ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 693
ตอนที่ 458-2 คิดฝันไปเองผู้เดียว
“คุณชายอวิ๋น” ฉู่หลิงค่อยๆ เดินเข้ามาเรียกไว้
ตอนอวิ๋นสิงเยว่เห็นฉู่หลิงก็พลันถอนใจโล่งอก รีบก้าวเข้ามารับ “ข้ากำลังจะไปหาเจ้า ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
ฉู่หลิงหัวเราะ “ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วง”
อวิ๋นสิงเยว่แววตาเคร่งเครียด ฉวยยื่นมือไปดึงข้อมือนางมาจับชีพจร ครู่หนึ่งสีหน้ายิ่งมืดครึ้ม ถลึงตาจ้องฉู่หลิงคนานรู่หนึ่ง ก่อนจะควักขวดยาหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “กินนี่ รักษาอาการบาดเจ็บให้ดี”
ถึงกับไม่บ่น ผิดปกติจริง
ฉู่หลิงกลับพึงพอใจกับอาการสงบนิ่งของเขามาก อย่างไรตอนนี้นางก็รู้สึกไม่สบายอย่างมาก ไม่อยากได้ยินคนบ่นข้างหูไม่หยุด ฉู่หลิงกลืนยาเม็ดหนึ่งลงไปก็พลันรู้สึกว่าสบายขึ้นมา พยักหน้ายิ้มเอ่ย “ขอบคุณคุณชายอวิ๋น ประสิทธิภาพของยาไม่เลว”
อวิ๋นสิงเยว่กลอกตามองบน สีหน้าเหมือนบอกว่า ไม่อยากพูดจากับเจ้า เห็นชัดว่าชินชากับคนไข้ที่ไม่ทำตามคำสั่งกำชับของหมอแล้ว
“หากพรุ่งนี้เมืองชางอวิ๋นถูกตีแตก เจ้าคิดจะทำอย่างไร” อวิ๋นสิงเยว่ถามขึ้น
ฉู่หลิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา “คุณชายอวิ๋นเหตุใดชอบเอาแต่ถามคำถามที่ทำให้คนลำบากใจเช่นนี้”
อวิ๋นสิงเยว่ตอบเอ่ยว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องลำบากใจ แต่นี่คือความจริง เจ้าและข้าล้วนรู้ดี เจ้าสามารถบีบให้ทั่วป๋าอิ้นถอยทัพได้ครั้งหนึ่ง แต่ไม่อาจมีครั้งที่สอง ทัพเมืองชางอวิ๋นต้านทัพใหญ่เป่ยจิ้นเข้าโจมตีครั้งหน้าไม่ได้ หากข้าเป็นทั่วป๋าอิ้น กลับไปพักผ่อนครู่หนึ่งก็คงฮึกเหิมเข้าตีเมืองชางอวิ๋นต่อ”
ฉู่หลิงเงียบไปเป็นนาน ก่อนจะพยักหน้า “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง”
“ดังนั้น”
ฉู่หลิงหันหน้ามองประเมินอวิ๋นสิงเยว่ ถามขึ้นว่า “เจ้าอยากให้ข้าทำอย่างเยี่ยงไรหรือ”
อวิ๋นสิงเยว่เอ่ยว่า “ไปจากเมืองชางอวิ๋นตอนนี้”
“หนีทัพกลางคันหรือ” ฉู่หลิงเลิกคิ้วกล่าว
อวิ๋นสิงเยว่ตอบว่า “นี่ไม่ใช่ความต้องการของข้า...นี่คือความต้องการของจวินอู๋ฮวน”
ฉู่หลิงมองอวิ๋นสิงเยว่เป็นนาน ก่อนจะหลุดขำพรืดออกมา
อวิ๋นสิงเยว่กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เจ้าหัวเราะอันใด!”
