ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 679
ตอนที่ 451-2 สถานการณ์ยากลำบาก
ฉินซูพยักหน้าเลิกคิ้วถามขึ้น “ทั่วป๋าอิ้นร้อนใจเช่นนี้ก็เพื่อไปช่วยทหารเป่ยจิ้นที่ถูกกักอยู่ที่ซีฉิน หากให้เขารู้ว่าเพราะว่าพวกเขาบีบเมืองชางอวิ๋นมากเกินไป ทำให้ท่านเจ้าเมืองเยี่ยนยิ่งร้อนใจจัดการทหารเป่ยจิ้น...”
จวินอู๋ฮวนกลับไม่สนใจวาจาเหล่านี้ของเขา คิ้วที่ขมวดเล็กน้อยยังคงไม่คลาย จ้องมองแผนที่ตรงหน้า กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ขอเพียงศึกพรุ่งนี้ทุกอย่างราบรื่น แผ่นดินท่านก็น่าจะสงบสุขได้พอสมควรแล้ว ท่านอ๋อง...อย่าได้ลืมรักษาคำสัญญา”
ฉินซูยิ้มเอ่ย “แน่นอน หากท่านเจ้าเมืองเยี่ยนไม่เชื่อใจข้า จะร่วมมือกับข้าได้อย่างไร”
จวินอู๋ฮวนตอบทันทีว่า “ข้ารู้เพียงแค่ใจคนเปลี่ยนแปลงร้อยพัน”
“ท่านเจ้าเมืองเยี่ยนหมายถึงไป๋หลี่ชิงหงหรือ” ฉินซูเลิกคิ้วกล่าว
จวินอู๋ฮวนไม่ตอบ
ฉินซูเอ่ยขึ้นต่อ “ความจริง สำหรับไป๋หลี่ชิงหง...ข้าเองก็ไม่รู้ว่าควรวิพากษ์วิจารณ์เขาเช่นไร แต่เขาในตอนนี้ ท่านเจ้าเมืองเยี่ยนยังกล้าร่วมมือกับเขา ช่างน่าเลื่อมใส”
จวินอู๋ฮวนมองเขาพลางกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ท่านอ๋องกำลังพูดถึงตัวท่านเองหรือ ท่านเองหนีจากเมืองเหนือมาอย่างราบรื่นได้ ไม่ใช่เพราะแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับไป๋หลี่ชิงหงหรือ”
ฉินซูยิ้มอย่างจนปัญญา ยังไม่ทันได้อธิบาย ก็ได้ยินจวินอู๋ฮวนเอ่ย “หากท่านรู้สึกว่าไม่รู้ควรวิพากษ์วิจารณ์ไป๋หลี่ชิงหงเช่นไร ไม่ลองคิดว่าหากอีกสิบปีต่อมา น้องชายท่านยังไม่ตาย จะเป็นเช่นไร”
สีหน้าฉินซูแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จนกระทั่งออกจากประตูไปก็ยังไม่กล่าวอันใดสักคำ
ส่งฉินซูกลับไปแล้ว จวินอู๋ฮวนมองจดหมายบนโต๊ะ สีหน้าค่อยๆ เคร่งขรึมลง
“เข้ามา!” ครู่หนึ่งก็มีชายชุดเทาเดินเข้ามาเงียบเชียบไร้เสียง “คุณชาย”
จวินอู๋ฮวนกล่าวน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “เหตุใดไป๋หลี่ชิงหงไปถึงเมืองชางอวิ๋น ข้าถึงเพิ่งได้ข่าว! ให้คนไปถามหมิงจิ้ง เขากำลังทำอันใด”
“ขอรับคุณชาย” ชายหนุ่มเสื้อเทาประสานมือรับคำ ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบอีกครั้ง
จวินอู๋ฮวนขมวดคิ้ว นิ้วมือถูหยกประดับที่เอวครุ่นคิด “อาหลิง...”
