คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 574
ตอนที่ 1147 วังฉู่
เมื่อรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าได้ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มที่ติดตามใต้เท้าอู่ถึงจะเอ่ยปากถาม “ใต้เท้า เหตุใดเมื่อครู่ไม่ทักทายแม่นางไป๋เล่า”
ใต้เท้าอู่ชะงัก “แม่นางไป๋? นางอยู่ที่ใด”
ชายหนุ่มต่อว่าตนเองว่าปากมาก ด้วยคิดว่าใต้เท้าจะเห็นนางแล้วเสียอีก
“ในรถม้าที่ผ่านไปเมื่อครู่ ข้าคล้ายกับเห็นแม่นางไป๋ ยังคิดว่าใต้เท้าจะเห็นนางเสียอีก”
เดิมทีใต้เท้าอู่กำลังรอให้คนเข็นรถด้านหลังตามมาทัน เมื่อได้ยินดังนั้นก็กำชับลูกน้องให้ทิ้งบางคนรออยู่ที่นี่ ส่วนตัวเขาจะล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง
จากนั้นใต้เท้าอู่ก็ควบม้าตามรถม้าคันข้างหน้าไป
เมื่อตามไปได้สองร้อยลี้ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงารถม้าสักคันเดียว เขาจึงบอกให้ทั้งขบวนหยุดก่อนแล้วถามชายหนุ่มผู้นั้นว่า “เจ้าเห็นชัดเจนจริงๆ หรือไม่ เหตุใดตลอดทางมานี้ถึงไม่เห็นเลยแม้แต่เงา รถม้าคันนั้นของนางเร็วกว่าพวกเราหรือไร”
ชายหนุ่มจำได้ชัดเจนว่ารถม้าคันนั้นเป็นเพียงรถม้าธรรมดา หากพูดถึงฝีเท้าแล้ว จะรวดเร็วไปกว่าการควบม้าของพวกเขาได้อย่างไร ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน
ลมพัดมุมหนึ่งของผ้าม่านให้เลิกขึ้น เขาเหลือบเห็นใบหน้าด้านข้างของคนที่อยู่ข้างในพอดิบพอดี ใบหน้าเช่นนั้นเขาจะจำผิดไปได้อย่างไร หากลองถามใต้หล้าดู จะยังหาคนงามเช่นนั้นได้สักกี่คนเชียว
“หรือว่าจะไปคนละทาง จึงตามไม่ทันเสียที” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างระมัดระวัง
ใต้เท้าอู่ใคร่ครวญดูก่อน จากนั้นก็เรียกคนเข้ามาถามความ “หลังจากออกจากเมืองหนานกั่ง มีถนนหลวงทั้งหมดกี่เส้น”
คนผู้นั้นนำแผนที่ที่พกติดตัวออกมาทันที แล้วกางมันตรงหน้าใต้เท้าอู่ พลางชี้ไปยังเส้นทางบนแผ่นที่ “หลังจากออกจากเมืองหนานกั่งได้สิบลี้ ตรงนั้นจะมีทางแยก เส้นทางหนึ่งคือถนนของพวกเราในตอนนี้ ซึ่งมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเจียงเป่ย”
ท่าเรือเจียงเป่ย? หรือพวกนางจะไปที่ท่าเรือเจียงเป่ย
“พวกเราเปลี่ยนเส้นทางไปยังท่าเรือเจียงเป่ยดีหรือไม่ ไปทางนั้นก็กลับเมืองหลวงได้เช่นกัน เพียงแต่ต้องเสียเวลาเพิ่มอีกสองวัน”
ใต้เท้าอู่ขมวดคิ้วไม่พูดจา สุดท้ายก็ถอนใจพลางส่ายหน้า “ไปตามแผนการเดิมเถอะ ถึงอาจจะไม่ได้พบกันอีกก็ไม่เป็นไร”
ชายหนุ่มเลื่อมใสใต้เท้าของเขามาก ต่อให้เผชิญหน้ากับคนงามและใจกว้างเช่นแม่นางไป๋ เขาก็ยังคงปล่อยวางนางได้
...
