกว่ากำลังล้อมเมืองชาง อวิ๋น
หลายปีมานี้เป่ยจิ้นล้อมเมืองชางอวิ๋นด้วยจำนวนกองทัพเช่นนี้ ความจริงไม่นับว่ากระไรนัก แต่ปัญหาก็คือตอนนี้เมืองชางอวิ๋นไม่มีกองกำลัง
“ครั้งนี้...จวินอู๋ฮวนแลกเปลี่ยนกับซีฉินขาดทุนแล้ว” ฉู่หลิงมองทัพเป่ยจิ้นไกลออกไปพลางยิ้มเฝื่อนอย่างจนปัญญา ช่วยฉินซูจนต้องเสียพื้นที่ของตนเอง คิดอย่างไรก็ไม่คุ้ม หลายปีมานี้ทั่วป๋าอิ้นก็ทำตัวเงียบสงบมาก ตอนนี้พลันลงมือราวกับสายฟ้าฟาดรวดเร็วรุนแรง สมดังชื่อเสียงขุนพลเลื่องชื่อที่มีผลงานเป็นอันดับต่อจากทั่วป๋าซิ่งเยี่ย
อวิ๋นสิงเยว่เดินอยู่บนกำแพงเมืองเห็นฉู่หลิงนั่งอยู่ริมกำแพงคนเดียว ไม่รู้กำลังคิดอันใด จึงได้ส่งเสียงกระแอมไอเบาๆ ดังขึ้นเสียงหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไป “เป็นอย่างไรบ้าง กดดันมากใช่หรือไม่”
ฉู่หลิงถอนหายใจ “ไหนเลยจะแค่กดดัน เห็นตรงนั้นไหม...ตอนนี้ข้ากำลังว้าวุ่นคิดจะโดดกำแพงเมืองแล้ว”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “ผู้ใดให้เจ้าไปยั่วโมโหทั่วป๋าอิ้น ไม่แน่ว่าปล่อยเขาไปซีฉินก็คงดีกว่า อย่างไรจวินอู๋ฮวนอยู่ที่นั่น ให้เขาไปสู้ตายกับจวินอู๋ฮวนก็จบแล้ว”
ฉู่หลิงกลอกตามองบน “ข้านึกเสียใจภายหลังแล้ว ได้หรือไม่”
อวิ๋นสิงเยว่เห็นท่าทางนางก็อดหัวเราะไม่ได้ ส่ายหน้า “ล้อเล่นเท่านั้น หากข้าเป็นทั่วป๋าอิ้นรู้ว่าเมืองชาง อวิ๋นว่างเปล่าไร้ทหาร ข้าเองก็คงไม่ไปชายแดนอันใดนั่น เข้าตีเมืองชางอวิ๋นเลยไม่ดีหรือ เขาก็เลียนแบบจวินอู๋ฮวนยึดครองเมืองชางอวิ๋นตั้งตนเป็นใหญ่ อย่างไรแม้เขาไปก็ไม่แน่ว่าจะช่วยทหารเป่ยจิ้นพวกนั้นกลับมาได้”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ข้าไม่คิดว่าทั่วป๋าอิ้นจะคิดเพ้อเหมือนเจ้า”
อวิ๋นสิงเยว่เลิกคิ้ว “ดูท่าเจ้าค่อนข้างยอมรับในคุณธรรมของทั่วป๋าอิ้น”
ฉู่หลิงกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่งว่า “เขาเป็นอ๋องเผ่ามั่ว แต่เขาก็เป็นแม่ทัพ หากไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ เขาย่อมไม่ละทิ้งคนเผ่าตนและกองทัพ ดังนั้น...ครั้งนี้พวกเรายิ่งต้องระวัง ยากจะกล่าวว่าเขาจะระบายอารมณ์กับพวกเราให้สะใจหรือไม่”
อย่างไรหากไม่ใช่พวกเราสกัดไว้ ทั่วป๋าอิ้นก็คงถึงชายแดนนานแล้ว ตอนนี้เผ่ามั่วในพื้นที่ซีฉินย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แค้นนี้ต้องสะสางกับพวกนาง
“มีความมั่นใจไหม” อวิ๋นสิงเยว่ถามขึ้น
“ไม่มี” ฉู่หลิงตอบทันทีอย่างไม่ลังเล
อวิ๋นสิงเยว่ถลึงตาจ้องนาง “ที่เจ้าเพิ่งบอกกับขุนพลทหารเหล่านั้นไปไม่เหมือนตอนนี้” ก่อนหน้านี้มีบางคนบอกกับขุนพลทหารเมืองชางอวิ๋นด้วยท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม
ฉู่หลิงกล่าวอย่างไม่พอใจนักว่า “ไม่เช่นนั้นข้าจะทำอย่างไรได้ บอกว่าพวกเราสู้ทั่วป๋าอิ้นไม่ได้ ทุกคนรีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่าหรือ”
“...”
