คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 636
ตอนที่ 1271 ไฟแผดเผาผิวหนังทุกชุ่นของนาง
แม้แต่ยาลดไข้ที่นางหลอมเอง ไปจนถึงยาลดไข้ชนิดเร่งด่วนที่นำมาจากยุคปัจจุบันก็ใช้ไม่ได้กับนาง
ความทรมานจากอุณภูมิร่างกายสูงทำให้นางสติเลอะเลือนขึ้นเรื่อยๆ ปากพร่ำอะไรบางอย่างตลอดเวลา ทว่าฟังไม่รู้เรื่องว่านางกำลังพูดอะไรอยู่กันแน่ ตงฟางหว่านเอ๋อร์และตงฟางมู่ต่างก็ร้อนใจจนกระทืบเท้า แทบจะเชิญหมอทุกคนมาที่คฤหาสน์ตงฟาง
หลังจากฉู่เยี่ยนรู้ข่าว เขาก็มาถึงคฤหาสน์ตงฟางในคืนนั้น
ร่างกายของไป๋จื่อเหมือนติดไฟ คล้ายกับมีใครใช้ไฟเผานางอย่างไรอย่างนั้น
เห็นไป๋จื่อทรมานขนาดนี้ ฉู่เยี่ยนกล่าวกับหมอหลวงสวี่ว่า “เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช้ยาหรือ”
หมอหลวงสวี่รีบตอบว่า “ทูลฝ่าบาท ใช้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่มันไม่ได้ผลเลยสักนิดเดียว อาการของแม่นางไป๋แปลกนัก เหมือนกับไม่ใช่อาการไข้ขึ้นธรรมดา”
“ไม่ใช่อาการไข้ขึ้นธรรมดา แล้วมันเป็นอะไรกันแน่”
หมอหลวงสวี่ส่ายหน้า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเป็นหมอมาหลายสิบปี ทว่าไม่เคยเห็นอาการขึ้นที่แปลกขนาดนี้มาก่อนเลย หากคนธรรมดาตัวร้อนขนานี้ เกรงว่าจะน้ำลายฟูมปาก ชักเกร็ง แม้แต่ชีวิตก็ต้องหาไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าแม้แต่ชีวิตก็ต้องหาไม่ ฉู่เยี่ยนก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้น พูดเสียงดังทันที “ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน รีบรักษานางให้หายโดยเร็วที่สุด และห้ามเกิดความผิดพลาดขึ้นเป็นอันขาด”
หมอหลวงสวี่คุกเข่าลงทันที หมอหลวงกลุ่มใหญ่ข้างหลังเขาก็คุกเข่าตามเช่นกัน “ฝ่าบาท กระหม่อมไร้ความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่เยี่ยนอยากจะเตะหมอหลวงไร้ความสามารถพวกนี้ให้ตายไปทีละคนจริงๆ ไม่ใช่ว่าพวกเขามีความสามารถกันหรืออย่างไร เหตุใดถึงเวลานี้แล้วถึงได้ไม่ได้เรื่องกันขนาดนี้
หมอหลวงสวี่เอ่ยว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้ใช้ยาอะไรกับแม่นางไป๋ก็ไม่มีประโยชน์ วิธีสุดท้ายก็คือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นคลายร้อนบริเวณหน้าผากของนาง ป้องกันไม่ให้ความร้อนแผดเผาศีรษะ แล้วค่อยใช้น้ำอุ่นเช็ดตัวให้นาง ทำเช่นนี้ทุกๆ หนึ่งก้านธูป ต้องเปลี่ยนผ้าชุบน้ำเย็นเสมอ และคอยป้อนน้ำอุ่นให้นางด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
นี่เป็นวิธีการที่ธรรมดาและเรียบง่ายที่สุด มีคนป่วยมากมายตั้งแต่โบราณมา ต่างก็ใช้วิธีนี้รักษาจนหายดี ขอเพียงมีความอดทนมากพอ ผู้ป่วยก็จะอาการดีขึ้น และหายป่วยได้ในที่สุด
ฉู่เยี่ยนรับผ้าชุบน้ำเย็นมาจากสาวใช้ แล้ววางลงบนหน้าผากของไป๋จื่อ จากนั้นก็ถกแขนเสื้อขึ้น หมายจะเช็ดตัวให้ไป๋จื่อด้วยตัวเอง
ตงฟางหว่านเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาห้าม “ฝ่าบาท หม่อมฉันทำเองดีกว่าเพคะ ขอพระองค์และทุกคนออกไปก่อน”
คราวนี้ฉู่เยี่ยนถึงรู้ตัว เมื่อครู่เขาร้อนใจมาก เกือบจะถอดเสื้อผ้าของไป๋จื่อต่อหน้าหมอหลวงทุกคนแล้ว เขาเคาะกะโหลกตัวเองทันที ยิ้มเจื่อนว่า “ตกลง ท่านทำเถอะ ข้าจะออกไปรอข้างนอก”
