ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 683
ตอนที่ 453-2 วีรบุรุษ
มือหนึ่งเขาถือกระบี่ประจำตัว อีกมือถือห่อผ้าสี่เหลี่ยมห่อด้วยผ้าอีกชั้น ท่าทางเปล่งรัศมีเย็นเยียบดุดัน กลิ่นคาวโลหิตทำให้อดขมวดคิ้วไม่ได้ นี่น่าจะเป็นสภาพเอน็จอนาถที่สุดของบุตรหลานตระกูลขุนนางเก่าแก่แล้วกระมัง ความจริงหลายปีมานี้ ทั่วป๋าเหลียงเคยเห็นไป๋หลี่ชิงหงมีสภาพไม่ดำรงธรรมเนียมจารีตสองครั้ง
ครั้งหนึ่งก็คือตอนถูกจับเป็นเชลยตอนเสียเมือง ถูกจวนอ๋องหมิงลงทัณฑ์สอบ ย่อมไม่สนใจภาพลักษณ์ภายนอกตนเอง ครั้งที่สองก็คือตอนนี้ ตอนนี้ไป๋หลี่ชิงหงดูแล้วเหมือนเพิ่งตะกายออกมาจากสนามรบ และเป็นสนามรบที่รบมาสิบวันครึ่งเดือนไม่ได้หยุดพัก บนร่างเขามีบาดแผลหลายแห่ง สีหน้ามองไม่ค่อยออก แต่แววตากลับหมองหม่นไร้ความรู้สึก ทำให้คนรู้สึกว่าเขาอาจจะล้มลงในห้วงเวลาถัดไปได้
ทั่วป๋าเหลียงส่งสายตามองไปยังห่อผ้าในมือไป๋หลี่ชิงหง สายตาซู่เหอหมิงกวงเองก็มองไปที่ห่อผ้าเช่นกัน เพียงแต่เขามองผ่านเพียงครู่หนึ่งแล้วก็หันไปมองใบหน้าไป๋หลี่ชิงหง รู้สึกว่าไป๋หลี่ชิงหงยามนี้เปื้อนไปด้วยโลหิต มองใบหน้ารูปงามเดิมไม่ออก แต่ก็ดูแล้วน่าสนใจยิ่ง
“ฝ่าบาท” ไป๋หลี่ชิงหงหลุบตาลง กล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ทั่วป๋าเหลียงเองก็ไม่สนใจภาพลักษณ์เขาตอนนี้ “ดูท่าราชบุตรเขยไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง”
ไป๋หลี่ชิงหงยกมือขึ้น ส่งห่อผ้าในมือให้ไป มีคนเข้ามารับไปทันที ทหารองครักษ์รับห่อผ้าแล้วก็หันไปมองทั่วป๋าเหลียง ไม่ใช่เขาไม่อยากส่งไปตรงหน้าฝ่าบาท แต่เพราะห่อผ้าเต็มไปด้วยคราบโลหิตเกรอะกรัง แลสกปรกยิ่ง จึงไม่ได้ส่งไปทันที แต่อย่างไรทั่วป๋าเหลียงก็เป็นขุนพลทหาร จึงไม่สนใจแต่กลับเอ่ยขึ้นทันทีว่า “เปิดออก”
ทหารองครักษ์รับคำสั่งยกมือขึ้นเปิดห่อผ้าออก ด้านในเป็นกล่องไม้สี่เหลี่ยมดังคาด ส่งไปตรงหน้าทั่วป๋าเหลียงอย่างระมัดระวัง พอแน่ใจว่าด้านในไม่มีอาวุธลับ ก็ค่อยๆ เปิดออก
แม้ทหารองครักษ์ในวังเดิมก็มีฝีมือสูงส่งและใจกล้า แต่ยามนี้มือที่ถือกล่องยังอดสั่นเทาไม่ได้ ในกล่องไม้เป็นศีรษะคน ศีรษะนั้นแค่มองก็รู้ว่าแก่ชรามาก ผมขาวโพลนถูกย้อมไปด้วยโลหิตจับตัวเป็นก้อน บนใบหน้ากลับคล้ายถูกคนปาดให้สะอาด แต่ดวงตาที่ปิดอยู่คู่นั้นกลับยังมีโลหิตไหลลงมาเป็นสองสาย คล้ายเป็นน้ำตาโลหิตทำให้ผู้คนที่ได้เห็นต่างต้องตกใจ
ทั่วป๋าเหลียงเองก็หนังตากระตุก แต่กลับไม่ผงะหนี จับจ้องมองศีรษะคนในกล่องไม้ ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “เซี่ยถิงเจ๋อ” สามคำสั้นๆ ยืนยันว่าใช่ ทั่วป๋าเหลียงเคยพบเซี่ยถิงเจ๋อ ตอนเผ่ามั่วยังไม่เข้าสู่จงหยวน ก็เคยได้พบเห็นมาก่อน ต่อมาเผ่ามั่วรุกราน บนสนามรบก็ต่อสู้กันมาไม่น้อย แม้ผ่านมาหลายปี ทั่วป๋าเหลียงยังคงจำคนตรงหน้าได้
“เซี่ยถิงเจ๋อจริง” ทั่วป๋าเหลียงกล่าว
พลันโบกมือให้ทหารองครักษ์รีบปิดกล่องลงทันที
ทั่วป๋าเหลียงมองไปทางไป๋หลี่ชิงหง สายตาเหมือนจะอ่อนโยนลงมาก ถามขึ้นอย่างห่วงใยว่า “เราว่าราชบุตรเขยดูท่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือว่าถูกคนเมืองชางอวิ๋นทำร้ายบาดเจ็บกัน”