ฉู่หลิงส่ายหน้า “ข้ารู้ว่าคุณชายอวิ๋นหวังดี แต่...จวินอู๋ฮวนจะไม่เอ่ยเช่นนี้”
อวิ๋นสิงเยว่ขมวดคิ้ว “เจ้าคิดว่าจวินอู๋ฮวนควรเอ่ยอันใด ฮูหยินท่านเจ้าเมืองควรเป็นหรือตายไปพร้อมกับเมืองชางอวิ๋นหรือ เจ้ารู้สึกว่าจวินอู๋ฮวนใจกว้างเพียงนั้นหรือ” เมืองชางอวิ๋นกับองค์หญิงเสินโย่ว ในใจจวินอู๋ฮวนแท้จริงอันใดสำคัญกว่า อวิ๋นสิงเยว่มิกล้ารับรอง แต่จวินอู๋ฮวนไม่มีทางต้องการให้องค์หญิงเสินโย่วพลีชีพเพื่อเมืองชางอวิ๋นที่ถูกกำหนดให้จบสิ้นแล้วเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้เรื่องเมืองชางอวิ๋นจะว่าไปก็ควรตำหนิว่าเป็นความผิดพลาดของจวินอู๋ฮวน หากฉู่หลิงเกิดเรื่องอันใดขึ้น อวิ๋นสิงเยว่ไม่กล้านึกภาพจวินอู๋ฮวนจริงๆ ว่าเขาจะเป็นอย่างไร
ฉู่หลิงมองสีหน้าเคร่งเครียดของอวิ๋นสิงเยว่ ได้แต่ยิ้มอย่างจนปัญญา “คุณชายอวิ๋น อย่าได้ทำหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้ เจ้าทำเช่นนี้ทำให้ข้าตกใจ และ...ไม่เหมือนกับเจ้าคนเดิม”
อวิ๋นสิงเยว่คร้านจะสนใจวาจาสัพยอกของนาง จ้องมองนางเอ่ยว่า “เจ้ามีหนทางรับมือหรือ”
ฉู่หลิงฝืนยิ้มเอ่ย “ครั้งนี้ไม่มีแล้วจริงๆ ตำแหน่งเมืองชางอวิ๋นนี้...ข้าจะมีหนทางใดได้ แม้คิดจะตายไปพร้อมกับพวกเป่ยจิ้น ก็ทำไม่ได้”
เมืองชางอวิ๋นเป็นพื้นที่ป้องกันรักษาง่ายโจมตียากจริง แต่หากถูกโจมตีจริง กลับยากจะให้คนพลิกสถานการณ์ได้ แต่เมื่อเทียบกับการต่อสู้ปะทะกันด้วยกำลังแล้ว ความจริงฉู่หลิงชำนาญการต่อสู้วางแผน คุมทิศทางการรบ แต่การเฝ้ารักษาเมือง...นางไร้หนทางที่ดีจริงๆ
อวิ๋นสิงเยว่ผิดหวัง “เช่นนั้นเจ้าคิดทำเช่นไร”
ฉู่หลิงยักไหล่ “ทำตามที่บอกก่อนหน้านี้ รักษาไว้จนถึงเวลาสุดท้าย เจ้าวางใจ ข้าเองก็ใช่ว่าเบื่อชีวิต จะไม่รนหาที่ตายอย่างแน่นอน หากเป็นที่อื่น ไม่แน่ว่าข้าอาจนำคนทิ้งเมืองถอยไปแล้ว แต่เจ้าดูตอนนี้ พวกเราจะถอยไปที่ใดได้ เมืองชางอวิ๋นมีเส้นทางเดียว นอกจากรักษาเอาไว้จะทำอย่างไรได้อีก”
อวิ๋นสิงเยว่เงียบไปเป็นนาน ก่อนจะถอนหายใจ “น่าจะเพราะหลายปีมานี้ชินชากับความเก่งกาจพวกนี้นี้มานาน ทำให้ลืมไปแล้ว...”
บนโลกใบนี้ มีเรื่องมากมายที่ไร้ความสามารถจัดการได้
จวินอู๋ฮวนหนอจวินอู๋ฮวน หากยังไม่กลับมาอีก เจ้าอาจไม่มีภรรยาอีกแล้ว
ตอนฟ้ายังไม่ทันสาง ทัพใหญ่เป่ยจิ้นก็บุกเข้ามาอีกครั้ง การโจมตีครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อนหน้า เห็นชัดมากว่าทั่วป๋าอิ้นคิดจัดการพวกเขาให้เสร็จสิ้นในครั้งนี้ทีเดียว ทหารม้าเผ่ามั่ว กองกำลังทหารแดนใต้...
