คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 573
ตอนที่ 1145 เมืองท่าทางทิศใต้
แต่เขากลับจากมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ภรรยาของเขาไม่มีงานทำ อีกทั้งเพิ่งคลอดลูกอีกต่างหาก นางจะเลี้ยงลูกไหวได้อย่างไรกัน
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวด คิดเพียงแต่อยากจะกลับไปอยู่เคียงข้างภรรยาในทันที
กะลาสีหลายคนช่วยไป๋จื่อและเสี่ยวชิงขนข้าวของลงจากเรือแล้ว เสี่ยวชิงจึงรีบเรียกรถม้าสองคันมา
ใต้เท้าอู่ที่กำลังสั่งงานเห็นดังนั้นก็รีบร้อนเดินเข้ามาหา “พวกเจ้าเพิ่งที่เมืองหนานกั่งเป็นครั้งแรก ไม่คุ้นเคยกับทั้งคนและสถานที่ ไม่สู้วันนี้ตามข้ากลับไปที่กรมการค้าก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยวางแผนกันใหม่ดีกว่า”
ไป๋จื่อยิ้มกว้าง “ขอบคุณใต้เท้าที่เป็นห่วง แต่พวกข้ารบกวนใต้เท้านานเกินไปแล้ว อีกทั้งไม่มีอะไรตอบแทน วันนี้จากกันตรงนี้เถอะ หากวันหน้ามีวาสนาได้พบกัน ข้าจะต้องตอบแทนน้ำใจของใต้เท้าอย่างดีเลยเจ้าค่ะ”
ใต้เท้าอู่อยากช่วยนางจากใจจริง แต่เห็นนางตั้งใจจะจากไปแล้ว คำพูดมากมายติดอยู่ที่ข้างปาก สุดท้ายก็ได้แต่กลืนกลับลงไป
แม่นางที่งดงามเหมือนบุปผาเช่นนี้ นางจะคู่ควรกับชายวัยกลางคนเช่นเขาได้อย่างไร เขาไม่ควรมีความคาดหวังเช่นนั้นเลย!
“เช่นนั้นข้าจะไปส่งพวกเจ้าขึ้นรถ” เขาไม่กล้าพูดมาก จึงเก็บงำคำพูดมากมายเอาไว้ ถึงอย่างไรเสียเขาก็มีอายุมากเท่านี้แล้ว ไม่ใช่ชายหนุ่มที่ยังไม่เคยมีความรักเหล่านั้น เขามองเรื่องพรรค์นี้ขาดตั้งแต่แรก
สิ่งที่เป็นของตัวเองย่อมไม่มีความจำเป็นต้องร้องขอ ส่วนสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง ต่อให้ร้องขอก็ไม่มีทางได้มาครอบครอง
ไป๋จื่อไม่ใช่สตรีธรรมดา เขาไม่อาจรั้งนางไว้ ในเมื่อรั้งไว้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ควรเป็นคนดีให้ถึงที่สุด
รถม้าค่อยๆ หายไปจากตรงหน้าของใต้เท้าอู่ ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เข้ามาเอ่ยว่า “ใต้เท้า จะปล่อยให้นางไปเช่นนี้หรือ”
ใต้เท้าอู่ถอนใจเสียงหนึ่ง “นางมีขา หากนางอยากไปแล้วจะทำอะไรได้”
ชายหนุ่มกลับกล่าวว่า “ใต้เท้าพานางมาจากดินแดนที่ห่างไกลสุดหล้าฟ้าเขียว แต่นางกลับใจแข็งยิ่งนัก คนเช่นนางกลับแคว้นฉู่โดยไม่มีชื่อเสียงใดหลงเหลือ แล้วนางยังมีดีอะไรให้ทะนงตนอีก”
ใต้เท้าอู่มองตาขวางใส่ชายหนุ่มผู้นั้น สีหน้าโกรธขึ้ง พร้อมทั้งเอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ทำงานของเจ้าไปเถอะ สิ่งที่ไม่ควรพูดพวกนี้ อย่าได้พูดออกมาตามใจชอบเชียว”
ชายหนุ่มเห็นว่าใต้เท้าโมโหขึ้นมาแล้วจริงๆ ไหนเลยเขาจะกล้าพูดอะไรมากอีก จึงหมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว
ใต้เท้าอู่หันกลับไปมองทิศทางที่ไป๋จื่อจากไป รถม้าหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
ทั้งสามคนหาโรงเตี๊ยมเข้าพักในเมืองหนานกั่ง เมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ไป๋จื่อและเสี่ยวชิงก็นำเหรียญเงินไปที่ร้านขายเครื่องเงิน
