คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 616
ตอนที่ 1231 ฉีกหน้าคนปล่อยข่าวลือ
ทว่าไป๋จื่อได้ยินแล้วกลับเงียบขรึมอย่างน่าประหลาด จะมีก็แค่เลิกคิ้วขึ้นตอนที่นางเล่าให้ฟังเท่านั้น จากนั้นก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ควรทำอะไรก็ทำสิ่งนั้น ราวกับว่าไม่ได้ยินที่นางพูดโดยสิ้นเชิง
นางสงสัยว่าเมื่อครู่ตนเองพูดชัดเจนหรือไม่
“แม่นาง ท่านไม่โกรธหรือ” เสี่ยวชิงถาม
ไป๋จื่อรดน้ำให้ดอกไม้ต่อ ไม่ยกหนังตาขึ้นแม้สักครั้ง “ไม่โกรธ มีอะไรน่าโกรธกัน”
เสี่ยวชิงเบิกตาโพลง “มีอะไรน่าโกรธ? พวกเขาใส่ร้ายท่านโดยไม่มีมูลเช่นนี้ ท่านไม่โกรธแม้สักนิดเลยหรือ”
คนอื่นที่ไม่รู้เส้นสนกลในน่ะช่างเถอะ แต่สามปีนั่นเสี่ยวชิงอยู่ข้างกายนางตลอด รู้ว่าสามปีนั้นนางมีชีวิตอย่างไร คำลวงที่ไม่มีมูลพวกนั้นจึงทำให้เสี่ยวชิงแทบจะทนฟังไม่ไหว
ไป๋จื่อยักไหล่ “ข่าวลือหยุดที่ผู้มีปัญญา ผู้ปล่อยข่าวลือนั้นชั่วร้าย และผู้ส่งต่อข่าวลือถือเป็นคนโง่ เหตุใดข้าต้องไปมีเรื่องกับคนโง่กลุ่มหนึ่งด้วยเล่า มีความหมายอะไร”
“แต่พวกเขาใส่ร้ายท่าน ทำลายชื่อเสียงของท่าน ท่านไม่สนใจเลยสักนิดจริงๆ หรือ” เสี่ยวชิงถามด้วยความร้อนใจ
ไป๋จื่อส่ายหน้า “ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่ทุกคนสนใจ แต่สิ่งนี้ไม่ได้สนใจเจ้า มันแค่คงอยู่ได้เท่านั้น”
“ผู้บริสุทธิ์จะบริสุทธิ์ ส่วนผู้มีมลทินจะมีมลทิน สหายและครอบครัวของข้าไป๋จื่อ ย่อมเชื่อข้าไป๋จื่อ คนที่ไม่ใช่ครอบครัวหรือสหายของข้าไป๋จื่อ ข้าจะสนใจไปไยว่าพวกเขาคิดอย่างไร พวกเขาคิดว่าข้าเป็นอย่างไร แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย”
เมื่อเห็นเสี่ยวชิงยังคงมีสีหน้าไม่อาจเข้าใจได้ ในที่สุดไป๋จื่อก็วางบัวรดน้ำในมือลง ยิ้มว่า “เทียบเช่นนี้แล้วกัน เจ้าเจอสุนัขบ้าตัวหนึ่งบนถนน มันเห่าใส่เจ้า แม้กระทั่งกัดเจ้าด้วยครั้งหนึ่ง เจ้าต้องเห่าใส่มันกลับ หรือกัดตอบมันหรือไม่”
“เช่นนั้นต้องทำอย่างไร” เสี่ยวชิงไม่เข้าใจ นางเป็นถึงว่าที่ฮองเฮาของแคว้นฉู่ ชื่อเสียงจึงมีความสำคัญต่อนางมาก
ไป๋จื่อยักไหล่ “ก็ไม่อย่างไร ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น คำลวงจะเป็นคำลวงอยู่วันยันค่ำ เวลาจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง ข้าไม่ต้องร้อนใจพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้ว”
“แม่นางไม่อยากรู้หรือว่าคนที่ปล่อยข่าวลือเป็นใคร”
ไป๋จื่อว่า “เรื่องนี้ข้าไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจหรอก อย่างไรก็ต้องมีคนไปสืบอยู่แล้ว คนที่ปากร้ายผู้นั้นย่อมมีคนไปจัดการเองแหละ” นางรู้จักนิสัยของฉู่เยี่ยนดี หากเขารู้เรื่องนี้เข้า เขาไม่มีทางนิ่งดูดายแน่
“แม่นางเดาได้หรือว่าเป็นใคร” เสี่ยวชิงถาม
ไป๋จื่อยิ้มจาง “ศัตรูของข้ามีไม่มาก ศัตรูคนล่าสุดก็มีอยู่แค่สองสามคน และคนที่มีความสามารถกระจายข่าวลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง ทั้งที่ลับและที่แจ้งได้มีอยู่คนเดียว”
“ใครหรือ” เสี่ยวชิงเร่งถาม มือเรียวบางกำเป็นหมัดในทันที ด้วยอยากจะไปฉีกหน้าคนปล่อยข่าวลือจะแย่แล้ว
“อี๋ผิงจวิ้นจู่!”
