ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 686
ตอนที่ 455-1 เสียสติแล้ว
ค่ำคืนดึกดื่นเงาร่างชุดขาวทะยานผ่านถนนเมืองเหนือเงียบเชียบไร้สำเนียงราวกับภูตผี ทะยานข้ามหลังคาหลังหนึ่ง เข้าไปลานด้านในที่ไม่สะดุดตานักอย่างไร้ซุ่มเสียง เพิ่งแตะลงพื้น ห้องที่มีแสงไฟจุดสว่างก็พลันมีเสียงดังกังวานออกมา “ราชครูมาเยือนดึกดื่น ไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอันใด” พร้อมกับประตูที่ถูกหมิงเหยาในชุดผ้าธรรมดาเปิดออก เขายืนหน้าประตูอมยิ้มมองคนกลางลาน
หนานกงอวี้เยว่ยืนไพล่มือคล้ายไม่สนใจทหารองครักษ์รอบกายที่กำลังมองมาด้วยความหวาดระแวง เพียงแต่กล่าวเยียบเย็นว่า “หมิงเหยา ออกมา”
หมิงเหยายิ้มเอ่ย “ค่ำคืนดึกดื่น น้ำค้างลงหนา ราชครูมีเรื่องใดเข้ามาคุยด้านในก็ได้” กล่าวจบก็หันหลังเดินเข้าไปในห้อง
หากยามปกติมีคนกล้าเหิมเกริมต่อหน้าราชครูเช่นนี้ หนานกงอวี้เยว่ก็คงฟาดฝ่ามือใส่ไปนานแล้ว แต่ครั้งนี้หนานกงอวี้เยว่กลับเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปในห้อง หมิงเหยานั่งอยู่ในห้องหนังสือ ในมือถือชาที่กำลังอุ่น เห็นชัดว่ามารอหนานกงอวี้เยว่นานแล้ว
หมิงเหยามองหนานกงอวี้เยว่อย่างนึกสนใจ “ราชครูมาด้วยตนเอง ไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอันใด”
หนานกงอวี้เยว่ถามขึ้นว่า “จวินอู๋ฮวนต้องการทำอันใด”
หมิงเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง “เรื่องที่ท่านเจ้าเมืองต้องการทำ ไม่ใช่ว่าราชครูรู้มาตลอดหรือ หรือว่าราชครูเองก็คิดจะทำด้วย เหตุใดท่านและข้าเดินมาถึงจุดนี้ได้ ตอนนี้ราชครูมาถามปัญหานี้...หรือคิดเสียใจอยากกลับคำ”
หนานกงอวี้เยว่เหลือบมองเขาทีหนึ่ง ยิ้มเยียบเย็น “หากข้าคิดเสียใจอยากกลับคำจะบอกเจ้าหรือ”
หมิงเหยายิ้มบาง “ก็จริง หากราชครูคิดเสียใจอยากกลับคำจริง ยามนี้เกรงว่าข้าก็คงอยู่ในคุกเป่ยจิ้นแล้ว เช่นนั้น วันนี้ราชครู…มาด้วยเรื่องอันใด”
หนานกงอวี้เยว่พิงพนักเก้าอี้ หรี่ตามองประเมินหมิงเหยา “เซี่ยถิงเจ๋อตายแล้ว”
แก้วน้ำชาในมือหมิงเหยาชะงักพร้อมกับสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เป็นนานก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ข้าเองก็เพิ่งได้ข่าวมา”
ข่าวเมืองชางอวิ๋นฉับไวอย่างไร แต่หนทางยาวไกล พอข่าวส่งมาถึงเมืองเหนือก็กลายเป็นข่าวเก่าไปแล้ว
หนานกงอวี้เยว่เลิกคิ้วถามขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้จวินอู๋ฮวนเคยคิดไหมว่าเซี่ยถิงเจ๋อจะตาย”
หมิงเหยายิ้มเฝื่อนอย่างจนปัญญา “ราชครู ท่านเจ้าเมืองไม่ใช่เทพเซียนที่จะรู้ทุกเรื่อง ตามหลักแล้ว…แม้ไป๋หลี่ชิงหงลงมือด้วยตนเองแม่ทัพเซี่ยก็ไม่ควรเกิดเรื่องอันใด”
ท่านเจ้าเมืองจัดกำลังอารักขาข้างกายเซี่ยถิงเจ๋อไว้เพียงพอแล้ว เรื่องเซี่ยถิงเจ๋อเหนือความคาดหมายของหมิงเหยาจริงๆ
หนานกงอวี้เยว่เท้าคางอย่างเกียจคร้าน “กล่าวเช่นนี้ การตายของเซี่ยถิงเจ๋อก็เป็นเพียงประโยชน์ต่อไป๋หลี่ชิงหง เจ้าแน่ใจว่าพวกเจ้ายังควบคุมไป๋หลี่ชิงหงได้หรือ”
หมิงเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกเราไม่อาจควบคุมผู้ใด ส่วนไป๋หลี่ชิงหง...ท่านเจ้าเมืองพวกเราบอกแล้วว่า ไม่ใช่มิตรและไม่ใช่ศัตรู”
ไป๋หลี่ชิงหงจะปล่อยให้ผู้ใดมาควบคุมง่ายๆ ได้อย่างไร
หนานกงอวี้เยว่ยิ้มเอ่ย “หืม เช่นนั้นก็ยิ่งแย่แล้ว”