พวกทั่วป๋าอิ้นเป็นดังที่พวกฉู่หลิงคาดไว้ สงบได้สองวัน ทัพเมืองชางอวิ๋นก็ได้โอกาสพักสักครั้ง เพียงแต่ครั้งก่อนสูญเสียไม่น้อยจริง ๆ ตอนนี้ทัพเมืองชางอวิ๋นเหลือแค่ราวสองหมื่นต้นที่พร้อมออกศึกตลอดเวลา ที่เหลือน่าจะบาดเจ็บส่งกลับไปเมืองชางอวิ๋นที่ห่างออกไปยี่สิบสามสิบลี้ได้ เพียงแต่เห็นชัดว่าทั่วป๋าอิ้นไม่คิดให้เวลานางนานนัก แม้แต่ทั่วป๋าอิ้นเองก็ไม่ได้มีเวลามาก สองวันต่อมา พวกฉู่หลิงก็ได้ข่าว มีกองกำลังทหารแดนใต้กองหนึ่งกำลังมุ่งตรงไปยังเมืองชางอวิ๋น
หลังผ่านศึกใหญ่หลายวันก่อนมา ตอนนี้ที่ขุนพลทัพเมืองชางอวิ๋นรังเกียจที่สุดน่าจะเป็นกองกำลังทหารแดนใต้ หากใช้วาจาอวิ๋นสิงเยว่มากล่าวก็คือ ตายไปชุดก็มาอีกชุด เหมือนว่าตายอย่างไรก็ไม่หมดไม่สิ้น เรื่องนี้นับเป็นข่าวร้ายของทัพเมืองชางอวิ๋น แต่สำหรับกองกำลังทหารแดนใต้พวกนั้นแล้ว ก็มิใช่โศกนาฏกรรมหรอกหรือ ก็เหมือนของเหลือใช้ที่คนไม่เห็นค่า ไร้ซึ่งราคา ไม่ว่าตายไปเท่าไร ก็มีคนมาทดแทนอย่างรวดเร็ว คงต้องรอสักวันหนึ่งที่พวกเขาหาชาวเทียนฉี่มาเสริมกำลังกองกำลังทหารแดนใต้ไม่ได้จึงจะหยุดกระมัง
พอทุกคนได้ยินข่าวนี้ ต่างก็สบตากัน ครู่หนึ่งรองแม่ทัพหลิวก็เอ่ยถามขึ้นก่อนว่า “ฮูหยิน พวกเราทำอย่างไรดี กองกำลังทหารแดนใต้...แม้แค่ทำให้เหนื่อย แต่ก็อาจทำพวกเราเหนื่อยตายได้จริงๆ”
แม้ทัพเมืองชางอวิ๋นเป็นชายฉกรรจ์ชำนาญศึก แต่หากกองกำลังทหารแดนใต้ไหลบ่ามาไม่หยุดไม่หย่อนเช่นนี้ พวกเขาเองก็ทนรับไม่ไหวเช่นกัน
ฉู่หลิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ก้มหน้าลงครุ่นคิดปัญหานี้ พอเงยหน้าเห็นสีหน้าเป็นห่วงของรองแม่ทัพหลิว จึงเอ่ยปลอบว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง หานเทียนหนิงได้ข่าวแล้วน่าจะรีบกลับมา ทางเยี่ยนหลิงก็น่าจะเช่นกัน แต่...ชายแดนห่างจากเมืองชางอวิ๋นไกลอยู่สักหน่อย เกรงว่าต้องช้าอีกสักหน่อย พวกเราได้แต่เฝ้าเอาไว้อีกสองสามวัน รอหานเทียนหนิงนำกำลังกลับมาก็คงพอสมควรพอดี
รองแม่ทัพหลิวพยักหน้า เห็นสีหน้าสงบนิ่งของฉู่หลิงก็พลอยผ่อนคลายความกังวลลงไปด้วย
“ส่วนกองกำลังทหารแดนใต้ บางทีอาจลองคิดหาหนทางได้” ฉู่หลิงเล่นดาบจันทราในมือพลางกล่าว
ทุกคนต่างพากันมองไปทางฉู่หลิง ฉู่หลิงเงยหน้าอมยิ้มมองไปทางพวกเขา “กองกำลังทหารแดนใต้หนึ่งแสน แค่ตีก็แตกพ่าย เจ้าว่ากองกำลังทหารแดนใต้ที่ถูกส่งมาเมืองชางอวิ๋นพวกนั้น จะกลัวไม่กลัว”
อวิ๋นสิงเยว่กลอกตาคิด “เจ้าคิดจะห้ามพวกเขาไม่ให้มาเมืองชางอวิ๋นหรือ เกรงว่าไม่ง่ายกระมัง การลงโทษของเป่ยจิ้นยามฝ่าฝืนคำสั่งนั้นน่ากลัวมาก ไม่มีขุนพลทหารหรือพลทหารใดกล้าเสี่ยงอันตรายนี้”
ฉู่หลิงเอ่ยว่า “หากแม้แต่ความตายก็ไม่กลัวแล้ว ยังมีอันใดต้องกลัวเป่ยจิ้น การลงโทษทหารหนีทัพเองก็น่ากลัวมาก แต่เจ้าว่าวันใดกองกำลังทหารแดนใต้ที่หนีไปจะถูกชาวเผ่ามั่วตามจับกลับมาได้หมด พวกเขาจะยอมกลับมาเองแต่โดยดีหรือ”
แน่นอนว่าไม่ เพราะแพ้ศึกก็เท่ากับตายเช่นกัน!
เซียวเหมิงมองฉู่หลิงถามขึ้นว่า “องค์หญิงต้องการทำอันใด”
ฉู่หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ข้าอยากไปพบหัวหน้ากองกำลังทหารแดนใต้กองนั้นสักหน่อย ส่วนทางนี้ รบกวนขุนพลเซียวกับแม่ทัพหลิวแล้ว”
อวิ๋นสิงเยว่หน้าตึงทันที “ข้าต้องตามเจ้าไปอีกแล้วสิ”
ฉู่หลิงยิ้มตาหยีมองเขา “หากคุณชายอวิ๋นไม่อยากไปก็อยู่ช่วยงานแม่ทัพหลิวที่นี่ได้”
อวิ๋นสิงเยว่ไร้วาจา “ข้าไป!”
ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่อาจรอช้า ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่อนุญาตให้พวกเขาค่อยๆ ดำเนินการได้ กองกำลังทหารแดนใต้ที่มาเสริมกำลังมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ แม้จำนวนไม่นับว่ามาก แต่ก็เกือบห้าหมื่นนาย ฉู่หลิงนับดูแล้ว ตอนนี้ทั่วป๋าอิ้นน่าจะโยกกองกำลังทหารแดนใต้ละแวกเมืองชางอวิ๋นอย่างน้อยสามสี่ร้อยลี้มาหมดแล้ว
หากคิดโยกกำลังมาอีกก็ได้แต่โยกจากพื้นที่ไกลออกไป หรือกำลังประจำเมืองที่ไม่ได้อยู่ใต้คำสั่งทั่วป๋าอิ้น กองกำลังเหล่านี้ หนึ่ง ห่างไกล สอง ไม่ได้อนุญาตจากทั่วป๋าเหลียง ทั่วป๋าอิ้นเองก็สั่งเคลื่อนกำลังไม่ได้ ดังนั้นมาคิดให้ดีแล้ว ความจริงตอนนี้สถานการณ์ทั่วป๋าอิ้นเองก็ไม่ดีนัก
แม้ว่าตอนนี้ดูท่าเหมือนทหารทั่วป๋าอิ้นได้เปรียบ แต่นี่เป็นเพราะเมืองชางอวิ๋นเองไม่ได้ทิ้งกองกำลังเอาไว้ ทันทีที่กองกำลังที่ส่งออกไปกลับมา อย่าว่าแต่ทั่วป๋าอิ้นไปช่วยกองทัพเป่ยจิ้นที่ซีฉิน ตนเองคิดจากไปก็มิใช่เรื่องง่าย
ความจริงทั่วป๋าเหลียงคิดจะเอาทั่วป๋าอิ้นให้ตายกระมัง
แม่ทัพกองกำลังทหารแดนใต้ประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือชื่อว่าหม่าหง ปีนี้อายุสี่สิบกว่า แต่ทว่าเขาไม่ได้มีชาติกำเนิดขุนพลทหาร เดิมเป็นเพียงแต่หัวหน้าโจรม้าทางตะวันตกเฉียงเหนือเท่านั้น สิบกว่าปีก่อนสวามิภักดิ์ชาวเผ่ามั่วเพราะว่าคุ้นเคยกับสภาพพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ จึงดำรงชีพได้ไม่เลวอย่างมาก เดิมอากาศทางตะวันตกเฉียงเหนือแม้ว่าเลวร้าย แต่อยู่บนโลกใบนี้ เขานำกองทัพตนเองปักหลักอยู่ในพื้นที่ห่างพระเนตรพระกรรณฮ่องเต้ ย่อมมีชีวิตที่อิสรสุขสบาย ผู้ใดจะรู้ว่าพลันได้รับคำสั่งจากอ๋องเสิ่น ให้เขานำกำลังตรงมาช่วยทัพที่กำลังเข้าตีเมืองชางอวิ๋น