อวิ๋นสิงเยว่ถลึงตาใส่ฉู่หลิง เป็นนานกว่าจะถอนหายใจอย่างหมดแรง “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ก่อนหน้านี้เห็นกันอยู่ว่ายังดีๆ อยู่เลย” พวกเขาเห็นชัดว่าฝีมือสูสีกับทั่วป๋าอิ้น เหตุใดพริบตาก็กลายเป็นเช่นนี้ไปได้
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “คนในย่อมมองไม่เห็น ดีๆ ตอนไหนกัน จวินอู๋ฮวนเล่นกับไฟแต่ต้น กล่าวว่าทหารเมืองชางอวิ๋นสองแสนกว่า แต่ตั้งแต่ต้นก็มีเพียงเซี่ยถิงเจ๋อนำกองทัพออกต้านทาน เจ้าคิดว่าทั่วป๋าอิ้นโง่เง่าหรือ ตอนแรกที่ไม่ได้เคลื่อนไหว ก็คงเพราะสงสัยว่าพวกเราจงใจแสดงท่าทางอ่อนแอล่อพวกเขาให้หลงกล”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “ดังนั้นตอนนี้เขาพบแล้วว่าไม่ใช่อุบาย แต่ว่างเปล่าแท้จริง”
ฉู่หลิงยักไหล่ แสดงท่าทางบอกว่าเขาพูดได้ไม่ผิด
“พวกเราทำอย่างไรดี” อวิ๋นสิงเยว่ถามขึ้น
ฉู่หลิงสุดท้ายมองออกไปไกลทีหนึ่ง หันกลับเดินลงจากกำแพงเมือง “รักษาไว้สิ รักษาไว้จนรักษาไว้ไม่อยู่เป็นอันยุติ”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “ข้าไม่เชื่อเจ้าจะไม่ทำอันใด”
ฉู่หลิงถอนหายใจ “คุณชายอวิ๋น มีวาจาหนึ่งกล่าวว่าคนเรามีแรงจำกัด ตอนนี้ก็เป็นเช่นนี้”
บนโลกใบนี้ไม่มีคนที่ทำได้ทุกสิ่งอย่าง แน่นอนฉู่หลิงก็ย่อมมิใช่ เพียงแต่...หากเมืองชางอวิ๋นต้องพังลงในมือนาง เช่นนั้นก็ช่าง...น่าขัดใจเสียจริง
อวิ๋นสิงเยว่มองนางเดินลงไป ยักไหล่ลูบคางครุ่นคิด “องค์หญิงคล้ายว่ากำลังโมโห มักรู้สึกว่าครั้งนี้หาก รอดไปได้ จวินอู๋ฮวนกลับมาย่อมต้องอนาถมากแน่”
พอคิดถึงสภาพอนาถของจวินอู๋ฮวนแล้ว อวิ๋นสิงเยว่พลันรู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความหวัง ลืมความกลัดกลุ้มวุ่นวายทั้งหมดไปทันที เดินลงกำแพงเมืองไปด้วยอารมณ์ปลอดโปร่งยิ่ง
“พี่อาหลิง” เพิ่งเดินลงจากกำแพงเมืองมาก็ได้ยินเสียงหนูน้อยเรียก ฉู่หลิงชะงักฝีเท้า มองไปยังมุมถนนที่อยู่ไม่ไกลนัก มีเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังยืนมองนางด้วยท่าทางขลาดกลัว ฉู่หลิงอึ้งไปทันที รีบก้าวเข้าไปถามว่า “พ่านเอ๋อร์ เหตุใดมาอยู่ตรงนี้คนเดียว”
หลังพ่านเอ๋อร์ถูกส่งกลับเมืองชางอวิ๋น ก็ถูกเลี้ยงดูอยู่ในจวนเจ้าเมือง ในจวนเจ้าเมืองไม่มีเด็ก พ่านเอ๋อร์เป็นเด็กที่ฮูหยินให้คนพามา ทุกคนในจวนเจ้าเมืองย่อมต้องดีต่อนางไม่เลว แต่ทว่าแม่นางน้อยผู้ผ่านเรื่องราวน่าหวาดกลัวมามาก ผู้ดูแลจวนบอกว่าปกติมักเอาแต่นิ่งเงียบไม่ค่อยพูดจา เพราะว่าจวนเจ้าเมืองไม่มีนายหญิงและไม่มีเพื่อนเล่น ผู้ดูแลจวนก็ยิ่งเป็นห่วงว่าพ่านเอ๋อร์จะกลายเป็นเด็กเก็บกด จึงหาเวลาพานางไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมือง เรื่องนี้ฉู่หลิงเองก็เห็นด้วย เด็กน้อยย่อมต้องสื่อสารกับเด็กน้อยด้วยกันให้มากจึงจะได้