เสี่ยวชิงเพิ่มเสียงพูด “เป็นนาง? จริงด้วย นางนั่นแหละ วันนั้นนางถูกแม่นางตบหน้าที่นี่ คุณชายเมิ่งก็ตำหนินางปานนั้น ในใจนางต้องกดกลั้นโทสะนี้ไม่ไหวแน่ จึงจงใจส่งคนไปปล่อยคำลวงพรรค์นี้ ช่างกล้ายิ่งนัก”
ไป๋จื่อยังคงยิ้มจาง “นางกล้ามากจริงๆ นั่นแหละ ไม่ได้ด้อยไปกว่าบุรุษนิสัยมุทะลุผู้นั้นเลย” นางหัวเราะเสียงหนึ่ง “แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เดิมทีข้ากังวลว่าเมิ่งหนานจะหย่าขาดกับนางไม่ได้ ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนสกุลฉู่ บิดาเป็นถึงอ๋อง ตำแหน่งสูงกว่าสกุลเมิ่งอยู่แล้ว แต่วันนี้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ฉู่เยี่ยนย่อมไม่มีทางให้นางเสวยสุขอยู่ในเมืองหลวง หากไม่ถูกส่งไปสวดมนต์ที่วัดโบราณ ก็ต้องถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวง แต่ก่อนจะทำเรื่องพวกนี้ได้ ต้องยกเลิกการแต่งงานของนางกับเมิ่งหนานได้อย่างแน่นอน”
...
สกุลเมิ่ง
เมิ่งหนานโยนจดหมายฉบับหนึ่งใส่หน้าฉู่เยี่ยน “เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ หลักฐานกระจ่างแจ้ง เจ้ายังคิดบิดพลิ้วอีกหรือไม่”
คนที่เขียนจดหมายไม่ใช่นาง กลับเป็นข้ารับใช้ของนาง การสืบสาวจึงเป็นเรื่องง่ายมาก นางรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธอีก จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เป็นข้าเอง ข้าเป็นคนทำ แต่ข้าพูดผิดตรงไหนบ้าง สามปีนั้นนางมีชีวิตที่ต่างแดนอย่างไร ใครเล่าจะรู้ได้”
“นางเป็นสตรี ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเช่นนั้น หากไม่พึ่งพิงบุรุษ แล้วนางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร” ฉู่หนิงเอ่ยเสียงแหลม
……….
ตอนที่ 1232 คิดจะจัดการนางอย่างไร
เมิ่งหนานอยากจะฉีกปากของนางจริงๆ
“เจ้าคิดว่านางเป็นเจ้าหรือ ที่แยกจากบุรุษและบิดามารดาแล้วจะหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ นางคือไป๋จื่อ ไป๋จื่อที่มีเพียงคนเดียวบนโลก สิ่งที่นางทำได้ ทั้งชีวิตนี้เจ้าทำไม่ได้หรอก”
ฉู่หนิงมีสีหน้าเกรี้ยวกราด จ้องมองเมิ่งหนานเขม็ง “นางเป็นเช่นนั้นในใจของเจ้าหรือ แล้วข้าเล่า? ในใจของเจ้า ข้าเคยมีที่ในนั้นสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่”
เมิ่งหนานแค่นหัวเราะ โยนจดหมายอีกฉบับหนึ่งใส่หน้านาง “นี่คือหนังสือหย่า เจ้าไปเสียเถอะ สกุลเมิ่งไม่ใช่ที่อยู่ของแม่พระอย่างเจ้าหรอก” เดิมทีเขายังอยากไว้หน้าหนานเจียงอ๋อง จึงไม่เคยทำเช่นนี้
แต่วันนี้เขาไม่อาจทนต่อไปได้แล้วจริงๆ
ก่อนหน้านี้เขาไม่มีเหตุผลให้หย่ากับนาง แต่วันนี้หลักฐานทนโท่ นางโต้แย้งอะไรไม่ได้ หย่ากับนางจึงนับว่าเหมาะสมแล้ว
ฉู่หนิงไม่มองหนังสือหย่าแม้สักครั้งเดียว เพียงชำเลืองมองคำว่าหย่าบนหนังสือ จากนั้นก็ฉีกมันเป็นชิ้นๆ ในทันที
“ไม่มีทาง เจ้าคิดจะหย่ากับข้าหรือ ฝันไปเถอะ! เจ้าไม่ดูเสียบ้างว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นสตรีประเภทที่เจ้าจะขับไล่ออกจากจวนได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ ข้าคืออี๋ผิงจวิ้นจู่ ข้าเป็นบุตรีของหนานเจียงอ๋อง ข้าสกุลฉู่เชียวนะ”