วังฉู่
“ทูลฝ่าบาท เมืองหนานกั่งส่งสาส์นด่วนมาพ่ะย่ะค่ะ” ฝูกงกงวางสาส์นที่ปิดผนึกอย่างดีลงบนโต๊ะทรงอักษร
ฉู่เยี่ยนเงยหน้าขึ้นจากกองฎีกา ดวงตาที่เหนื่อยล้าชำเลืองมองสาส์นด่วน บนใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความกังวล
“เปิดออก” เสียงของเขาแหบพร่าอยู่บ้าง หลังจากกระแอมหนักๆ ออกมาเสียงหนึ่งแล้ว เขาถึงจะยกน้ำชาเย็นๆ ที่อยู่ข้างกายขึ้นดื่ม
ฝูงกงกงรีบเอ่ย “น้ำชาเย็นแล้ว บ่าวเทจอกใหม่ให้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่เยี่ยนดื่มชาเข้าไปรวดเดียวครึ่งจอก “อากาศร้อน ชาเย็นดีกว่า” เมื่อวางจอกชาลงแล้ว เขาก็พิงหลังกับเก้าอี้ตัวใหญ่ ผ่อนคลายเส้นประสาทที่แข็งเกร็งบ้าง
บัดนี้ฝูกงกงเปิดสาส์นด่วนออก ก่อนจะส่งให้ฉู่เยี่ยน “ฝ่าบาทเชิญอ่าน”
ฉู่เยี่ยนรับสาส์นมา กวาดสายตาอ่านคร่าวๆ ทันใดนั้นใบหน้าพลันปรากฏความปีติ “ขุนนางอู่ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ ดียิ่งนัก”
ทันใดนั้นก็มีขันทีอีกคนหนึ่งเข้ามา ในมือถือถาดไว้ใบหนึ่ง เขาทูลฉู่เยี่ยนว่า “ฝ่าบาท เซียวกุ้ยเหรินสั่งให้คนนำน้ำแกงหวานและขนมมาให้พ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่เยี่ยนมุ่นคิ้วทันที โบกมือว่า “เอาออกไป!”
ขณะที่ขันทีกำลุงจะหมุนตัว ฝูกงกงกลับเรียกเขาเอาไว้ “ช้าก่อน”
จากนั้นฝูกงกงก็หันหน้าไปมองฉู่เยี่ยน เอ่ยเสียงเบาว่า “ฝ่าบาท เดือนก่อนแม่ทัพเซียวถูกส่งไปปราบจลาจลทางตะวันตกเฉียงเหนือ ฝ่าบาทเย็นชากับเซียวกุ้นเหรินเช่นนี้ หากเรือถึงหูแม่ทัพเซียวเข้า เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนะพ่ะย่ะค่ะ”
……….
ตอนที่ 1148 เซียวกุ้ยเหริน
ฉู่เยี่ยนโมโหจนอยากคว่ำโต๊ะ เขาเป็นถึงฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้น ถูกยัดเยียดสตรีให้ไม่หยุดหย่อนก็ช่างเถอะ แต่เขาเลือกทำอะไรตามใจชอบบ้างไม่ได้เลยหรือไร
เขาเกลียดแท้ๆ แต่กลับต้องแกล้งทำเป็นชอบเสียนี่
หลังจากเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เอ่ยว่า “วางลงเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะกิน”
ขันทีหนุ่มวางถาดลงด้วยความยินดี เขาเป็นคนที่คอยปรนนิบัติฮ่องเต้ แต่เมื่อนำของพวกนี้เข้ามาแล้ว เขาก็จะได้ผลประโยชน์จากเซียวกุ้ยเหรินด้วย หากได้วางข้าวของลง เซียวกุ้ยเหรินจะต้องดีใจแน่ๆ อาจจะตบรางวัลให้เขาด้วยซ้ำไป
เป็นเช่นที่คาดเอาไว้ ทันทีที่ขันทีหนุ่มออกจากห้องทรงอักษร ขันทีจากตำหนักของเซียวกุ้ยเหรินก็รั้งตัวเขาไว้ พาเขาไปที่มุมหนึ่งของสวนใกล้ๆ เพราะเซียวกุ้ยเหรินรอเขาอยู่ที่นั่น
“วันนี้ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง” เซียวซิ่วอวี้ถามขันทีหนุ่มด้วยสีหน้าราบเรียบ น้ำเสียงก็ราบเรียบเช่นกัน คล้ายกับว่าถามไปอย่างนั้น แต่ความร้อนใจและตื่นเต้นใจแววตาของนางกลับบ่งบอกความรู้สึกของนางจนหมดสิ้น
ขันทีหนุ่มกล่าวว่า “เรียนกุ้ยเหริน วันนี้ฝ่าบาทอารมณ์ดีทีเดียว เพียงแต่พระองค์ทรงงานอย่างหนัก ไม่อาจเจียดเวลามาพบกุ้ยเหรินได้ อีกทั้งขอให้กุ้ยเหรินเห็นใจพระองค์ด้วย”