ว่ากันจากใจแล้ว หม่าหงไม่อยากจะมา หม่าหงย่อมรู้ว่าเมืองชางอวิ๋นคือสถานที่เช่นใด พวกเขากับเมืองชางอวิ๋นพอนับได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านห่างกันสองสามร้อยลี้ แต่หม่าหงกลับรู้ตัวเองมาตลอด แต่ไรมาไม่เคยไปหาเรื่องเพื่อนบ้านผู้นี้ แต่ตอนนี้เขากลับต้องไป เพราะว่าการขัดคำสั่ง ไม่ใช่ความผิดที่เขาจะแบกรับได้ เขาถึงกับไม่กล้ารอช้า เพราะว่าจดหมายอ๋องเสิ่นเขียนไว้ชัดเจน ให้เวลาเขาสามวัน ต้องนำทัพมาให้ถึง
ดังนั้นพอหม่าหงได้รับคำสั่ง ก็รีบจัดกำลังพลเดินทางมายังเมืองชางอวิ๋นอย่างไม่กล้าหยุดพัก พวกเขาไม่ใช่ทหารม้า นอกจากขุนพลทหารส่วนน้อยแล้ว ล้วนอาศัยสองเท้าก้าวเดิน เวลาสามวัน ไม่นับว่าให้เวลามากนักจริงๆ
กว่าจะมาถึงได้ก็ตกค่ำ ต้องจัดค่ายพักผ่อนก่อน ยามหม่าหงนั่งอยู่ในกระโจมคนเดียวก็อดด่าทอมารดามิได้
“ท่านอ๋องเสิ่นอันใด แม่ทัพเผ่ามั่วอันใด แค่ตาแก่เซี่ยถิงเจ๋อก็สู้ไม่ไหว! เสียทหารไปก็เอาข้าไปเป็นโล่แนวหน้า! มารดามันสิ ชิ!”
พอเอ่ยเพิ่งจบ ก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลัง
หม่าหงรู้สึกเพียงว่าแผนหลังเย็นยะเยือก หันขวับไปก็เห็นหน้าประตูมีคนมายืนอยู่เมื่อใดก็ไม่ทันรู้ตัว
สาวงามล้ำเลิศอยู่ในชุดดำทั้งตัว เอวบางร่างอรชร รูปโฉมงามอย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ได้ยินสาวงามยิ้มหวานเอ่ยว่า “คิดไม่ถึง แม่ทัพหม่าถึงกับก่นด่าอ๋องเสิ่นเป่ยจิ้นเช่นนี้”
หม่าหงตกใจ ไม่สนใจชื่นชมความงามตรงหน้า จ้องมองฉู่หลิงอย่างระแวดระวัง “เจ้า...เจ้าคือผู้ใด เจ้ารู้ไหมว่าที่นี่คือที่ใด!”
ฉู่หลิงมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนึกสนใจ ยิ้มเอ่ย “หากไม่รู้ ข้าก็คงไม่มา แม่ทัพหม่ารู้ไหมว่าข้าคือผู้ใด”
หม่าหงเองก็ไม่โง่ หรี่ตาเล็กน้อย “เจ้าเป็นคนเมืองชางอวิ๋น เจ้าต้องการอันใด”
ฉู่หลิงพยักหน้า “ข้านับได้ว่าเป็นคนเมืองชางอวิ๋น ข้ามา...ก็เพราะต้องการเจรจาการค้ากับแม่ทัพหม่าสักหน่อย”
หม่าหงเสียงดังขึ้น “หากเจ้าคิดให้ข้าทรยศ อย่าได้คิด”
ฉู่หลิงแปลกใจ “คิดไม่ถึงแม่ทัพหม่าถึงกับภักดีเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเทียบกับชีวิตแม่ทัพหม่า ความภักดีนี้แท้จริงมีค่าเท่าใด”
“...”