คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 659
ตอนที่ 1317 ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
เพิ่งเดินออกจากตำหนักไป่หยวนไม่นาน องครักษ์อวี่หลินสี่คนก็ล้อมเขาไว้
“ใต้เท้าเมิ่ง ท่านจะไปที่ใดหรือ”
ฟู่เจิงเดินออกมาจากด้านหลังขององครักษ์อวี่หลิน สายตาเย็นชาจ้องเขม็งไปที่เมิ่งจ่างเต๋อ ยิ้มเย็นเอ่ยว่า “เพิ่งมาถึงก็จะไปแล้วหรือ ในจวนมีเรื่องด่วนอะไรกระมัง”
เมิ่งจ่างเต๋อย่อมจำฟู่เจิงผู้นี้ได้ ทั้งสองคนไม่เคยสนทนากันมาก่อน แต่เขาก็รู้ว่าฟู่เจิงเป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้วางใจ อีกฝ่ายทำงานให้ฮ่องเต้เท่านั้น อีกทั้งเป็นหัวหน้าองครักษ์มังกรด้วย
เขายิ้มเจื่อน “เดิมทีข้ามาคุยเรื่องที่บ้านกับไท่เฟย แต่ในเมื่อไท่เฟยไม่อยู่ ข้าอยู่รอคงจะไม่ดีเท่าไร กำลังจะกลับจวนพอดี”
ฟู่เจิงยิ้มเย็ม “ไม่ใช่ว่าไท่เฟยไม่อยู่ แต่พระนางรอเจ้าอยู่ที่ห้องทรงอักษร ไปเถอะใต้เท้าเมิ่ง!”
อีกด้านหนึ่ง เมิ่งหนานที่นั่งอยู่ในจวนก็ถูกองครักษ์อวี่หลินเชิญเข้าวังเช่นกัน เมื่อเขามาถึงห้องทรงอักษรแล้ว เขาเห็นไท่เฟยและบิดาล้วนคุกเข่าอยู่บนพื้นเย็นๆ สีหน้าไม่สู้ดีนัก
เขารู้ว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
เมื่อเมิ่งจ่างเต๋อเห็นบุตรชาย เขาพลันพูดขึ้นทันที “ฝ่าบาท หนานเอ๋อร์ไม่รู้เรื่องนี้โดยสิ้นเชิง ฝ่าบาทโปรดเห็นแก่ความทุ่มเทและภักดีมาร้อยกว่าปีของสกุลเมิ่ง ปล่อยหนานเอ๋อร์ไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่เยี่ยนไม่สนใจเมิ่งจ่างเต๋อ สายตาเย็นชาจับจ้องเพียงใบหน้าของเมิ่งหนาน ไม่พบกันหลายเดือน เมิ่งหนานคล้ายกับผอมลง แก้มสองข้างที่เคยอิ่มเอิบตอบลงบ้างอย่างไม่น่าเชื่อ
เมิ่งหนานที่อยู่ตรงหน้า เหมือนกับไม่ใช่เมิ่งหนานที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว
“เมิ่งหนาน เจ้าพูดสิ!”
เมิ่งหนานมองไปทางบิดา ครั้นเห็นดวงตาสองข้างของบิดาเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งการอ้อนวอน เขาก็รู้ว่าบิดาอยากให้สกุลเมิ่งมีเชื้อสายสืบทอด ถึงได้ชี้แจงว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ยอมให้เขาเข้ามาพัวพัน
เขาถอนสายตาที่สบกับบิดากลับมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมปลาบที่กำลังสอบสวนและสังเกตของฉู่เยี่ยน
“ไม่ทราบว่าบิดาและท่านอาของกระหม่อมมีความผิดอะไร” เขาถาม
ฉู่เยี่ยนเอ่ยว่า “เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ”
เมิ่งหนานมีสีหน้าสงบนิ่ง ในดวงตาสีดำขลับเหมือนกับน้ำนิ่ง ไร้ระลอกคลื่น
“ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองด้วย!”
