คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 648
ตอนที่ 1295 โรคประหลาดของไท่ซ่างหวง
ขันทีอาวุโสและเหล่านางกำนัลต่างก็เหม่อมองไป๋จื่อ ว่าที่ฮองเฮาผู้นี้เสียกิริยาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร...
ที่นี่เป็นถึงตำหนักอวี้ชิง เป็นที่พำนักของไท่ซ่างหวง นางกล้าอาเจียนข้างนอกตำหนักอวี้ชิงหรือนี่
เสี่ยวชิงรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” นางรู้ว่าไป๋จื่อทนเวียนศีรษะไม่ไหวแล้ว หากนางนั่งราชรถคันนี้เช่นกัน นางก็คงมีจุดจบไม่ต่างกัน
ไป๋จื่อเช็ดมุมปาก ส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “ข้าไม่เป็นไร แต่เรื่องที่ข้าอาเจียนหน้าตำหนักอวี้ชิง เกรงว่าจะกลายเรื่องใหญ่แล้วสินะ”
เสี่ยวชิงยิ้มว่า “กลัวอะไรกัน ทุกเรื่องล้วนมีฮ่องเต้คอยจัดการให้ ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลหรอก”
ไป๋จื่อเข้าใจในทันที รอยยิ้มขื่นหายไป สีหน้าพลันสดใสขึ้น “จริงด้วย มีเขาอยู่ ข้าต้องกลัวอะไรกัน เขาเป็นถึงฮ่องเต้เชียวนะ” เมื่อคิดถึงตรงนี้ เรี่ยวแรงที่หายไปจากร่างกายก็คืนกลับมา นางลุกขึ้นจากราชรถทันที แล้วตามนางกำนัลนำทางเข้าไปในตำหนักอวี้ชิง
ภายในตำหนักอวี้ชิงเงียบสงัดจนน่ากลัว นางกำนัลและขันทีที่พบเห็นระหว่างทางล้วนคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าติดกับพื้นเลยทีเดียว มองไม่ออกเลยว่าพวกเขามีสีหน้าอย่างไร
ดูท่าทางจะไม่เพียงเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องใหญ่อีกต่างหาก
ฝีเท้าของนางกำนัลนำทางเร่งร้อนมาก ไป๋จื่อจึงเร่งฝีเท้าตามสัญชาตญาณ หลังจากอ้อมไปอ้อมมาจบแล้ว ในที่สุดก็มาถึงห้องบรรทมของไท่ซ่างหวงเสียที
ด้านนอกห้องบรรทมมีนางกำนัลและขันทีอยู่ไม่น้อย ดูจากการแต่งกายแล้ว พวกเขาไม่ใช่คนของตำหนักอวี้ชิงทั้งหมด คล้ายกับมีคนจากตำหนักอื่นด้วย
นางไม่ค่อยประทับใจไท่ซ่างหวงสักเท่าไร แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเกลียด เพราะถึงอย่างไรเสียเขาก็เป็นบิดาของฉู่เยี่ยน ยังคงต้องให้ความเคารพนับถืออยู่หลายส่วน
ตอนที่ฉู่เยี่ยนกลับวังด้วยสภาพสลบไสล สายตาที่ไทซ่างหวงมองนางช่างน่ากลัวเหมือนกับจะกินคนจริงๆ
วันนี้ก็คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง ในสายตาของไท่ซ่างหวง นางไม่คู่ควรเป็นฮองเฮาของฉู่เยี่ยนโดยสิ้นเชิง
เฮ้อ...เช่นนั้นควรจะทำอย่างไรดี ชีวิตเป็นของนางและฉู่เยี่ยน นอกเสียจากฉู่เยี่ยนเปลี่ยนใจ นางก็ไม่อาจถอยหนีได้
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น นางก็เข้าไปในห้องบรรทมแล้ว เห็นฉู่เยี่ยนสวมชุดคลุมมังกรสีม่วงเข้มนั่งอยู่หน้าแท่นบรรทมสลักลายมังกร ใบหน้าเคร่งขรึมทีเดียใ
เมิ่งไท่เฟยเองก็นั่งอยู่ที่ปลายแท่นบรรทม หลุบตาลง ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
คนที่อยู่บนแท่นบรรทมยังมีชีวิตอยู่ นางเห็นผ้าห่มไหมกระเพื่อมขึ้นลงเล็กน้อย
“ฝ่าบาท คุณหนูไป๋มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฝูเซิ่งก้าวไปข้างหน้า รายงานฉู่เยี่ยนเสียงเบา
