ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 689
ตอนที่ 456-2 รักษาเมืองไว้!
ฉู่หลิงมองนางอย่างแปลกใจ ยิ้มเอ่ย “เจ้าคิดได้เช่นนี้นับว่าไม่เลวอย่างมาก”
หมิงเซวียนอึ้งไปทันที เห็นชัดว่าคิดไม่ถึงว่าฉู่หลิงถึงกับเอ่ยชมนาง นางพลันนิ่งอึ้งไปทันที
ฉู่หลิงอมยิ้มถอนหายใจเบาๆ “เรื่องนี้ข้าคิดไว้นานแล้ว เพียงแต่คนในเมืองเป็นชาวบ้านธรรมดา หากให้พวกเขาเข้าร่วมป้องกันรักษาเมืองตอนนี้ ยังไม่เอ่ยว่าจะมีคนยินดีร่วมมือกันเท่าไร แต่ย่อมทำให้พวกเขาตื่นตระหนก อาจทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอย่างมาก”
มองจากหลายมุมมอง การป้องกันรักษาเมืองนั้นความจริงยากกว่าออกพุ่งชนบนสนามรบ ทั่วป๋าอิ้นไปจับตัวชาวบ้านข้างนอกมาเสริมกำลังกองกำลังทหารแดนใต้ได้ตลอดเวลา แต่สำหรับฉู่หลิงแล้ว หากไม่ถึงยามจำเป็นจริงๆ นางไม่อาจให้ราษฎรต้องมาเฝ้ากำแพงปกป้องเมือง
หมิงเซวียนเห็นฉู่หลิงไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ก็อดร้อนใจไม่ได้ “แต่ว่าฮูหยิน...ตอนนี้บนกำแพงเมืองมีคนไม่พอ ก่อนหน้านี้ข้าผ่านมาก็เห็นทหารหลายนายเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว พวกเรา พวกเราช่วยได้!”
ฉู่หลิงมองนาง “พวกเจ้าหรือ”
หมิงเซวียนพยักหน้าจริงจัง “พวกเราช่วยปกป้องเมืองได้!”
หมิงนั่วข้างๆ ยิ้มเอ่ย “ขายหน้าต่อฮูหยินแล้ว หมิงเซวียนหมายความว่าในเมืองมีหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง สองปีมานี้...หญิงสาวในเมืองเริ่มตื่นตัวฝึกยุทธ์”
เรื่องนี้ฉู่หลิงเคยได้ยินมา เพียงแต่ปกตินางไปมาเร่งรีบ ไม่ค่อยได้สมาคมกับบรรดาหญิงสาวในเมือง จึงไม่ค่อยรู้กระจ่างนัก เพียงแต่เคยได้ยินเจินเหนียงเอ่ยถึงบ้างเท่านั้น
หมิงเซวียนเอ่ยด้วยท่าทีเขินอาย “พวกนางได้ยินเรื่องขององค์หญิง ในใจจึงได้บังเกิดความคิดอยากเริ่มเรียนยุทธ์ จึงได้เชิญอาจารย์มาสอนอยู่ระยะหนึ่ง ตอนหมิงเซวียนยังเด็ก แม้ว่านิสัยไม่ค่อยดี แต่วิทยายุทธ์ก็ฝึกได้ไม่เลว เป็นอาจารย์ให้บรรดาแม่นางในเมืองก็พอได้อยู่
ฉู่หลิงนึกอยากรู้อยู่บ้าง “อ้อ พวกเจ้ามีกันกี่คน”
หมิงเซวียนตอบว่า “พวกเรามีกันห้าหกสิบคน แต่...พวกเรายังหาคนมาเพิ่มได้อีก น่าจะได้ราวห้าหกร้อยคน”