เช้าตรู่ท่ามกลางม่านรัตติกาล คนแสนกว่าก็เริ่มดำทะมึนไปทั่วมองไปจนสุดลูกหูลูกตา ทัพเผ่ามั่วเริ่มมีเสียงเคลื่อนไหว ฉู่หลิงที่นั่งหลับตาอยู่บนกำแพงเมืองก็ลืมตาขึ้นกวาดตามองไป มองภาพดำทะมึนของทัพใหญ่เป่ยจิ้นด้านล่างของกำแพงเมืองราวกับน้ำบ่าด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่กล่าวอันใด
“สุดท้ายก็มาจนได้”
“ฮูหยิน ชาวเผ่ามั่วบุกมาแล้ว!”
ฉู่หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “บุก”
“บุก!”
บนกำแพงเมืองเสียงกลองรบตีดังพร้อมกัน ทัพเมืองชางอวิ๋นรับคำพร้อมเพรียง
ลูกธนูมากมายจากบนกำแพงเมืองสาดใส่ทหารเป่ยจิ้นราวกับห่าฝน แต่ก็มีคนพุ่งเข้าใส่มากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ทั่วป๋าอิ้นถึงกับไม่ได้ให้กองกำลังทหารแดนใต้มาเป็นโล่มนุษย์กำบังแนวหน้าดังเคย แต่ให้ชาวเผ่ามั่วร่วมกับกองกำลังทหารแดนใต้เข้าตีเมือง
เห็นชัดว่าทหารกล้าเผ่ามั่วฝึกมาดีกว่ากองกำลังทหารแดนใต้ ด้วยการป้องกันด้วยชีวิตของกองกำลังทหารแดนใต้ ทหารกล้าเผ่ามั่วมากมายมาถึงด้านล่างของกำแพงเมือง กองทัพขนาดใหญ่เข้าผลักดันหน้าประตูกำแพงเมือง เครื่องทุ่มหินก็เริ่มทุ่มหินใส่กำแพงเมือง
“มิน่าหลายวันนี้ทั่วป๋าอิ้นโจมตีไม่เต็มที่มาตลอด ที่แท้ก็คงเพราะรอของสิ่งนี้” เซียวเหมิงยืนข้างฉู่ หลิงกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบ กำแพงเมืองชางอวิ๋นเช่นนี้ต้องอาศัยเครื่องมือโจมตีขนาดหนักเช่นนี้จริงๆ อาศัยเพียงเครื่องทุ่มหินธรรมดากับบันได้เชือกปีนกำแพงก็เท่ากับเอาชีวิตคนมาถม แน่นอนว่า หลายวันนี้ทั่วป๋าอิ้นเสียคนไปไม่น้อยในการบุกเมืองชางอวิ๋น น่าเสียดายส่วนใหญ่ล้วนเป็นกองกำลังทหารแดนใต้ ชาวเผ่ามั่วสูญเสียไปเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ฉู่หลิงถอนหายใจ “ชีวิตนี้ของข้า นับว่าทำบาปกรรมประหัตประหารชีวิตหนักหนามามาก”
เซียวเหมิงหันไปมองฉู่หลิงอย่างแปลกใจ “องค์หญิงยังเชื่อเรื่องพวกนี้หรือ”
ฉู่หลิงยกมือขึ้นตอบ “ก็ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ ฆ่าคน...อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้รู้สึกสบายใจ”
เซียวเหมิงเอ่ย “น่าเสียดาย ข้าไม่สังหารคน คนก็ย่อมสังหารข้า อย่างไรก็ไม่อาจเป็นเช่นตอนนั้น...หนีต่อไปหรือ ยิ่งไปกว่านั้น จะหนีไปที่ใดได้อีก”
ฉู่หลิงพยักหน้า “เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง ดังนั้น...อย่างไรก็ควรให้ผู้อื่นตายดีกว่า”
กล่าวไม่ทันขาดคำ ฉู่หลิงยกมือขึ้นคว้าคันธนูข้างกายมากำไว้ในมือ ขึ้นลูกธนูน้าวสาย ยิงออกไป!