ฉู่เยี่ยนหันหน้าไปทันที เห็นไป๋จื่อมาแล้วจริงๆ จึงลุกขึ้นไปต้อนรับนาง แล้วจูงมือนางมาถึงที่หน้าเตียงของไท่ซ่างหวง “เสด็จพ่อเหมือนจะเป็นโรคประหลาด เหล่าหมอหลวงวินิจฉัยไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร ข้าถึงได้ให้คนไปเชิญเจ้ามา”
ไป๋จื่อร้องอ๋อเสียงหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมองไท่ซ่างหวงที่นอนอยู่บนแท่นบรรทม
สีหน้าของไท่ซ่างหวงเป็นสีเหลืองเข้ม ดวงตาปิดสนิท คิ้วขมวดเป็นปมแน่น แม้จะกำลังหลับอยู่ แต่กลับยังคงรู้สึกได้ว่าเขาเจ็บปวดมาก
ไป๋จื่อเดินไปข้างหน้า ก่อนจะนั่งลงตรงขอบแท่นบรรทม แล้วยื่นมือไปจับชีพจรให้ไท่ซ่างหวง
เมิ่งไท่เฟยที่อยู่ข้างๆ ช้อนสายตามองไปทางไป๋จื่อ มองนิ้วมือขาวจับอยู่บนข้อมือของไท่ซ่างหวง พลางขมวดเรียวคิ้วที่โก่งเหมือนสันเขาเล็กน้อย
ไป๋จื่อจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่งก็ชักมือกลับในที่สุด จากนั้นก็ตรวจดูดวงตาและเส้นเลือดตรงคอของไท่ซ่างหวง นางพบว่าทุกอย่างเป็นปกติดี
ฉู่เยี่ยนถามขึ้น “เป็นอย่างไรบ้าง”
“ชีพจรเป็นปกติทุกอย่าง อุณหภูมิร่างกาย ดวงตา ไปจนถึงเส้นเลือดตรงคอก็ปกติมาก การเต้นของหัวใจก็มั่นคงมากเช่นกัน” ไป๋จื่อว่า
เมิ่งไท่เฟยพลันยิ้ม “หมายความว่าไท่ซ่างหวงไม่เป็นอะไรแล้วใช่หรือไม่”
ไป๋จื่อส่ายหน้า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ เพราะว่าทุกอย่างเป็นปกติเกินไป ดังนั้นถึงยิ่งผิดปกติ ร่างกายของไท่ซ่างหวงไม่มีทางเป็นปกติทุกอย่างเช่นนี้ ยิ่งปกติมากเท่าไร ก็ยิ่งไม่ปกติมากเท่านั้นเพคะ”
ฉู่เยี่ยนเวียนศีรษะกับคำพูดของนาง “แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ไป๋จื่อส่ายหน้า “ข้าเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ แต่สิ่งที่ข้าแน่ใจเพียงอย่างเดียวก็คือ ไท่ซ่างหวงเป็นโรคประหลาดแล้วจริงๆ” ทีแรกนางสงสัยว่าถูกพิษ แต่ก็ไม่พบเค้าลางว่าถูกพิษสักนิดโดยสิ้นเชิง
……….
ตอนที่ 1296 ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่คู่ควร
“เหล่าหมอหลวงว่าอย่างไรบ้าง” ไป๋จื่อถาม
ฉู่เยี่ยนเล่าว่า “หมอหลวงทุกคนวินิจฉัยไม่ได้ แต่หมอหลวงสวี่บอกว่าอาจจะหาคำตอบเจอจากตำราสักเล่ม ตอนนี้เขาไปค้นหาแล้วละ”
ตำราสักเล่ม? ในหัวของไป๋จื่อพลันปรากฏตำราชีพจรอัศจรรย์ขึ้นมาทันที
จริงด้วย เหตุใดเมื่อครู่นางคิดไม่ถึงกัน ชีพจรของไท่ซ่างหวงปกติจนเกินไป ความจริงแล้วก็เป็นประเภทหนึ่งของชีพจรอัศจรรย์เช่นกัน อาจจะหาคำตอบเจอจากในตำราชีพจรอัศจรรย์จริงๆ ก็ได้
ไป๋จื่อกล่าวทันที “ข้าก็จะไปอ่านตำราด้วย หากไท่ซ่างหวงฟื้นแล้ว เจ้าส่งคนไปบอกข้าทันทีด้วย”
ฉู่เยี่ยนพยักหน้า จากนั้นก็กำชับฝูกงกง “ฝูเซิ่ง เจ้าเตรียมคนไว้สองคน คอยรับใช้คุณหนูไป๋ตลอดเวลา ฝีมือต้องดีด้วย” ไป๋จื่อมีองครักษ์ลับ ทว่าองครักษ์ลับเข้ามาในวังไม่ได้ แม้เสี่ยวชิงจะเป็นวรยุทธ์ ทว่าในเขตวังหลวงชั้นในมีแต่ยอดฝีมือ เหล่าสตรีที่ไม่ได้รับความโปรดปรานพวกนั้น มีคนใดบ้างเล่าที่ไม่ชังไป๋จื่อเข้ากระดูกดำ หากพวกนางสบโอกาส ย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ
ฝูเซิ่งเข้าใจเจตนาของฮ่องเต้ดี จึงรีบไปจัดการตามคำสั่ง
เมิ่งเสวียนหลิงกวาดสายตามองนางกำนัลข้างหลัง ฝ่ายนางกำนัลรู้กัน ลอบถอยออกจากห้องบรรทมไป
ไป๋จื่อ เสี่ยวชิง และยอดฝีมือจากหน่วยองครักษ์อวี่หลินสองคนมาถึงสำนักหมอหลวงแล้ว ข้างในสำนักหมอหลวงตอนนี้กำลังยุ่ง ต่างก็จับกลุ่มสนทนากัน ล้วนถกปัญหาเรื่องอาการของไท่ซ่างหวงทั้งสิ้น
นางตรงเข้าไปหาหมอหลวงสวี่ที่อยู่ในห้องตำราข้างหลัง
หมอหลวงจางเห็นดังนั้นก็รีบตามเข้ามา “แม่นางไป๋ เจ้ามาหาหัวหน้าสำนักสวี่หรือ”
ไป๋จื่อพยักหน้าพลางอมยิ้ม “ใช่เจ้าค่ะ เขาอยู่ที่ห้องตำราใช่หรือไม่”
หมอหลวงจางตอบรับ “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ข้าเห็นเขาเข้าไปในห้องตำรา ข้าเองก็กำลังคิดตามไปเช่นกัน ไปด้วยกันเถอะ”
ทั้งสองคนนับว่าคุ้นเคยกัน ยามสนทนากันจึงเป็นกันเองทีเดียว หมอหลวงคนอื่นเห็นดังนั้นก็อิจฉาตาร้อน แม้กระทั่งมีคนลอบนินทาเบาๆ “ดูเขาสิ ปกติแล้วทำตัวเหมือนตนเองสูงส่ง ซูกุ้ยเหรินเชิญเขาไปตรวจก็ไม่ยอมไป คราวนี้เห็นว่าที่ฮองเฮามาถึงก็รีบเข้าไปประจบเชียว”
“ใครว่าไม่ใช่เล่า ครั้งก่อนอิ๋งกุ้ยเหรินล้มป่วย เขาก็ไม่ยอมไปเช่นกัน ให้ข้าไปแทนที่เขา ไม่ใช่เพราเห็นสนมเหล่านั้นในวังไม่ได้รับความโปรดปรานหรือไร”
“ตำแหน่งหัวหน้าสามตอนนี้ว่างอยู่หนึ่ง หรือว่าเขาคิดจะเป็นหัวหน้าสำนักบ้าง”
“เขาคู่ควรที่ไหนกัน เจ้าดูสิว่าเขาเพิ่งอายุเท่าไร คนที่อายุมากกว่าเขาในสำนักหมอหลวงมีถมไป ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่คู่ควร”
เสียงวิจารณ์พวกนี้ไม่ดังมาก ทว่าอย่างไรก็ถึงหูของไป๋จื่อและหมอหลวงจางอยู่หลายคำ
หมอหลวงจางยิ้มเจื่อน “เจ้าอย่าไปใส่ใจเลยนะ พวกเขาก็เป็นกันเช่นนี้แหละ”
ไป๋จื่อหันหลังกลับไป กวาดสายตามองคนพวกนั้นด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า “แต่จากที่ข้าเห็น ท่านสมควรเป็นหัวหน้าสำนักมากกว่าคนพวกนั้นอีก”
หมอหลวงจางรีบโบกมือ “ไม่หรอก ข้าอายุยังน้อย ยังต้องสั่งสมประสบการณ์ให้มากกว่านี้ ข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสำนักไม่ไหวหรอก”
ไป๋จื่อกลับเอ่ยว่า “แต่จากที่ข้าเห็น หัวหน้าสำนักใช่ว่าจะต้องอายุมาก ทว่าต้องอาศัยวิชาแพทย์ต่างหาก วิชาแพทย์ของท่านเหนือกว่าพวกเขา ความสำเร็จในอนาคตย่อมไม่ด้อยไปกว่าหมอหลวงสวี่ ท่านถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”
ใครๆ ก็ชอบถูกชมทั้งนั้น หมอหลวงจางก็ไม่ยกเว้น ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ชมเขายังเป็นคนที่เขาเลื่อมใสมาตลอดอีกต่างหาก
หมอหลวงจางเกาศีรษะ ยิ้มอย่างเขินๆ “แม่นางชมเกินไปแล้ว”
ระหว่างสนทนากัน ทั้งสองคนก็มาถึงห้องตำราแล้ว ครั้นเข้าไปข้างในก็ได้กลิ่นแปลกๆ ทันที
เหมือนจะเป็น...กลิ่นเลือด?
แววตาของไป๋จื่อเข้มขึ้นเล็กน้อย นางกวาดสายตามองหมอหลวงชราที่เฝ้าห้องตำราทันที