หมิงเหยาขมวดคิ้วมองหนานกงอวี้เยว่ กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ราชครูมีอันใด ไม่สู้กล่าวมาตามตรง”
หนานกงอวี้เยว่ยากจะเปิดเผยตรงไปตรงมา จ้องมองหมิงเหยากล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ไป๋หลี่ชิงหงเสียสติแล้ว”
“อะไรนะ?” หมิงเหยานิ่งอึ้ง ไม่ค่อยแน่ใจคำพูดของหนานกงอวี้เยว่ว่าแท้จริงด่าไป๋หลี่ชิงหงเพียงอย่างเดียว หรือหมายความเช่นนี้จริง
หนานกงอวี้เยว่มองเขา “หากเจ้าคิดไม่เข้าใจ ก็นำวาจานี้ไปบอกจวินอู๋ฮวน เขาน่าจะเข้าใจ จะได้ไม่ต้องให้เขาแอบด่าข้าว่าคนบ้าเสียสติลับหลังกับเซิงเซิงได้ทุกวัน แท้จริงผู้ใดควรเรียกว่าคนบ้าเสียสติกันแน่”
หมิงเหยาขมวดคิ้วแน่น เขายังคงไม่ค่อยเข้าใจวาจาหนานกงอวี้เยว่หมายความอย่างไร แต่ก็พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว จะรีบส่งคนนำจดหมายไปรายงานต่อท่านเจ้าเมือง”
หนานกงอวี้เยว่พยักหน้า ลุกขึ้นยืนเตรียมออกไป “ให้คนของเจ้าหลบไป๋หลี่ชิงหงหน่อย คนบ้าเสียสติ...สังหารคนไม่สนใจว่าผู้ใด อีกอย่าง สถานะเซิงเซิงน่าจะไม่อาจปิดบังแล้ว ให้นางระวังตัวหน่อย ครั้งนี้ทั่วป๋า เหลียงน่าจะโมโหแทบกระอักโลหิตจริงๆ แล้ว”
ทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ปิดบังไม่ได้แล้ว เซิงเซิง...ไม่เสียทีที่เป็นเซิงเซิงของเขาจริงๆ
“...”
หมิงเหยาที่ถูกทิ้งขว้างกะทันหันมีสีหน้าเช่นไร
หนานกงอวี้เยว่หันหลังเดินออกจากห้องหนังสือไปทันที มาหยุดยืนอยู่ใต้ชายคามองท้องฟ้าทีหนึ่ง คืนนี้ไร้จันทราและดารา มองผ่านชายคาไปบนท้องฟ้าดุจดังม่านรัตติกาลมืดสนิท มองอยู่เป็นนานทำให้คนอดรู้สึกหนาวเหน็บในใจมิได้
หนานกงอวี้เยว่ส่งเสียงหัวเราะขึ้นเบาๆ กล่าวงึมงำว่า “ไป๋หลี่ชิงหง...จวินอู๋ฮวน เอาเถอะ อย่างไรคนโชคร้ายก็คงมิใช่ข้า”
ร่างเงาชุดขาวทะยานข้ามหลังคา หายลับไปท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด
เมืองชางอวิ๋น
ฉู่หลิงกลับถึงเมืองชางอวิ๋นได้สี่วันแล้ว สี่วันนี้ทั่วป๋าอิ้นนำกำลังโจมตีเมืองชางอวิ๋นสองครั้ง และทุกครั้งก็มีกำลังทหารมากกว่าเดิม เห็นชัดว่าทั่วป๋าอิ้นกำลังรอกองหนุนและรวบรวมกองกำลังทหารแดนใต้ที่กระจัดกระจาย ทั้งยังเตรียมปิดล้อมเมืองชางอวิ๋น
ฉู่หลิงกับเซียวเหมิงยืนเคียงกันอยู่บนกำแพงเมือง มองไปยังทัพใหญ่เป่ยจิ้นที่อยู่ไม่ไกลนัก พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “กองทัพที่รวบรวมมาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ทั่วป๋าอิ้นนำกำลังมากมายเช่นนี้มาจากที่ใดกัน” พวกเขาพอรู้จำนวนกองทัพละแวกนี้กันอยู่
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “เจ้าลืมแล้วหรือ หลายปีมานี้ชาวเป่ยจิ้นตั้งศาลาพักแรมไปทั่ว หากสถานการณ์เร่งด่วน ทั่วป๋าอิ้นสั่งเคลื่อนกำลังทหารประจำศาลาพักแรมเป่ยจิ้นมาได้ แม้ว่าคนไม่มาก แต่มารวมกันก็มีจำนวนไม่น้อย ส่วนกองกำลังทหารแดนใต้...ก็ยิ่งง่ายดาย”
แววตาเซียวเหมิงไม่เข้าใจ แต่ก็รับรู้อย่างรวดเร็ว “กองกำลังทหารแดนใต้พวกนั้นเพิ่งถูกเรียกตัวมา” มีบางคนแม้แต่เสื้อผ้ายังไม่ได้เปลี่ยน เสื้อผ้าที่สวมยังคงเป็นชุดผ้าป่านแบบชาวบ้าน
ฉู่หลิงเอ่ยต่อ “ไม่สู้กล่าวว่า เป็นราษฎรไร้อาวุธในมือ”
“เขาคิดจะทำอันใด!” เซียวเหมิงขมวดคิ้วกล่าว
ฉู่หลิงตอบขึ้น “ทั่วป๋าอิ้นเป็นคนฉลาด เขารู้ดีว่ากองหนุนมาไม่ทัน ตอนนี้แม้ไปถึงชายแดนซีฉินก็ไม่ทันแล้ว ดังนั้น...”