คนที่สนิทกับหมิงเซวียนได้ย่อมมิใช่คนธรรมดาทั่วไป เช่นนี้แม่นางเหล่านี้ย่อมมีผู้ติดตามและมีญาติมิตรตนเองอีกกลุ่ม รวมห้าหกร้อยคนก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยากอันใด
หมิงนั่วเองก็ช่วยพูด “ฮูหยิน ความจริงให้พวกนางช่วยสักหน่อยก็ได้ พวกเราให้คนที่ร่างกายแข็งแรงสูงใหญ่หรือฝึกยุทธ์มาขึ้นไปช่วยเหลือบนกำแพงเมืองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ชายฉกรรจ์ขึ้นไปตลอด ข้าน้อยเคยเห็นพวกหมิงเซวียน ความสามารถ...ไม่นับว่าดี แต่ก็มิใช่ตัวถ่วงอย่างแน่ขาด แต่เพราะเป็นแม่นาง...ก็ไม่รู้ความกล้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หมิงนั่วย่อมเข้าใจความกังวลของฉู่หลิง หญิงสาวหลายคนถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ไม่เคยได้เห็นโลกภายนอก มีพวกมีพรสวรรค์ดี วิทยายุทธ์ฝึกได้ไม่เลว แต่หากออกสนามรบสังหารศัตรูจริง ก็อาจตกใจแน่นิ่งได้ หากเป็นเช่นนี้ ขึ้นไปบนกำแพงเมืองก็คงเป็นได้แค่ตัวถ่วง
หมิงเซวียนเอ่ยว่า “ฮูหยิน พี่หมิงนั่ว พวกท่านวางใจ พวกเราไม่กลัว!”
ฉู่หลิงคิ้วกระตุกเล็กน้อย “เจ้าไม่กลัว ข้าเชื่อ แต่พวกนางเองก็ไม่กลัวเหมือนเจ้าหรือ”
หมิงเซวียนพยักหน้าหนักแน่น “พวกเรา...พวกเราเคยออกไปลองมาแล้ว”
ฉู่หลิงกับหมิงนั่วต่างพากันนิ่งอึ้ง หมิงนั่วได้สติคืนมาอย่างรวดเร็ว ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าแอบหนีออกไปทำอันใดกัน”
หมิงเซวียนกล่าวเบาๆ ว่า “ข้า...พี่เยียนเอ๋อร์ ยังมีพวกไป๋ลู่ เขียนจดหมายมาบอกข้าว่าองค์หญิงพาพวกนางไปปราบโจร พวกเราก็เลย...” หมิงนั่วอดกระตุกมุมปากไม่ได้ “พวกเจ้าก็เลยไปปราบโจรหรือ” ไม่สิ ละแวกเมืองชางอวิ๋นไหนเลยจะมีโจรให้พวกนางปราบ
หมิงเซวียนส่ายหน้า “พวกเรา...พวกเราไปซุ่มโจมตีกองกำลังทหารแดนใต้หลายครั้ง”
“...”
เมืองชางอวิ๋นอาณาเขตกว้างพอสมควร กองกำลังทหารแดนใต้รอบเมืองชางอวิ๋นส่วนใหญ่ไม่กล้ามาหาเรื่องชาวเมืองชางอวิ๋น แต่ก็มักมีพวกใจกล้าลอบข้ามเขตเข้ามาขโมยของ พวกเขามักจะมากันแบบกลุ่มเล็กหรือไม่กี่คน ขโมยได้ของแล้วก็กลับ ทัพเมืองชางอวิ๋นได้ข่าวหลังเกิดเรื่อง สถานการณ์เช่นนี้ แม้ทัพเมือง ชางอวิ๋นแบ่งกำลังลาดตระเวนก็ไม่อาจปกคลุมทุกพื้นที่ได้ หมิงเซวียนเอ่ยถึงกองกำลังทหารแดนใต้ เกรงว่าก็คือพวกที่ลอบเข้ามาทำร้ายราษฎรเมืองชางอวิ๋นขโมยของแล้วหนีไปพวกนั้น