ฉู่เยี่ยนนำหมอหลวงกลุ่มใหญ่ออกจากห้อง เมื่อไปถึงลานบ้านแล้วกำหนิพวกเขาเสียยกใหญ่ ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกกังวลใจเช่นเดิม
ไป๋จื่อรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในทะเลเพลิง ไฟแผดเผาผิวหนังทุกชุ่นของนาง เจ็บเสียจนนางอยากตายไปให้รู้แล้วรู้รอด
นางอยากตายไปเร็วๆ จะได้ไม่ต้องทนรับความทรมานแสนสาหัสนี้อีกต่อไป
แต่นางตายไม่ได้สักที ความเจ็บปวดยังคงอยู่ ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด ราวกับตัวอยู่ในไฟบัลลัยกัลป์
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ นางรู้ว่าตัวเองไม่อยู่ในสภาพได้สติ จึงอยากฟื้นสติกลับคืนมา แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่ฟื้น ลืมตาไม่ขึ้นด้วยซ้ำไป
ตรงหน้ามีแต่ความมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด ร่างกายเจ็บปวดจากไฟที่แผดเผาจนยากจะทานทนไหว
นางได้ยินเสียงมากมาย
เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บทรมาน เสียงไซเรน
อึกทึกมาก หนวกหูเสียจนนางปวดศีรษะไปหมด
ก่อนที่เสียงเหล่านั้นจะค่อยๆ ห่างออกจากนาง กลายเป็นห่างไกลกัน จู่ๆ นางก็ไม่รู้สึกเจ็บอีกแล้ว
นางตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่างอยู่รางๆ
มีแค่ยุคปัจจุบันถึงจะมีเสียงไซเรนของรถตำรวจ เสียงร้องไห้ขอความช่วยเหลือพวกนั้น ความเจ็บปวดจากไฟเผาบนร่างกาย ไปจนถึงความรู้สึกเหมือนได้รับการปลดเปลื้องที่ถาโถมเข้ามาในทันที
……….
ตอนที่ 1272 หลินหยางพูดว่า
ไป๋จื่อในยุคปัจจุบันตายแล้วหรือ ถูกไฟเผาร่างจนตายใช่หรือไม่
ดังนั้นจู่ๆ นางถึงได้ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของตัวเองอีกฟากหนึ่ง เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่
ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ!
นางคิดว่าตอนที่สูญเสียตัวเองอีกคนหนึ่งไป นางจะรู้สึกดีใจ ไม่รู้สึกเสียใจ
แต่ตอนนี้หลังจากได้รับความเจ็บปวดเช่นนั้นแล้ว นางก็ร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่อยู่
นางในโลกนั้นถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง ต้องเติบโตในบ้านเด็กกำพร้า ทุกคนต่างก็ดูแคลนนาง ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับนาง
มีแค่หลินหยางที่ยอมเป็นเพื่อนกับนาง คอยปกป้องนางอยู่ข้างๆ ตอนที่นางต้องการเขามากที่สุด เขาจะปรากฏตัวขึ้นในทันที ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตาม
ช่วงเวลานั้นนางมีความสุขมาก นางรู้สึกว่าตัวเองโชคดีทีเดียว แม้กระทั่งคิดว่าตัวเองได้เจออีกครึ่งหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว
นางรู้ความรู้สึกของหลินหยาง และคิดจะรับความรู้สึกนั้นของหลินหยางด้วย
จนกระทั่งนางได้พบพ่อแม่ของเขา ได้เข้าไปในบ้านของเขา นางถึงได้รู้ว่าตัวเองกับหลินหยางเป็นเหมือนคนที่อยู่กันคนละโลก
คนหนึ่งเป็นลูกชายที่ได้รับการเอาใจใส่ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นฝุ่นละอองที่ต่ำต้อย