เมิ่งหนานแค่นหัวเราะเสียงเย็น “แล้วอย่างไร? ในสายตาของข้าเมิ่งหนาน เจ้าไม่มีค่าอะไรทั้งนั้น” เขากล่าวจบแล้วก็หมุนกายไปอย่างเย็นชา ก้าวเท้าอาดๆ จากนางไป
ราวกับเป็นกิ่งไม้ที่หักจากลำต้น ปลิวไปไกลตามลม ไกลออกไปเรื่อยๆ
นางยื่นมือไปหมายจะคว้าไว้ ทว่าไม่อาจคว้าไว้ได้
เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ เดิมทีนางอยากมีวันคืนที่ดี แต่สุดท้ายแล้วเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นวันนี้ไปได้
สายตานางพลันเย็นชา “เพราะนางสารเลวไป๋จื่อ ล้วนเป็นเพราะนาง หากไม่ใช่เพราะนาง เมิ่งหนานไม่มีทางทำเช่นนี้กับข้า สามปีผ่านปีผ่านมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเมิ่งหนานล้วนต้องกลับมา”
“แต่เพราะการปรากฏตัวอีกครั้งของนาง เรื่องราวถึงได้เปลี่ยนไป กลายเป็นไม่มีทางหวนกลับมาได้”
ไม่นานนักก็มีข้ารับใช้มารายงาน “จวิ้นจู่ หนานเจียงหวางเฟยมาแล้ว กำลังมาที่นี่เจ้าค่ะ”
ฉู่หนิงนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ คราบน้ำตาบนใบหน้าแห้งไปนานแล้ว ไม่มีวี่แววของคนที่เพิ่งร้องไห้แล้ว
ตอนนี้ เวลานี้นางยังคงเป็นอี๋ผิงจวิ้นจู่ผู้หยิ่งทระนงเหมือนกับเมื่อก่อน ไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
สาวใช้เก็บเศษกระดาษบนพื้นไปแล้ว หนานเจียงหวางเฟยรีบร้อนเดินเข้ามา ครั้นเห็นบุตรีแล้วก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“หนิงเอ๋อร์...” หนานเจียงหวางเฟยปรี่ไปถึงข้างกายบุตรี ร้องไห้ไม่หยุด
ฉู่หนิงมุ่นคิ้ว เอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ท่านแม่ จู่ๆ ท่านร้องไห้ทำไม”
หนานเจียงหวางเฟยพูดเสียงสะอื้น “จู่ๆ? ไหนเลยตอนนี้จะยังอารมณ์ดีอยู่ได้อีก หนิงเอ๋อร์ เรื่องนี้เจ้าเป็นคนทำจริงๆ ใช่หรือไม่”
ฉู่หนิงไม่ได้ตอบความ ย่อมรู้ว่ามารดาถามถึงเรื่องอะไร
แม้แต่เมิ่งหนานก็สืบเจอแล้ว ชัดเจนคนผู้นั้นที่อยู่ในวังผู้นั้นก็ต้องสืบเจอแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในวังผู้นั้นคิดจะจัดการนางอย่างไร
ถึงอย่างไรเสียนางก็เป็นบุตรีของหนานเจียงอ๋อง ดูท่าจะลงโทษอย่างจริงจังไม่ได้กระมัง
แม้ไป๋จื่อจะเป็นคู่หมั้นของเขา ทว่าคู่หมั้นสามารถเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา ส่วนสายเลือดราชนิกูลไม่มีวันเปลี่ยนได้
หนานเจียงหวางเฟยเห็นนางไม่พูดจา จึงเอ่ยเข้าประเด็นว่า “ข่าวลือของไป๋จื่อที่สะพัดอยู่ข้างนอก เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆ ใช่หรือไม่”
ฉู่หนิงร้องรับเสียงหนึ่ง “อืม ข้าเป็นคนทำเอง”
หนานเจียงหวางเฟยโกรธจนตัวสั่น “เจ้าเด็กคนนี้ เหตุใดเจ้าถึงเลอะเลือนนัก ไป๋จื่อผู้นั้นใช่คนที่เจ้าจะไปหาเรื่องได้ตามใจชอบที่ไหนกัน”
ฉู่หนิงเงยหน้าขึ้นทันควัน แววตาวาวโรจน์จ้องเขม็งไปที่หนานเจียงหวางเฟย “ท่านแม่ เหตุใดท่านพูดเช่นนี้ ข้าเป็นบุตรีของท่าน เป็นถึงอี๋ผิงจวิ้นจู่เชียวนะ แล้วนางไป๋จื่อเป็นใครกัน ข้าหาเรื่องนางแล้วอย่างไร ก็แค่หลานสาวของขุนนางแก่ปลดเกษียณ ไม่ใช่บุตรีจากสกุลบุญหนักศักดิ์ใหญ่อะไรเท่าไร ชื่อเสียงเหม็นโฉ่ขนาดนี้จะเป็นว่าที่ฮองเฮาได้อยู่อีกหรือ”