หากนำเหรียญเงินสกุลนี้ไปที่ธนาคาร ก็ทำได้เพียงต้องฝากเข้าธนาคารในจำนวนมาก นางรู้สึกว่าน่าเสียดาย เหรียญเงินนี้ประณีตและงดงามมาก ทำเป็นสร้อยคอและนำออกขายได้ ไม่แน่ว่าร้านขายเครื่องเงินเห็นแล้วอาจจะรู้สึกชอบใจ และซื้อพวกมันในราคาสูงก็เป็นได้
และเป็นเช่นที่นางคาดเดาไว้ เถ้าแก่ร้ายขายเครื่องเงินรู้สึกสนใจเหรียญเงินพวกนี้มาก จึงซื้อไว้ในราคาสองพันตำลึง นอกจากเหรียญเงินที่เหลือกับตัวนางหลายสิบเหรียญแล้ว นางขายให้กับเถ้าแก่ร้านขายเครื่องเงินทั้งหมด
เมื่อออกจากประตูร้านขายเครื่องเงิน เสี่ยวชิงดึงแขนเสื้อของไป๋จื่อเล็กน้อย “ตอนนี้พวกเรากลับมาแล้ว มีเงินแล้ว เมื่อไรจะกลับไปหาคุณชายหรือ”
ไป๋จื่อเก็บตั๋วเงินอย่างดี แล้วหันไปมองเสี่ยวชิงด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “เหตุใดเจ้ายังต้องการไปหาเขาอีก ไม่มีเขาแล้วเจ้าก็มีอิสระ จะทำอะไรก็ทำ อยากไปที่ไหนก็ไปได้ ตอนที่เจอกับอันตราย เขาทอดทิ้งเจ้าอย่างไร้เยื่อใย แล้วเจ้ายังจะไปหาเขาทำไมอีก”
เสี่ยวชิงส่ายหน้า สีหน้าอดสูยิ่ง “ไม่ คุณชายไม่ใช่คนเช่นนั้น เขาไม่มีทางทอดทิ้งใคร วันนั้นต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ข้าเชื่อใจคุณชาย”
“ต่อให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ต่อให้คุณชายของเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งเจ้าแล้วอย่างไร สำหรับเขาแล้ว เจ้าก็เป็นเพียงหนึ่งในลูกน้องมากมายของเขา เขาแม้กระทั่งอาจจะลืมเจ้าไปแล้วด้วยซ้ำ มีโอกาสละทิ้งความเป็นบ่าวที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ ไฉนเจ้ายังจะกลับไปหาเขาอีก” ไป๋จื่อไม่อาจเข้าใจความคิดของเสี่ยวชิงได้จริงๆ
……….
ตอนที่ 1146 ลมทะเลเดือนเจ็ด
เสี่ยวชิงกล่าว “แม่นางไม่เข้าใจ เสี่ยวชิงไร้ญาติมิตรบนโลกใบนี้ เป็นคุณชายที่มอบโอกาสให้เสี่ยวชิงได้มีชีวิตต่อไป สอนให้เสี่ยวชิงเป็นวรยุทธ์ สำหรับข้าแล้ว คุณชายไม่ใช่แค่เจ้านาย แต่ยิ่งเป็นผู้มีพระคุณ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องตามหาคุณชาย ข้าต้องบอกคุณชายว่าข้าไม่สงสัยความเชื่อใจของเขา และแม่นางปลอดภัยกลับมา ไร้อันตรายใดๆ โดยสิ้นเชิง”
นางเว้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอีกว่า “แม่นาง ท่านเองก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของข้า ข้าอยากใช้ทั้งชีวิตของตนเองปกป้องแม่นางเช่นเดียวกัน หากข้าไม่อาจได้พบคุณชายแล้ว หรือคุณชายไม่ต้องการข้าแล้ว ข้าจะกลับมาหาแม่นาง ถึงตอนนั้นแล้วหวังว่าแม่นางจะไม่รังเกียจข้า”
ไป๋จื่อถอนใจเสียงหนึ่ง เด็กโง่ผู้นี้โง่ยิ่งนัก
“ข้าต้องกลับไปที่เขาฉีอวิ๋น ต้องผ่านท่าเรือเจียงเป่ยพอดี ตอนนั้นเรือสินค้าเกิดเรื่องไม่ห่างจากท่าเรือเจียงเป่ย คุณชายของเจ้าจะเป็นหรือตาย เจ้าอาจจหาคำตอบได้ที่ท่าเรือเจียงเป่ย ข้าจะไปส่งเจ้าที่นั่นก็แล้วกัน! ถือว่าเจ้าติดรถข้า”