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาดูแคลนของคุณนายหลิน ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของนางมีแต่หดหายไปเรื่อย
อยู่ต่อหน้าคนเช่นนั้น นางน้อยเนื้อต่ำใจจนเงยหน้าไม่ขึ้น รอยยิ้มที่สดใสเหมือนกับแสงตะวันพลันหายไปไม่เห็นตั้งแต่วันนั้น
แม้แต่หลังจากนั้นก็ยังคงตามกลับมาไม่ได้อีก
หลินหยางบอกว่าเขาไม่สนใจสายตาของคนพวกนั้น
หลินหยางบอกว่าเขารักเพียงนางคนเดียว ไม่ว่านางจะมีฐานะใดก็ตาม
หลินหยางบอกว่าเขาชอบนางตั้งแต่เรียนมัธยมปลายแล้ว เขาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแพทย์ก็เพื่อนาง เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ข้างกายนางนานเท่านาน เพื่อที่จะได้มองนางทุกครั้งที่เขาคิดถึงนาง
ทว่าคำพูดหวานเชื่อมน่าฟังเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นางหวั่นไหวอีก
ไม่มีใครรู้ว่านางหวังจะได้รับความรับที่จริงใจจากผู้อาวุโสกว่าแค่ไหน เพราะนางไม่อยากเจอกับการถูกทอดทิ้งเพราะความเกลียดชังอีกแม้แต่ครั้งเดียว
ตั้งแต่ตอนนั้น ในหัวใจของนางเองเริ่มขีดเส้นขึ้น กันหลินหยางออกจากเส้นปลอดภัยนั้น
นางค่อยๆ ลืมความหวั่นไหวของตัวเอง ลืมว่าระหว่างนางกับหลินหยางเคยมีช่วงเวลาที่แม้จะสั้น ทว่าก็มีความสุข
ลืมไปว่านางเองก็เคยจินตนาการ ว่าสักวันหนึ่งนางจะได้กลายเป็นภรรยาของหลินหยาง
นางจำได้เพียงว่าหลินหยางเป็นเพื่อนของนาง เพื่อนที่ดีที่สุด ไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่านี้
ความเจ็บปวดจากไฟที่เผาร่างกายทำให้นางนึกถึงเรื่องราวมากมาย หลายๆ เรื่องถูกขังอยู่ในกล่องความทรงจำอันดำมืดเพราะความตั้งใจของนาง
เมื่อลืมตาขึ้น นางเห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว รวมถึงมหาสมุทรผืนหนึ่ง
บนท้องฟ้ามีบุรุษสวมชุดคลุมสีขาว ส่วนบนผิวน้ำทะเลมีบุรุษสวมชุดคลุมสีม่วงเข้ม
จากท้องฟ้าสู่เบื้องล่างมีบันไดยาวๆ ยื่นเหยียดมาจนถึงใต้เท้าของนาง
และบนผิวน้ำทะเลก็มีทางเดินที่ถูกพันไว้ด้วยไม้เลื้อยมีหนาม ยื่นเหยียดมาจนถึงปลายเท้าของนางเช่นกัน
นางมองไม่เห็นใบหน้าของพวกเขา แต่กลับรู้ชัดแจ้งว่าพวกเขาเป็นใคร
พวกเขาต่างก็ยื่นมือมาให้นาง
นางยกเท้าขึ้น แต่กลับไม่รู้ว่าจะเดินตรงไปข้างหน้า หรือว่าจะเดินขึ้นบันไดไป
เส้นทางสู่ท้องฟ้าและดวงดาวยาวไกลมาก อาจจะตกลงมากระดูกหักเป็นผุยผงได้ทุกเมื่อ
ส่วนเส้นทางสู่ผิวน้ำทะเลแม้จะมีหนามแหลมระหว่างทาง แต่ขอเพียงนางกลั้นใจวิ่งไปข้างหน้า นางก็สามารถไปถึงข้างกายเขาได้
ความสุขเหมือนกับห่างจากนางเพียงอึดใจเดียวเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ในหัวนางตอนนี้มีเพียงใบหน้าของฉู่เยี่ยน และต้องการแค่ไปอยู่ข้างกายฉู่เยี่ยนเท่านั้น
นางยกเท้าขึ้นอีกครั้ง คิดจะเหยียบลงบนเส้นทางสู้ผิวน้ำทะเล
ทว่าตอนนี้เอง ฉู่เยี่ยนพลันวิ่งเข้ามาหานาง ผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้มีหนาม ทำให้ชุดคลุมของเขาขาดวิ่นจนถึงเนื้อหนัง แต่เขากลับไม่สนใจโดยสิ้นเชิง บนใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มอบอุ่น ในดวงตาของเขาคู่งามมีเพียงนาง