ไป๋หลี่ชิงหงเหลือบตาขึ้นมองพลางส่ายหน้า “องค์หญิงเสินโย่วแห่งเทียนฉี่พระราชทานสองหมื่นตำลึงทองเอาชีวิตกระหม่อม”
“หืม” ซู่เหอหมิงกวงนั่งชมอยู่พลันส่งเสียงขึ้น เมืองเหนืออย่างไรก็ห่างจากเมืองชางอวิ๋นไกล ไป๋หลี่ชิงหงเร่งขี่ม้ากลับมาไม่หยุดพัก คนส่งข่าวใช่ว่าจะมาเร็วกว่าเขา เมืองเหนือย่อมยังไม่มีคนรู้ข่าวนี้
ทั่วป๋าเหลียงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ครั้งนี้ลำบากราชบุตรเขยแล้ว ราชบุตรเขยขจัดศัตรูเพื่อเป่ยจิ้นเรา เราต้องพระราชทานรางวัลอย่างงาม กลับไปพักผ่อนให้ดี จัดการบาดแผลให้เรียบร้อยก่อน รอให้หายดีแล้ว เรายังมีงานให้ราชบุตรเขยทำ”
ไป๋หลี่ชิงหงเสมือนไม่สนใจรางวัลของทั่วป๋าเหลียงว่าแท้จริงเป็นรางวัลจริงหรือแค่ลมปากเท่านั้น เพียงแค่ประสานมือถอยออกไป
ในห้องทรงอักษรพลันเงียบกริบ ซู่เหอหมิงกวงขมวดคิ้วจ้องมองตามหลังไป๋หลี่ชิงหงไปด้วยแววตาลุ่มลึก
ทั่วป๋าเหลียงจ้องมองกล่องบนโต๊ะคล้ายกำลังครุ่นคิดอันใด ตามหลักแล้ว ศัตรูตัวฉกาจเช่นเซี่ยถิงเจ๋อตายไป ทั่วป๋าเหลียงควรดีใจมากถึงจะถูก แต่ต่อหน้าไป๋หลี่ชิงหงก่อนหน้านี้ ทั่วป๋าเหลียงไม่ได้แสดงอาการดีใจมากนัก หกเจ็ดปีมานี้ ชื่อเสียงเซี่ยถิงเจ๋อไม่ได้โด่งดังเหมือนตอนนั้นแล้ว ถึงกับมีหลายคนคิดว่าเซี่ยถิงเจ๋อตายไปแล้ว ตอนนี้พอตายลงจริงๆ ย่อมเป็นเรื่องดีของเป่ยจิ้น แต่ไม่เพียงพอจะทำให้ทั่วป๋าเหลียงดีใจ
“ฝ่าบาท คือว่า...ควรจัดการเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์คิดว่าฝ่าบาทไม่อยากเห็นกล่องนี้ จึงเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
ทั่วป๋าเหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ก็แค่ศีรษะ ในเมื่อตายแล้ว...” กำลังคิดจะเอ่ยว่าโยนทิ้งก็พอ แต่กลับได้ยินซู่เหอหมิงกวงกระแอมไอ “ฝ่าบาท”
“หัวหน้าเผ่ามีอันใดหรือ” ทั่วป๋าเหลียงถามขึ้น
ซู่เหอหมิงกวงยิ้มเอ่ย “คือว่า ไม่สู้มอบให้ข้าจัดการให้”
“ทำไม?” ทั่วป๋าเหลียงไม่เข้าใจ “หัวหน้าเผ่ามีสายสัมพันธ์กับเซี่ยถิงเจ๋อหรือ”
ซู่เหอหมิงกวงยิ้มเอ่ย “ก็มิได้ แต่...เผ่าฮูหลันให้ความเคารพวีรบุรุษ แม่ทัพเฒ่าผู้นี้นับว่าเป็นขุนพลเลื่องชื่อแห่งยุค คนก็ตายไปแล้ว ไยฝ่าบาทยังต้องลบหลู่ร่างที่เหลือของเขาด้วย”
ทั่วป๋าเหลียงมองเขาอย่างนึกสงสัย “หัวหน้าเผ่าคงไม่คิดว่าจะมอบให้องค์หญิงเสินโย่วเพื่อแสดงน้ำใจกระมัง” หรือว่าซู่เหอหมิงกวงยังไม่ตัดใจ
ทั่วป๋าเหลียงสองวันนี้อารมณ์ไม่นับว่าดีนัก ไม่ว่าเรื่องเมืองรุ่นโจวหรือเรื่องเมืองชางอวิ๋นล้วนไม่ได้ดังใจ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคุกหมิงอวี้ส่งข่าวมาก่อนหน้าไป๋หลี่ชิงหงกลับมาว่า ตอนนี้องค์หญิงเสินโย่วปรากฏตัวที่เมือง ชางอวิ๋น ทั่วป๋าเหลียงเริ่มไตร่ตรองถึงกองกำลังจิ้งเป่ย สายสัมพันธ์เทียนฉี่กับเมืองชางอวิ๋น ไม่เช่นนั้นจะบังเอิญเช่นนี้หรือ หากว่าบังเอิญ เกรงว่าไม่น่าเป็นไปได้ หากในเวลานี้ ซู่เหอหมิงกวงยังคิดแสดงน้ำใจต่อองค์หญิงเสินโย่วไม่เลิกอีก...