“พวกเจ้า...” หมิงนั่วกัดฟัน หากไม่ใช่ว่าวันนี้มาพบฮูหยินเป็นเพื่อนหมิงเซวียน เขาเองก็คงยังไม่รู้ว่าน้องสาวตนเองถึงกับใจกล้าเพียงนี้ ดูท่าหลายปีก่อนบทเรียนที่ได้รับไปยังไม่พอ
หมิงเซวียนเห็นพี่ใหญ่โมโห ก็รีบลุกขึ้นยืนถอยห่างจากเขา ส่งสายตาน่าสงสารมองฉู่หลิง ฉู่หลิงไม่ได้รู้สึกว่ามีอันใด เพียงแต่นึกอยากรู้อยู่บ้าง “พวกเจ้าไปซุ่มตีกองกำลังทหารแดนใต้ ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือ”
หากมีคนได้รับบาดเจ็บ ย่อมต้องมีคนรู้นานแล้ว
หมิงเซวียนเอ่ยว่า “พวกเราคนมาก เล็งว่าคนน้อยแล้วจึงได้ซุ่มโจมตี มีคนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มาก ทุกคนช่วยกันปิดบังไว้ได้”
เช่นว่ามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บก็ส่งคนไปบอกคนในครอบครัวนางว่านางไปเที่ยวเล่นบ้านเพื่อนสักสองสามวันอะไรทำนองนี้
ฉู่หลิงหัวเราะขำพรืด ความลำบากเหนื่อยล้ามาทั้งวันคล้ายว่ามลายหายไปสิ้นเพราะเรื่องความใจกล้าเหิมเกริมของแม่นางเหล่านี้
“องค์หญิง...” หมิงเซวียนมองฉู่หลิง “พวกเราช่วยได้ องค์หญิงให้พวกเราช่วยเถอะ” นางได้รับการไหว้วานจากบรรดาพี่น้องนางให้มาทูลขอ ไม่อาจกลับไปมือเปล่าได้
ฉู่หลิงคิดแล้วก็พยักหน้า “ก็ได้ อีกครู่หนึ่งเจ้าพาคนไปพบข้าบนกำแพงเมือง หมิงนั่ว”
“ฮูหยิน” หมิงนั่วรีบรับคำ
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ทำตามความเห็นเจ้า บรรดาคนดูแลจวน คนเคยฝึกยุทธ์มา หรือชายหนุ่มที่ยินดีช่วยป้องกันรักษาเมือง ให้ขึ้นไปรวมตัวบนกำแพงเมือง รักษาไว้ให้ได้เพียงแค่สามวัน ทุกคนล้วนได้รางวัล!”
“ขอรับฮูหยิน!” หมิงเหยารับคำทันที
ตอนฉู่หลิงขึ้นมาบนกำแพงเมืองอีกครั้ง หน้าประตูเมืองยังคงรบรากันอยู่
แม่นางที่แต่งกายทะมัดทะแมงเดินตามฉู่หลิงขึ้นมาบนกำแพงเมือง อายุไม่จำกัด ถึงกับมีหญิงสาวที่ออกเรือนแล้ว พอเห็นพวกนาง ขุนพลทหารที่รักษาเมืองไว้ก็พากันตกใจสะดุ้ง รีบเข้ามาต้อนรับ “ฮูหยิน นี่คือ...”ในเวลานี้แล้ว ฮูหยินพาหญิงสาวมากมายเช่นนี้ขึ้นมาทำอันใด แม่นางน้อยพวกนี้ปีนขึ้นมาชมหรือ
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “ไม่ต้องสนใจพวกนาง”
รองแม่ทัพมองแม่นางเหล่านี้ทีหนึ่ง พอจำสถานะหมิงเซวียนที่ยืนข้างกายฉู่หลิงได้
เห็นชัดว่าหมิงเซวียนเองก็รู้จักรองแม่ทัพ รีบเอ่ยว่า “ท่านแม่ทัพไม่ต้องสนใจพวกเรา พวกเรามาช่วย!”