ลูกธนูขนนกไม่ได้ยิงใส่ผู้ใดบนสนามรบ นอกจากทั่วป๋าอิ้นที่มองการรบอยู่หลังทัพใหญ่เป่ยจิ้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นลูกธนูนี้ของฉู่หลิง
ทั่วป๋าอิ้นย่อมสังเกตเห็นแล้ว แต่เขาไม่เข้าใจ
“นางคิดทำอันใด” ทั่วป๋าอิ้นขมวดคิ้ว
ห้วงเวลาถัดมา สถานที่ที่ฉู่หลิงยิงลูกธนูขนนกใส่พลันมีเปลวเพลิงปะทุขึ้นสายหนึ่ง แสงไฟกลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วพื้นคล้ายดังงูเลื้อยไหลไปอย่างรวดเร็ว ฉู่หลิงไม่ได้หยุดยิง ยังคงยิงติดต่อกันอีกสามดอกไปยังสถานที่ต่างกัน ทุกดอกที่ยิงไป ล้วนมีเปลวไฟลุกไหม้ลามแผ่วงกว้างรวดเร็ว มังกรไฟขนาดกว้างราวหนึ่งจั้งกระจายลุกลามออกรอบสี่ทิศ ไม่นานทั่วป๋าอิ้นก็พบว่ามังไฟเหล่านี้สุดท้ายโอบล้อมเป็นวง ล้อมรอบทัพใหญ่เป่ยจิ้นไว้ตรงกลาง
พื้นที่กว้างขวางเช่นนี้ คิดใช้ไฟโอบล้อมกำลังคนแสนกว้าเอาไว้
เพ้อฝันไปเองผู้เดียวโดยแท้!
รองแม่ทัพข้างกายทั่วป๋าอิ้นแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง สั่งการดุดัน “ยังไม่ต้องให้คนดับไฟ! ตีเมืองต่อ!”
เสียงเป่าเขาสัญญาณด้านหลังทัพใหญ่เป่ยจิ้นดังขึ้นอีกครั้ง ไม่มีคนสนใจเปลวเพลิงจริงดังคาด คนมากมายเช่นนี้ ใช้คนบดทับไปก็ดับไฟได้
คนบนกำแพงเมืองเห็นชัดว่าไม่ได้คิดเช่นนี้
ฉู่หลิงออกคำสั่ง “โยนลงไป!”
มีคนในชุดชาวบ้านธรรมดานับไม่ถ้วนปรากฏตัวอยู่บนกำแพงเมืองในตอนนี้ พวกเขาถือของในมือมากมายทุ่มลงใส่คนที่ปีนบันไดเชือกขึ้นมาอย่างไม่ลังเล คนที่ถูกทุ่มใส่ร่วงลงไปไม่น้อยกำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่ข้างวงล้อมเพลิง ถูกเผาไหม้ติดไฟไปทั้งตัว เครื่องทุ่มหินบนกำแพงเมืองเริ่มทุ่มของบางอย่างออกไปด้านนอกไม่หยุด แต่กลับไม่ใช่ก้อนหิน เป็นของที่มีกลิ่นประหลาดหลายอย่าง
กำมะถัน น้ำมันต้นถง น้ำมันใส แม้กระทั่งท่อนฟืน
แต่บางทีอาจทำได้แค่ทำให้ทัพใหญ่เป่ยจิ้นวุ่นวายกันชั่วคราว คิดจะให้บังเกิดพลังสังหารนั้นเกรงว่าจะไม่เพียงพอ
ทั่วป๋าอิ้นหลังทัพใหญ่พลันขมวดคิ้ว
ฉู่ชิงอี แท้จริงเจ้าต้องการทำอันใด
เปลวไฟบนสนามรบไม่ได้ถูกดับในทันที เพราะมีคนพบอย่างรวดเร็วว่าคนที่เข้าใกล้เปลวไฟจะล้มลงกับพื้นทันที
ไม่มีคนไม่กลัวตายแท้จริง ในสถานการณ์ที่ไร้คำสั่ง แม้แต่ทหารเองก็ย่อมหลบสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตตนเอง หลังจากลังเลครู่หนึ่งนี้เอง ฉู่หลิงก็ยิงธนูใส่สนามรบอีกครั้ง คล้ายว่ามีของบางอย่างพลันระเบิดขึ้น บนสนามรบมีเสียงฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาท
พร้อมกับเปลวไฟลุกโชนยิ่งขึ้น พริบตาก็ลุกลามกลายเป็นทะเลเพลิง
ทหารบนสนามรบยังคงวิ่งหนีอลหม่านไร้ทิศทางท่ามกลางเสียงฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาทและควันไฟท่วมบดบังจนมองไม่เห็นเหนือใต้
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น!” ด้านหลังทัพใหญ่ รองแม่ทัพตื่นตกใจตวาดดัง
ทั่วป๋าอิ้นขี่ม้าผ่านสนามรบออกมาจ้องมองหญิงสาวที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองนิ่ง