“ดังนั้น?” เซียวเหมิงมองฉู่หลิง ฉู่หลิงสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง “เขาจะตีเมืองชางอวิ๋น ไม่สิ...ความคิดนี้ของเขาไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่น่าจะมีมานานแล้ว ดังนั้น...กองทัพเป่ยจิ้นไม่แน่ว่าจะมาถึงในไม่ช้า”
เซียวเหมิงขมวดคิ้ว “ทั่วป๋าเหลียงจะยอมให้ทั่วป๋าอิ้นสร้างผลงานนี้หรือ”
ฉู่หลิงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “เจ้าอย่าลืม เดิมภารกิจทั่วป๋าอิ้นก็คือช่วยทัพเป่ยจิ้นที่ชายแดนซีฉิน เขาล้มเหลวแล้ว คิดตีเมืองชางอวิ๋น เพราะเขาคิดจะสร้างผลงานลบล้างความผิด หากพ่ายแพ้อีกครั้ง...”
หากเป็นยามปกติ ทั่วป๋าอิ้นตีเมืองชางอวิ๋นได้ย่อมต้องเป็นผลงานความชอบยิ่งใหญ่ แต่ครั้งนี้เพราะว่ากองหนุนอันน่ารังเกียจทำให้ทัพเผ่ามั่วหลายหมื่นถูกบีบให้กลายเป็นหมากที่ถูกทิ้ง แม้ว่าตีเมืองชางอวิ๋นได้ อย่างมากทั่วป๋าอิ้นก็ได้เพียงแค่ความชอบชดใช้ความผิดเท่านั้น
เซียวเหมิงเข้าใจทันที เขาเองก็เป็นคนที่อยู่ในวงการขุนนางมา ย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ “หากพ่ายแพ้อีก เกรงว่าอ๋องเสิ่นเป่ยจิ้น...ก็คงจบสิ้นแล้ว”
ฉู่หลิงเอียงคอครุ่นคิดปัญหานี้ “หากทั่วป๋าอิ้นตีเมืองชางอวิ๋นได้...แท้จริงทั่วป๋าเหลียงหวังให้เขาตีเมืองชางอวิ๋นได้หรือไม่กันแน่ เซียวเหมิง เจ้าว่าอย่างไร”
เซียวเหมิงลังเลครู่หนึ่ง “อย่างไรทั่วป๋าเหลียงก็เป็นฮ่องเต้ น่าจะเห็นแก่แผ่นดินเป็นสำคัญ”
ฉู่หลิงพยักหน้า “ข้าเองก็คิดเช่นนี้ ดังนั้น...พวกเรายุ่งยากใหญ่แล้ว หวังว่าจวินอู๋ฮวนจะกลับมาถึงเมืองชางอวิ๋นเร็วกว่ากองหนุนของทั่วป๋าอิ้นก่อนก้าวหนึ่ง”
ทั่วป๋าอิ้นได้เป็นแม่ทัพมีชื่อของเป่ยจิ้นตั้งแต่ยังหนุ่มย่อมไม่ใช่ชื่อเสียงจอมปลอม ก่อนหน้านี้เพราะมีเรื่องเซี่ยถิงเจ๋อขัดขวาง ต่อมาได้ฉู่หลิงยื้อเวลาอีกนิด จึงตกเป็นรอง และยังมีปัจจัยภายนอกมากมายมารวมกันก่อให้เกิดขึ้น เซี่ยถิงเจ๋อกับฉู่หลิงก็มีความสามารถในการนำกำลังรบเก่งกาจเหนือสามัญ มิใช่ว่าทั่วป๋าอิ้นนำทัพไม่ดี แต่ทันที่เขาทิ้งเป้าหมายเดิม หันไปสู่อีกเป้าหมายหนึ่ง ก็ย่อมสร้างความตื่นตกใจได้ไม่น้อย
ไม่นานเมืองชางอวิ๋นก็ได้รับข่าวไม่ค่อยดีนัก