ฉู่เยี่ยนจ้องเมิ่งหนานนิ่งๆ เนิ่นนานไม่ยอมละสายตา ด้วยอยากจะมองอะไรบางอย่างให้ออกจากใบหน้าและแววตาของเมิ่งหนาน แต่เขากลับมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่มีความรู้สึกอะไรสักนิด มองอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง
เมิ่งหนานในอดีตไม่ได้เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะดีใจหรือโกรธ ทุกความรู้สึกล้วนปรากฏบนใบหน้า เมื่อชอบใครสักคน เขาจะพูดออกมาเสียงดัง เมื่อเกลียดใครสักคน เขาก็จะพูดออกมาเสียงดังเช่นกัน
ทว่าตอนนี้เล่า
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ฉู่เยี่ยนก็พูดขึ้นว่า “ในเมื่อเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ ข้าก็จะไม่สังหารคนบริสุทธิ์ เพียงแต่สกุลเมิ่งวางแผนกบฏ ตามกฎแล้วต้องสังหารเก้าชั่วโคตร ทว่าข้าไม่อยากสังหารคนไม่เลือกหน้า คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้าย่อมไม่สืบสาวต่อ”
เขาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว จนกระทั่งไปถึงข้างกายของเมิ่งหนาน ใช้ระดับเสียงที่มีแต่พวกเขาสองคนได้ยิน พูดว่า “ไม่ว่าเจ้าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงหรือไม่ ครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่เจ้าเคยเสียสละช่วยไป๋จื่อในอดีต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าปรากฏตัวให้ไป๋จื่อเห็นอีก และอย่าได้คิดเพ้อฝันถึงนางอีกแม้แต่นิดเดียว ออกจากเมืองหลวงไปเสีย ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกแล้ว”
เมิ่งหนานไม่พูดอะไร เพียงหลุบตาลง ไม่ได้ตอบรับ ไม่ได้โต้แย้ง เพียงประสานมือคารวะแล้วก็หมุนกายออกไป
หลังจากเดินออกจากห้องทรงอักษร ฝีเท้ามั่นคงของเขาก็ค่อยๆ โซเซ หัวไหล่ผอมบางสั่นเทาไม่ยอมหยุด
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สกุลเมิ่งจบสิ้นแล้ว
ครอบครัวของเขาทุกคนต้องตายเพราะความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาไม่มีครอบครัวอีกแล้ว
……….
ตอนที่ 1318 อับอาย
ตอนที่ไป๋จื่อได้ข่าว สกุลเมิ่งถูกถอนรากถอนโคนแล้ว
เมิ่งเสวียนหลิงและเมิ่งจ่างเต๋อล้วนตายตก ฮูหยินเมิ่งแขวนคอฆ่าตัวตาย คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ล้วนไม่รอด เหลือก็แต่เพียงเมิ่งหนาน ไปจนถึงข้ารับใช้ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรพวกนั้น
เหล่าผู้สนับสนุนที่ปกติไปมาหาสู่กับสกุลเมิ่งอย่างลับๆ ต่างก็ตัดความสัมพันธ์กับสกุลเมิ่งหลังจากเรื่องนี้ในทันที แทบจะอยากเปลี่ยนสกุลทิ้งแทบแย่ ด้วยไม่อยากเกี่ยวข้องกับสกุลเมิ่งอีกต่อไป
นี่เป็นถึงความผิดโทษฐานกบฏ ต่อไปใครเอ่ยถึงสกุลเมิ่ง อันดับแรกที่นึกถึงคือการก่อกบฏ ต่อให้มีชายหนุ่มที่มีวิชาความรู้เพียงใด ก็อาจจะต้องพ่ายแพ้ไปเพราะคำว่าสกุลเมิ่ง
ลมหนาวกลางฤดูหนาวในเมืองหลวงช่างเสียดแทงกระดูก โดยเฉพาะลมในยามรุ่งสาง มันกรีดแทงใบหน้าคนราวกับมีดดาบมากมาย พาให้เจ็บปวดและหนาวยะเยือก