ซู่เหอหมิงกวงพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน “ฝ่าบาทมีเวลามาเป็นห่วงข้า ไม่สู้ไปเป็นห่วงราชครูหนานกงดีกว่า อย่างไร...ผู้ใดไม่รู้ว่าใต้เท้าราชครูปักใจต่อองค์หญิงเสินโย่ว ส่วนข้า...องค์หญิงเสินโย่วก็คือองค์หญิงเสินโย่ว เรื่องนี้ก็คือเรื่องนี้ คนละเรื่องกัน ข้าเพียงแต่ไม่อยากให้แม่ทัพกรำศึกมาตลอดชีวิตคนหนึ่ง สุดท้ายแม้แต่ศพก็ไม่ครบร่างเท่านั้น มีศิษย์เช่นราชบุตรเขยองค์หญิงเจากั๋วก็น่าสงสารพอแล้ว ฝ่าบาท เผ่ามั่วเพิ่งเข้าด่านมาได้ยี่สิบปี ไม่ควรหลู่เกียรติวีรบุรุษ”
ทั่วป๋าเหลียงแค่นเสียงฮึเบาๆ ในลำคอ “ในเมื่อหัวหน้าเผ่ากล่าวเช่นนี้ เราก็คงไม่อาจไม่ให้เกียรติหัวหน้าเผ่า ศีรษะเซี่ยถิงเจ๋อมอบให้หัวหน้าเผ่าจัดการก็ย่อมได้”
วีรบุรุษผู้พ่ายแพ้ไหนเลยควรเอ่ยขานว่าวีรบุรุษ
ซู่เหอหมิงกวงไม่ได้ขอบพระทัย แต่ให้คนเข้ามาประคองกล่องใส่ศีรษะเซี่ยถิงเจ๋อแล้วก็ลุกขึ้นออกไป พอออกจากวังมาได้ ซู่เหอหมิงกวงหันไปมองประตูวังสูงตระหง่านด้านหลังทีหนึ่ง “ข้าวของเงินทองความเป็นอยู่สุขสบายช่างกัดกินจิตใจผู้คนเสียจริง ตอนนั้นทั่วป๋าเหลียงนับว่าเป็นวีรบุรุษคนหนึ่ง ไม่ถึงยี่สิบปีก็กลายเป็นเช่นนี้ไปได้”
บ่าวรับใช้ข้างกายอดถามไม่ได้ว่า “หัวหน้าเผ่า ข้าน้อยไม่เข้าใจ ในเมื่อท่านไม่ได้ทำเพื่อองค์หญิงเสินโย่ว ไยต้อง...ไยต้องสนใจศพเซี่ยถิงเจ๋อด้วย”
ซู่เหอหมิงกวงยกมือขึ้นลูบกล่องในมือบ่าวรับใช้ เป็นเพียงแค่กล่องธรรมดากล่องหนึ่ง ด้านบนยังมีคราบโลหิต ซู่เหอหมิงกวงสวมชุดแพรปักชั้นดีอยู่ก็ไม่ได้นึกรังเกียจแม้สักนิด ยิ้มเอ่ยเบาๆ ว่า “ทั่วป๋าเหลียงไม่มีวันเข้าใจ เขา...เป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริง”
ดึงกระดาษใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อวางไว้บนกล่องไม้ “ส่งไปที่นี่”
บ่าวรับใช้มองทีหนึ่ง รีบยื่นมือไปรับกระดาษมาเก็บก่อนรับคำว่า “ขอรับหัวหน้าเผ่า”