“พี่อาหลิง” พ่านเอ๋อร์มองฉู่หลิงพลางเอ่ยเรียกเบาๆ
ฉู่หลิงยื่นมือไปกุมมือน้อยของนาง กล่าวเบาๆ ว่า “พ่านเอ๋อร์ เจ้าออกมาคนเดียวหรือ เจ้ายังเล็ก ไม่ควรไปไหนมาไหนตามใจตนเองนะ”
พ่านเอ๋อร์ส่ายหน้า “ท่านอวิ๋นพาข้าออกมา ให้ข้ารอเขา” ชี้ไปที่กำแพงเมืองด้านหลังฉู่หลิง
ฉู่หลิงพลันไร้วาจา อวิ๋นสิงเยว่พาเด็กหกขวบมาทิ้งไว้กลางท้องถนน ใจกล้าจริง
“วันหน้าห้ามตามอวิ๋นสิงเยว่ออกมาเที่ยวเล่นแล้วนะ” ฉู่หลิงกำชับ ปล่อยให้อวิ๋นสิงเยว่พาเด็กออกมา เด็กสิบคนก็ไม่พอให้เขาทำหาย
“องค์หญิง วาจาเจ้าเกินไปแล้วกระมัง เจ้ายุ่งทั้งวัน มีแต่ข้าที่คอยเป็นเพื่อนแม่หนูน้อย” อวิ๋นสิงเยว่เดินลงมาจากกำแพงเมืองค่อยๆ เอ่ยอย่างสบายอารมณ์
“...” หรือว่าไม่ใช่เพราะว่าเจ้าเบื่อ จึงได้มาหาแม่หนูน้อยเล่นเป็นเพื่อน ตั้งแต่กลับมาเมืองชางอวิ๋น ฉู่ หลิงก็ยุ่งมากจริงๆ สองสามวันนี้มีเพียงวันที่สองตอนเพิ่งกลับมาได้คุยกับพ่านเอ๋อร์สองสามคำเท่านั้น
นางจูงพ่านเอ๋อร์เดินไปทางจวนเจ้าเมือง พ่านเอ๋อร์มองฉู่หลิงพลางถามขึ้นเบาๆ ว่า “พี่อาหลิง คนเลวพวกนั้น...มาอีกแล้วหรือ”
ฉู่หลิงนิ่งอึ้ง ก้มหน้าลงมองแม่หนูน้อยตรงหน้า ได้เห็นแววหวาดกลัวจากแววตาลึกๆ ของนาง
ฉู่หลิงย่อตัวลง กอดนางเอาไว้
“อย่ากลัว พวกเขาเข้ามาไม่ได้” ฉู่หลิงกล่าวเบาๆ
พ่านเอ๋อร์มองฉู่หลิงครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “อืม ข้าไม่กลัว”
ฉู่หลิงส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ ยื่นมือขึ้นลูบศีรษะนาง ในใจถอนหายใจเบาๆ
เหลือบตาขึ้นมองคนเดินไปมาบนท้องถนน สองวันนี้คนบนถนนน้อยกว่าก่อนหน้านี้อยู่สักหน่อย แม้ว่าไม่ถึงกับตื่นตระหนก แต่บนใบหน้าผู้คนก็ไม่อาจปิดบังความกังวลและตื่นตระหนกอยู่บ้างได้
เพื่อราษฎรเหล่านี้ ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ ในใจฉู่หลิงแอบคิดเงียบๆ
อวิ๋นสิงเยว่ถามขึ้นว่า “องค์หญิงคิดอันใดอยู่”
ฉู่หลิงตอบว่า “คิดว่าควรทำเช่นไรดี อย่างไรก็คงไม่อาจรอให้จวินอู๋ฮวนกลับมาพบว่า แม้แต่รังของเขาก็ถูกพวกเรารักษาเอาไว้ไม่ได้กระมัง”
อวิ๋นสิงเยว่ยิ้มเอ่ย “องค์หญิงทรงปรีชา จวินอู๋ฮวนแต่งเจ้ามาถือว่าเป็นวาสนาสามภพชาติ”
“ขอบคุณที่ชม แต่ไม่จำเป็น เอาแรงไปใช้บนสนามรบดีกว่า”
“...”
ข้าเป็นหมอคนหนึ่งเท่านั้น