เซียวกุ้ยเหรินย่อมรู้ว่าฮ่องเต้มีราชกิจมากมาย มากเสียจนไม่มีเวลามาเยือนวังหลังเลยด้วยซ้ำ นอกจากว่าราชการในตอนเช้าแล้ว ทุกๆ วันก็แทบไม่ออกจากประตูห้องทรงอักษร ไม่รู้เหมือนกันว่าในหัวสมองของคนที่ถวายฎีกาพวกนั้นยังปกติดีอยู่หรือไม่ ว่าราชการตอนเช้าสักรอบหนึ่งก็เสร็จสิ้นแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังต้องถวายฎีกาอีก หากฮ่องเต้เหนื่อยขึ้นมาก็แย่น่ะสิ ใบหน้าหล่อเหลาเช่นนั้น นับวันยิ่งผ่ายผอมลงและซีดเซียวลงเรื่อยๆ ทำเอานางปวดใจแทบตาย
นางถามว่า “ฮ่องเต้กินแล้วใช่หรือไม่”
ขันทีหนุ่มยิ้มร่า “เรียนกุ้ยเหริน ฮ่องเต้ให้ข้าวางเอาไว้ บอกว่าอีกเดี๋ยวจะกินขอรับ”
เซียวกุ้ยเหรินดีใจยกใหญ่ “จริงหรือ ฮ่องเต้พูดว่าอีกเดี๋ยวจะกินหรือนี่” ปกติแล้วนางมักจะสั่งให้คนนำน้ำแกงไปส่งที่ห้องทรงอักษร ทว่าก็ถูกสั่งให้นำกลับมาทุกครั้งไป นี่เป็นครั้งแรกที่ฮ่องเต้บอกให้วางไว้
นี่หมายความว่าฮ่องเต้เริ่มสนใจนางแล้วใช่หรือไม่
ตั้งแต่เข้ามาที่วังหลังแห่งนี้ นางได้แต่ลอบมองฮ่องเต้จากที่ไกล ยังไม่เคยได้พบพระองค์ในตำหนักของตนเองเลยสักครั้ง หากฮ่องเต้สนใจนางแล้ว นั่นไม่เท่ากับฮ่องเต้อาจจะเลือกป้ายของนางหรือไร
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็คล้ายกับตัวลอยไปถึงหมู่เมฆ ก่อนจะขยิบตาให้นางกำนัลที่อยู่ข้างๆ
นางกำนัลหยิบถุงเงินหนักอึ้งที่ปักลายอย่างประณีตออกมาถุงหนึ่ง แล้วส่งมันให้ขันทีน้อยทั้งถุงนั้นเลย
เซียวกุ้ยเหรินกล่าวว่า “ป้ายในวันนี้ ข้าหวังว่าฮ่องเต้จะเลือกชื่อของข้า”
ขันทีหนุ่มพลันมีสีหน้าหนักใจ แม้ถุงเงินนี้จะหนักอึ้ง แต่เขาไม่กล้ารับปากวาจาเช่นนี้ตามใจชอบหรอก
แต่ไหนแต่ไรฮ่องเต้ไม่เคยเลือกป้าย เรื่องนี้ใครเล่าไม่รู้บ้าง คำร้องขอของเซียวกุ้ยเหรินจึงทำให้เขาลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวล ปกติแล้วฮ่องเต้ไม่เลือกป้าย แต่ขอเพียงฮ่องเต้เลือก ข้าหวังว่าฮ่องเต้จะเลือกชื่อของข้า หากพระองค์ไม่เลือก ข้าย่อมไม่กล่าวโทษเจ้าอยู่แล้ว” เซียวกุ้ยเหรินกล่าว
คำพูดนี้ทำให้ขันทีหนุ่มเบาใจขึ้นมา และเก็บถุงเงินได้มาใส่ในอกเสื้ออย่างสบายใจ
หลังจากขันทีหนุ่มไปแล้ว นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซียวกุ้ยเหรินก็เอ่ยขึ้น “กุ้ยเหริน จะได้ผลหรือเจ้าคะ เขาทำได้ถึงปานนั้นเชียวหรือ”
เซียวกุ้ยเหรินยกยิ้มที่มุมปาก “เจ้าอย่าได้ดูถูกความสามารถของคนพวกนี้ พวกเขาอาจจะทำเรื่องใหญ่ไม่ได้ แต่พวกเขามีวิธีทำเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้อยู่แล้ว คอยดูไว้เถอะ!”
ขันทีหนุ่มออกจากสวนไปแล้วก็ไปหาฝูกงกงในทันที
ฝูกงกงเป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้ใจ ฮ่องเต้ยอมฟังคำพูดของเขาเสียสามส่วนเสมอ
จากนั้นขันทีหนุ่มก็แบ่งเงินรางวัลที่เซียวกุ้ยเหรินมอบให้ให้กับฝูงกงกงครึ่งหนึ่ง “พ่อบุญธรรม เรื่องนี้ต้องฝากท่านแล้ว”
ทว่าฝูกงกงมุ่นคิ้วมองสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือของไห่จื่อ แล้วพูดด้วยความไม่พอใจว่า “เจ้าติดตามข้ามาสองปีแล้ว ฝ่าบาทมีนิสัยเช่นไรเจ้าไม่รู้เลยหรือ หากเรื่องนี้ถึงหูของฝ่าบาทเข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร”