คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 665
ตอนที่ 1329 หูลี่จ่างเทียน
เขาจากมาด้วยความโมโห ออกห่างจากสถานที่ที่เขาเคยอยู่ ออกห่างจากบ้านเกิดที่มอบความทรงจำให้เขามากมาย มายังดินแดนอันขื่นขมและหนาวเหน็บ ด้วยอยากยืมความหนาวเย็นของที่นี่ปิดตัวหัวใจตัวเอง ไม่ให้กลับไปคิดถึงช่วงเวลานั้นอีก ลืมอดีตที่สวยงามเหล่านั้นเสีย เขาถึงจะมีชีวิตเหมือนกับคนคนหนึ่งได้!
จากวันนั้นก็ผ่านมาสิบปีแล้ว
เขาไม่รู้ว่าตัวเองลืมได้แล้วหรือไม่ แต่เริ่มจดจำหน้าต่างของนางไม่ได้ขึ้นเรื่อยๆ น่าจะลืมได้แล้วกระมัง
เมื่อชินกับชีวิตที่นี่แล้ว เขาก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยน
แต่เขาไม่คิดเลยมาก่อนเลยว่าก่อนที่เขาจะมีชีวิต เขาจะได้ยินข่าวที่เกี่ยวกับพวกนางสองแม่ลูกที่นี่
นางตายแล้วหรือนี่!
“ลุงหูลี่ ท่านอย่าเศร้าไปเลย”
หูลี่จ่างเทียนเช็ดน้ำตาที่หางตา ยิ้มขื่นว่า “ช่างเถอะ ตายแล้วก็ดีเหมือนกัน หวังว่าชาติหน้านางจะเป็นคนดี ไม่ต้องเจอบุรุษเช่นข้าอีก”
เขาแบกฟืนจำนวนหนึ่งโยนใส่กระถางไฟที่ใกล้จะมอดแล้ว จัดการมันอย่างลวกๆ สองสามครั้ง เปลวไฟลุกโชนขึ้นมาอีก ไม่นานนักก็จุดไฟขึ้นบนฟื้นที่แห้งไปแล้ว
มือและเท้าของไป๋จื่อเย็นอยู่บ้าง เมื่อเห็นกองไฟเช่นนี้แล้ว นางก็เดินเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว อีกทั้งเรียกเสี่ยวชิงและองครักษ์สองคนมานั่งล้อมรองกองไฟด้วย
หูลี่จ่างเทียนเขี่ยกองไฟราวกับไม่มีสติ กาน้ำทองแดงที่แขวนอยู่ด้านบนกำลังต้มน้ำ แสงไฟส่องอยู่ข้างใต้ ทำให้สีหน้าของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น ดวงตาคู่นั้นเหมือนกับหูลี่เฟยน่ามากจริงๆ
“ลุงหูลี่ ท่านพาพวกข้าไปตามหาจักจั่นน้ำแข็งได้หรือไม่” นางหยั่งเชิงถาม
หูลี่จ่างเทียนพยักหน้าโดยไม่ลังเล “แน่นอนว่าได้ ถึงอย่างไรเสียก็เป็นเรื่องที่บุตรสาวของข้าก่อไว้ ข้าชดใช้แทนนางก็สมควรแล้ว”
ไป๋จื่อมองเห็นความอ้างว้างในสายตาของหูลี่จ่างเทียน
มีเพียงคนที่หมดกำลังใจ ไร้ความหวังต่อชีวิตโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ถึงจะมีสีหน้าเช่นนี้ได้กระมัง
“ลุงหู ท่านต้องฮึกเหิมหน่อย คุณหนูหูลี่รอท่านกลับไปอยู่เสมอ หากมีท่านอยู่ หนทางที่นางเพิ่งเลือกเดินใหม่อาจจะราบรื่นขึ้นกว่าเดิมก็ได้”
เป็นเช่นที่คาดเอาไว้ ดวงตาที่อ้างว้างของหูลี่จ่างเทียนพลันมีประกายเจิดจ้าขึ้นยามที่นางพูดถึงหูลี่เฟยน่า ราวกับกองไฟที่ดับมอดไปแล้วเจอลมพัด พาให้เปลวไฟจุดติดอยู่หลายหย่อม มีพลังที่เหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่
“นางยังจำข้าได้หรือ” หูลี่จ่างเทียนรีบถาม
ไป๋จื่อพยักหน้า “แน่นอน ไม่เช่นนั้นข้าจะรู้ว่าจักจั่นน้ำแข็งกำจัดพิษหนอนความรักได้อย่างไร นางยังบอกอีกว่านางไม่ได้เกลียดท่าน”
น้ำตาไหลออกจากดวงตาของหูลี่จ่างเทียนหยดแล้วหยดเล่า
หากพูดถึงความละอายใจ เขาละอายใจกับบุตรสาวยิ่งกว่า
ในฐานะที่เป็นบิดา ทว่าไม่อาจมอบชีวิตที่ดีกว่าให้นางได้ ยิ่งไม่อาจขัดขวางนางไม่ให้ถูกมารดาชักนำไปยังหนทางที่เดินย้อนกลับไม่ได้
วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเสียใจที่สุดที่จากสองแม่ลูกมา และเป็นวันที่เขาเบิกบานใจที่สุดตลอดหลายปีมานี้
เช้าวันรุ่งขึ้น หูลี่จ่างเทียนเตรียมข้าวของที่จำเป็นชุดหนึ่ง แล้วนำทางพวกไป๋จื่อออกจากหมู่บ้าน
คนในหมู่บ้านเห็นแล้วก็พากันนินทาลับหลัง
“จะขึ้นเขาแล้วหรือ หูจื่อผู้นี้อยากได้เงินจนต้องไปตายเลยหรือไร ต่อให้รีบร้อนแค่ไหนก็ต้องรอให้พายุหิมะระลอกนี้พ้นไปก่อนสิ”
“ดูจากมาดของแม่นางผู้นั้นแล้ว เขาต้องได้ประโยชน์มากแน่นอน แม้แต่สตรีสกุลเหมียวนำทางให้เล็กน้อยยังได้เงินสิบตำลึงเลย หากขึ้นเขาแล้วรอดกลับมาได้ นางจะให้เงินเขาเป็นพันเป็นหมื่นตำลึงเลยกระมัง”
“นางคนนี้ เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก ข้ารู้อยู่แล้ว เมื่อวานตอนที่คุณหนูผู้นั้นมาถามทาง เจ้าก็อยู่ด้วยเช่นกัน ไยเจ้าไม่ช่วงชิงเงินนั้นมาเล่า ปล่อยให้สตรีสกุลเหมียวได้กำไรไปได้อย่างไร แล้วตอนนี้จะมาอิจฉาอะไรกัน สตรียากจนอย่างพวกเรา เมื่อฟ้าสางก็ต้องออกไปหาเงินข้างนอก หากเก่งกาจก็ทำตามสตรีสกุลเหมียวเถิด นำเงินสิบตำลึงมาให้ข้าดูหน่อย”
……….
ตอนที่ 1330 บัวหิมะคุนหลุน
สตรีนางนั้นโดนจี้ใจดำจนอับอายหน้าแดงเถือก จึงหนีหายไปอย่างเร็วรี่ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้คน
ตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านเชวียนซาน พวกเขามุ่งหน้าไปยังภูเขาหิมะตลอดทาง ยิ่งเข้าใกล้ภูเขาหิมะ ลมก็ยิ่งพัดพาหิมะมารุนแรงขึ้น เกล็ดหิมะที่เยือกเย็นปะทะใบหน้า แข็งและเย็นราวกับก้อนหินก้อนแล้วก้อนเล่า ถูกใบหน้าแล้วมีแต่สร้างความชา ไม่รู้สึกเจ็บด้วยซ้ำไป
สีขาวที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกับโลกทั้งใบ ไร้ขอบเขต ไร้ที่สิ้นสุด แยกแยะทิศทางไม่ได้ มองไม่เห็นปลายทาง
ทางเดินใต้เท้าเหมือนกับเดินอย่างไรก็ไม่มีวันรู้จบ
เสี่ยวชิงประคองนาง ย่ำเท้าอย่างยากลำบางไปข้างหน้าทีละก้าว คอยถามหูลี่จ่างเทียนอยู่เสมอว่าอีกไกลเท่าไร
หูลี่จ่างเทียนบอกว่า “ยังไม่ได้ขึ้นเขาคุนหลุนเลย ตอนนี้แค่ปากทางเท่านั้น”
เท่านั้น?