เสี่ยวชิงดีใจมาก แม้นางจะเดินทางจากทิศใต้ มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือกับคุณชาย แต่ก็เพียงติดตามมา คุณชายให้นางทำอะไรนางก็ทำสิ่งนั้น ต่อมาเกิดเรื่องขึ้น นางอยู่ข้างกายไป๋จื่อตลอด ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไป๋จื่อ นางไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรทั้งนั้น เมื่อคิดว่าตอนนี้ต้องแยกจากจากไป๋จื่อ ในห้วงสมองของนางพลันขาวโพลน ไม่รู้ว่าควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
“แม่นาง ท่านไม่ไปเมืองหลวง แต่จะกลับไปที่เขาฉีอวิ๋นหรือ เพราะเหตุใดกัน” เสี่ยวชิงไม่เข้าใจ ไป๋จื่อไม่ใช่คู่หมั้นของจิ้นอ๋องหรือ ตอนนี้จิ้นอ๋องได้เป็นฮ่องเต้แล้ว เขาต้องอยู่ที่เมืองหลวง เหตุใดไม่ไปหาฮ่องเต้ แต่กลับไปที่เขาฉีอวิ๋นแทนเล่า
ไป๋จื่อยิ้มจาง “ครอบครัวของข้าล้วนอยู่ที่เขาฉีอวิ๋น ข้าต้องไปหาพวกเขา”
“แล้วจิ้นอ๋องเล่า เจ้าไม่ไปพบเขาหรือ” เสี่ยวชิงถาม
ไป๋จื่อเบือนหน้า มองก้อนเมฆสีขาวกลางท้องฟ้า นางมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ลมทะเลเดือนเจ็ดซ่อนอยู่ระหว่างมวลเมฆ เมื่อลมพัดโชยมา ความร้อนชื้นพากลิ่นของทะเลสายหนึ่งมาด้วย
“ไปที่เขาฉีอวิ๋นย่อมได้รู้สถานการณ์ของเขา แล้วเหตุใดข้าต้องไปที่เมืองหลวงด้วยตัวเองด้วยเล่า” หากเขามีฮองเฮาแล้ว ไยนางต้องปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีก
หากเขาไม่มีฮองเฮา หากเขายังคงยึดมั่นในคำสัญญาที่มีต่อนางในตอนนั้น เช่นนั้นตอนนี้เขาย่อมรู่ว่านางอยู่ที่ใด
เสี่ยวชิงเข้าใจในทันที ยิ้มว่า “จริงของท่าน ท่านเป็นถึงว่าที่ฮองเฮาของแคว้นฉู่ เขาต้องเป็นคนพาท่านกลับเมืองหลวง ไฉนท่านต้องกลับไปเอง”
กู้ปั๋วหยางส่ายหน้า ถอนใจอย่างไร้เสียง ไม่มีใครเข้าใจความคิดของไป๋จื่อไปมากกว่าเขาแล้ว
ถึงอย่างไรเสียไป๋จื่อก็ไม่ใช่สตรียุคโบราณ หลังจากรู้ว่าวังฉู่มีสนมอยู่แล้ว นางย่อมเกิดความคิดถอยหนี วันนี้ยิ่งได้รู้ว่าฮ่องเต้แคว้นฉู่อาจจะแต่งตัวบุตรีของจวนเหวยหย่วนโหวขึ้นเป็นฮองเฮา คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนางจะทำใจเป็นเพียงสนมได้อย่างไร
ยิ่งไม่มีทางรับได้หากต้องแบ่งปันสามีกับสตรีมากมาย ไม่มีทางเด็ดขาด
หากฮ่องเต้แคว้นฉู่มีสตรีมากมายแล้วจริงๆ ต่อให้เขาเดินทางมารับนางที่เขาฉีอวิ๋นด้วยตนเอง นางก็อาจจะไม่กลับไปด้วยกระมัง!
ไป๋จื่อไม่ได้อธิบายอะไรอีก เพียงเดินต่อไปอย่างเงียบๆ กลับไปยังโรงเตี๊ยมพร้อมหัวใจที่ไม่เป็นสุข
เช้าวันต่อมา พวกเขาทั้งสามคนเก็บข้าวของเรียบร้อย ก่อนจะขอให้เจ้าของโรงเตี๊ยมช่วยเรียกรถม้าคันหนึ่งไปที่เจียงเป่ย จากนั้นทั้งสามคนก็ค่อยเดินทางไปด้วยกัน
บังเอิญเป็นอย่างยิ่ง เพิ่งออกจากเมืองหนานกั่ง รถม้าแล่นบนถนนหลวงได้ไม่ทันไรก็ได้พบกับคนที่ร่วมเดินทางบนเส้นทางเดียวกันเข้ากลุ่มหนึ่ง
กลับเป็นใต้เท้าอู่ วันนี้เขาสวมชุดขุนนาง หนวดเคราบนใบหน้าถูกจัดทรงอย่างสะอาดสะอ้าน ดูเรียบร้อย ทำให้เขาดูอ่อนเยาว์กว่าที่เคยเห็นมาก
ไป๋จื่อนั่งอยู่ในรถม้า มองเห็นใต้เท้าอู่ผ่านช่องผ้าม่าน เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นพวกตน นางจึงไม่ได้ทักทายอะไร ให้คนบังคับรถมุ่งหน้าต่อไป