“...” รองแม่ทัพกลับไม่คิดเช่นนั้น เพียงแต่เห็นว่าฉู่หลิงไม่ได้เอ่ยอันใด จึงไม่ได้เอ่ยอันใดเช่นกัน
หลายคนในเมืองชางอวิ๋นไม่รู้ว่าฮูหยินท่านเจ้าเมืองกับองค์หญิงเสินโย่วคือคนเดียวกัน แต่ฮูหยินท่านเจ้าเมืองร้ายกาจมาก และตำนานองค์หญิงเสินโย่วกับท่านหญิงอู่อันก็เป็นที่เลื่องลือกันในเมืองชางอวิ๋น สองปีมานี้มักมีหญิงสาวต้องการจะฝึกยุทธ์ เพียงแต่หญิงสาวเหล่านี้ไม่คิดว่า หญิงสาวใต้หล้าจะมีสักกี่คนที่จะเก่งกาจได้เหมือนองค์หญิงเสินโย่วและฮูหยิน
ฉู่หลิงย่อมเข้าใจความคิดรองแม่ทัพ ยิ้มเอ่ย “ท่านรองแม่ทัพไม่ต้องคิดมาก ทุกคนมีหน้าที่เฝ้ารักษากำแพงเมืองชางอวิ๋น ในเมื่อพวกนางยินดีมา ก็คงไม่อาจไล่พวกนางกลับไป ท่านวางใจ พวกนางจะไม่รบกวนการทำงานของท่านรองแม่ทัพ”
รองแม่ทัพพยักหน้า “เช่นนี้ได้ก็จะดีที่สุด ข้าน้อยขอตัวก่อน”
“ไปได้”
รองแม่ทัพประสานมือถอยออกไป ฉู่หลิงมองไปทางบรรดาแม่นางที่กำลังฮึกเหิมด้านหลัง นางได้พบแม่นางเหล่านี้หลายคนเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่ยังเรียกชื่อไม่ถูก แต่ทว่าความกล้าหาญของพวกนางกลับทำให้ฉู่หลิงรู้สึกชื่นชมมาก เพียงแต่หวังว่าความกล้านี้อย่าได้กลายเป็นความกล้าแบบโง่เขลา
“ฮูหยิน พวกเราต้องทำอย่างไรบ้าง” หมิงเซวียนถามขึ้น
ฉู่หลิงตอบว่า “เจ้าฝีมือดีที่สุด ให้เจ้านำพวกนางเฝ้า...แถบนี้ไว้” ฉู่หลิงวาดพื้นที่ไม่ยาวนัก รอบด้านไม่มีทหารประจำการ เป็นเพราะว่ากำลังทหารจำกัด ที่นี่ทหารศัตรูไม่โจมตี ดังนั้นจึงได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ แต่ทันทีที่เกิดเหตุเปลี่ยนแปลง ก็จะมีทหารสองข้างเข้ามาเสริมทันที พอดีหญิงสาวเหล่านี้มาเสริมกำลังสถานที่ที่คล้ายว่ามีกำลังทหารหรือไม่มีก็ได้
พวกหมิงเซวียนย่อมไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด รู้เพียงฮูหยินแบ่งภารกิจให้พวกนาง ทุกคนต่างฮึกเหิมขึ้นมา รับคำพร้อมเพรียง “เจ้าค่ะ ฮูหยิน!”
ในยามนี้เอง ด้านหน้าประตูเมืองไม่ไกลนัก ก็มีเสียงเข้าโจมตีของทหารเป่ยจิ้นดังขึ้นอีกครั้ง บนกำแพงเมืองพลันวุ่นวายโกลาหลกันขึ้นมาทันที มองเห็นสายไฟสว่างวาบอยู่ไกลออกไปพร้อมกับเงาคนเคลื่อนไหว ฉู่ หลิงมองทุกคนพลางกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ไม่ต้องไปที่ใด เฝ้าตำแหน่งนี้ของพวกเจ้าไว้ เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน!” ทุกคนต่างรับคำพร้อมเพรียง
ฉู่หลิงพยักหน้าทิ้งพวกนางไว้ที่นี่ ตนเองวิ่งไปทางประตูเมือง