ไป๋จื่อนั่งอยู่บนรถม้า เปิดผ้าม่านขึ้นครึ่งหนึ่ง ดวงตาที่ใส่แจ๋วเหมือนน้ำจ้องมองประตูเมือง
นางมาถึงทั้งๆ ที่ประตูเมืองยังไม่เปิด ด้วยรู้ว่าเมิ่งหนานจะไปในวันนี้ นางอยากมาส่งเขาสักหน่อย
ตอนที่อยู่ในหมู่บ้านหวงถัว เขาเป็นคุณชายตระกูลร่ำรวย เป็นขุนนางคนเดียวที่ยอมช่วยเหลือเด็กสาวชาวบ้านอย่างนางยามที่นางต้องการความช่วยเหลือ นางย่อมไม่ยอมหลีกลี้เขา หรือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้แน่นอน
เมิ่งหนานในวันนี้สวมชุดคลุมยาวสีเข้มทั้งตัว เป็นสีสันแห่งความถ่อมตน ทว่าเนื้อผ้ากลับหรูหรามาก เป็นเสื้อผ้าเก่าที่ก่อนหน้านี้เขาเคยสวมใส่อยู่หลายครั้ง และเป็นหนึ่งในชุดไม่กี่ชุดที่เขานำออกมาจากจวนด้วย
จินเสี่ยวอันตามหลังเขา มือหนึ่งถือกระบี่ มือหนึ่งถือห่อผ้าสองห่อ น้ำตาคลอเบ้าตามหลังคุณชายทีละก้าว น้อยใจในโชคชะตาตอนนี้แทนคุณชายเป็นอย่างยิ่ง
ออกจากเมืองหลวงแล้วพวกเขาจะไปที่ใด แม้ใต้หล้าจะกว้างใหญ่ แต่ที่ไหนเล่าถึงจะเป็นสถานที่ที่พวกเขาตั้งตัวได้
ยามเดินออกจากประตูเมือง พวกเขาไม่มีแม้แต่รถม้าหรือม้าสักตัว ไม่มีอะไรทั้งนั้น เพียงเดินออกจากกำแพงเมืองหลวง พวกเขาจะอาศัยข้าสองข้างนี้เดินไปที่ไหนได้
ชายหนุ่มสวมชุดสีเทาคนหนึ่งเดินเข้ามา ขวางตรงหน้าเมิ่งหนานและจินเสี่ยวอัน เขายิ้มว่า “คุณชายเมิ่ง คุณหนูของข้าเชิญท่านไปคุยด้วยขอรับ”
“คุณหนูของเจ้า?” เมิ่งหนานเลิกคิ้ว ไม่รู้ว่าคุณหนูที่คนผู้นี้พูดถึงหมายถึงใคร
เขาหลุบตาลง เห็นป้ายห้อยทำจากไม้ไผ่ตรงเอวของชายหนุ่ม บนนั้นสลักตัวหนังสือไว้สองตัว
ตงฟาง?
ไป๋จื่อหรือ
เขารีบมองไปยังรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกล เห็นผ้าม่านผืนหนาบนรถถูกเปิดออก ก่อนที่ไป๋จื่อจะลอดศีรษะออกมา นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันเรียบง่าย แต่มีชีวิตชีวาดังเดิม
หัวใจที่อ้างว้างของเขาเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกอับอายขึ้นมา
หากนางรู้ว่าเขาก็เข้าร่วมการก่อกบฏ รู้ว่าเป้าหมายของเขาไม่มีศีลธรรมปานนั้น นางจะยอมพบเขาหรือไม่
จะยอมหรือไม่
คงไม่ยอมกระมัง
ดังนั้นแล้วเขาพูดไม่ได้ ให้ตายอย่างไรก็พูดไม่ได้
เขาเดินไปที่รถม้า คนบนรถม้าถึงค่อยเหยียบบันไดลงมา
“เมิ่งหนาน ท่านผอมลงนะ” นางยืนอยู่ตรงหน้าเขา ยืนอยู่ใต้แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่ ยังคงเป็นนางเหมือนเมื่อหลายปีก่อน
นางไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นไป๋จื่อคนเดิม ส่วนเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“ข้าสบายดี อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่ ได้มองแสงแดดของวันนี้ ได้พบเจ้า ดีทีเดียว” เขาพูดจากใจจริง
หากไม่ใช่เพราะไป๋จื่อ เขาคิดว่าเขาไม่มีเหตุผลให้มีชีวิตต่อไปแล้วจริงๆ
เพราะไป๋จื่อ เขาถึงอยากมีชีวิตต่อไป ต่อให้ไม่อาจได้ใช้ชีวิตร่วมกับนาง ทว่าได้ยินข่าวที่เกี่ยวกับนางบ้างเป็นครั้งคราว ได้แก่เฒ่าไปโดยคิดถึงนางเสมอก็ดีมากแล้ว