เสี่ยวชิงรู้สึกเสียใจในภายหลัง น่าจะห้ามไว้ ไม่ควรให้ไป๋จื่อมาเสี่ยงอันตรายที่นี่ นางมาคนเดียวยังจะดีเสียกว่า เหตุใดต้องให้ไป๋จื่อมาด้วย หากนางเป็นอะไรไปที่นี่ คุณชายจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร ต่อให้พบจักจั่นน้ำแข็ง คุณชายจะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่
นางแม้กระทั่งเสียใจที่ไม่ได้โน้มน้าวคุณชาย รับรักหูลี่เฟยน่าเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว ขอเพียงมีชีวิตต่อไปได้ มีสตรีข้างกายเพิ่มอีกสักคนไม่ดีตรงไหนกัน
ไป๋จื่อหันหน้าไป เห็นสีหน้ารู้สึกผิดบนใบหน้าเจือสีม่วงของเสี่ยวชิง นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “สิ่งของที่มีค่า กว่าจะได้มาย่อมต้องแลกด้วยความลำบาก ส่วนสิ่งของที่ได้มาง่ายๆ จะบอกว่ามันมีค่าได้อย่างไร”
เหตุผลที่บัวหิมะคุนหลุนได้ชื่อว่าล้ำค่า และมีคุณสมบัติทางยาเหนือชั้น ไม่ใช่แค่เพราะมันหายาก ที่มากยิ่งกว่านั้นคือพวกมันมีอยู่แค่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอย่างยิ่งเช่นนี้ เพราะพวกมันมีความพยายามที่จะรอดชีวิต ถึงได้รวบรวมพลังที่ทำให้คนรอดจากความตายได้
นี่สิถึงเป็นเสน่ห์ของบัวหิมะคุนหลุนไม่ใช่หรือ
จักจั่นน้ำแข็งก็เป็นเช่นนั้น หากไม่ใช่เพราะมันอยู่ที่คุนหลุน แล้วจะเป็นจักจั่นน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่งใต้หล้าได้อย่างไร หากมันอยู่ที่ไหนก็ได้นอกจากเขาคุนหลุน มันก็เป็นแค่จักจั่นที่ธรรมดาและหนวกหูเท่านั้น
“แต่แม่นาง พวกเราเข้าไปในสถานที่เช่นนี้แล้วยังจะรอดออกมาได้หรือ” เสี่ยวชิงไม่กลัวตาย หากเป็นไปได้ นางยอมใช้ชีวิตของตนเองและกับชีวิตของแม่นาง
ไป๋ตื่อว่า “อยากได้ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นจักจั่นน้ำแข็งหรือบัวหิมะคุนหลุน พวกมันล้วนคุ้มค่าให้พวกเราเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ อีกอย่าง พวกเรามีลุงหูลี่ เขามีประสบการณ์มาก มีเขาอยู่ด้วยไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรหรอก”
หูลี่จ่างเทียนที่เดินนำหน้ามาตลอดหยุดฝีเท้า หันกลับมาตะโกนบอกพวกไป๋จื่อและเสี่ยวชิง “รีบตามมาเร็วเถอะ ผ่านเนินหิมะข้างหน้าไปแล้ว ลมหิมะจะเบาบางลง ถึงตอนนั้นก็จะเดินง่ายขึ้น”
ไป๋จื่อเร่งฝีเท้า กัดฟันทนความเจ็บบนใบหน้าที่เกิดจากหิมะเย็นๆ เสียดแทงกระดูกกระทบ
องครักษ์สองคนเห็นหญิงสาวสองคนเด็ดเดี่ยว ไม่ร้องว่าเหนื่อยเลยสักนิด แล้วพวกเขาจะมีสิทธิ์อะไรไปบ่นว่าเหนื่อยยาก ทั้งสี่คนอาศัยแรงใจนี้ ติดตามหูลี่จ่างเทียนจนเดินข้ามเนินหิมะที่เขาว่า
เมื่อพ้นเนินหิมะไปแล้วก็เป็นเช่นที่หูลี่จ่างเทียนว่า ลมหิมะเบาลงมาก เกล็ดหิมะที่ร่วงลงมาก็ไม่ได้รุนแรงเท่าก่อนหน้านี้
ไป๋จื่อช้อนสายตามองไปข้างหน้า ที่นี่เป็นบริเวณหลังเขา มิน่าเล่าลมแรงปานนั้นบทจะไม่มีก็ไม่มี ทว่าสถานที่เช่นนี้หิมะถล่มได้ง่ายที่สุด
หูลี่จ่างเทียนว่า “เดินที่นี่ต้องเบาเสียงด้วย อย่าส่งเสียงดัง หากหิมะถล่ม พวกเราก็ไม่มีใครรอดทั้งนั้น”
ทั้งสี่คนพยักหน้าหงึกหงัก พากันกัดฟันไม่ส่งเสียง
หูลี่จ่างเทียนยิ้ม “ไม้องทำถึงขนาดนั้น ขอเพียงอย่าพูดเสียงดังกันก็พอแล้ว”