คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 582
ตอนที่ 1163 องครักษ์มังกร
อู่ผิงคังตกใจจนเข่าอ่อน ทรุดลงคุกเข่าบนพื้นเสียงดัง หัวใจสั่นไหวอย่างบ้าคลั่งระลอกแล้วระลอกเล่า เขานึกขึ้นได้แล้ว หลังจากที่ออกจากอาณาจักรอูซุนในวันนี้ ไป๋จื่อถามเขาเกี่ยวกับเรื่องของฮ่องเต้องค์ใหม่ และถามเรื่องภายในวังของฮ่องเต้องค์ใหม่อยู่หลายคำ
ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดมาก เพราะคิดว่าเป็นแค่นิสัยชอบเรื่องซุบซิบนินทาของสตรีก็เท่านั้น
ใครเล่าจะรู้ว่ายังมีเหตุผลอื่นอีกด้วย
หากเขารู้ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นตีเขาให้ตายอย่างไรก็ไม่กล้าพูดมากแน่
“ยังไม่รีบพูดอีก?” ฉู่เยี่ยนเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็รู้ว่าแย่แล้ว จึงเอ่ยด้วยความโมโห
อู่ผิงคังจะกล้าปิดบังอะไรได้อีก จึงเล่าสถานการณ์และคำพูดในตอนนั้นของเขาออกมารอบหนึ่ง
ฉู่เยี่ยนมุ่นคิ้วโดยที่ไม่คลายออกเลยแม้สักนิดเดียว สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของเขาราวกับมีก้อนหินยักษ์กดทับอยู่ ทำเอาเขาหายใจไม่ออกเลยทีเดียว
เขาควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว คนหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างไป๋จื่อจะยอมรับเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
“กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมสมควรตาย!” อู่ผิงคัวโขกศีรษะสามครั้งติดต่อกัน
ฉู่เยี่ยนถอนใจเสียงหนึ่ง โบกมือเอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ออกไปเถอะ”
อู่ผิงคังได้รับความเมตตาอย่างกะทันหัน เขาจึงรีบกล่าวขอบคุณ แล้ววิ่งถลันออกจากห้องทรงอักษรไป
ฉู่เยี่ยนจับปืนพกสีดำในมือ พลางเดินกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเชื่องช้า ความรู้สึกเจ็บหน้าอกยังคงมาเยือนอย่างต่อเนื่อง ลมหายใจหนาหนักยิ่งทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงเป็นเท่าทวี
เขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนางไม่ได้ แล้วเขาจะมีหน้าไปพบนางได้อย่างไร
นางไม่ยอมปรากฏตัวต่อหน้าเขาตอนนี้ เพราะนางกำลังโกรธเขาใช่หรือไม่ นางต้องโกรธเขาแน่ๆ!
หลังจากตกอยู่ในภวังค์ความคิดครู่หนึ่ง ฝูกงกงก็เข้ามารายงายว่าเตรียมการเรียบร้อยแล้ว สามารถออกเดินทางได้เลย
ฉู่เยี่ยนลุกขึ้นยืน ทว่าตรงหน้าเป็นสีดำไปทั้งผืน จนเขาเกือบจะยืนไม่อยู่
เมื่อสามปีก่อน เขาป่วยหนักครั้งหนึ่งเพราะเรื่องของไป๋จื่อ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ทิ้งอาการเจ็บหัวใจและหนาวสะท้านเอาไว้ ทุกครั้งที่อาการเจ็บหัวใจกำเริบ ร่างกายของเขาก็จะอ่อนแอและไร้เรี่ยวแรง
ฝูกงกงรีบเข้ามาประคอง “ฝ่าบาท ตอนนี้พระองค์ออกนอกวังไม่ได้ มิสู้ไปพรุ่งนี้...”
ทว่าฝูกงกงยังพูดไม่ทันจบ ฉู่เยี่ยนก็ดันร่างเขาออก สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดความเจ็บที่หัวใจ แล้วสาวเท้าก้าวใหญ่เดินออกไปข้างนอก
เพิ่งออกจากตำหนักได้ไม่นาน แผ่นหลังของเขาก็ชุ่มเหงื่อไปทั้งหมดแล้ว
“ฝ่าบาท...”
ฝูกงกงเรียกจากด้านหลัง แต่ฉู่เยี่ยนกลับไม่หยุดฝีเท้าแม้แต่ก้าวเดียว
สภาพของเขาในตอนนี้คงจะขี่ม้าไม่ไหว จึงเปลี่ยนเป็นนั่งรถม้าแทน
ฝูกงกงให้หมอหลวงสวี่ร่วมเดินทางไปด้วย คราวนี้ถึงจะออกจากเมืองหลวงไปได้
เรื่องฮ่องเต้ออกจากวังถูกปิดเป็นความลับ คนที่รู้เรื่องมีไม่มาก ขุนนางบุ๋นและบู๊ได้รับแจ้งว่าฮ่องเต้ประชวรในวันถัดมา รวมถึงยกเลิกการว่าราชการเป็นเวลาสามวัน
กระนั้น แต่ไหนแต่ไรหน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง
ยังคงมีคนเจตนาร้ายรู้ข่าวที่ฮ่องเต้ลอบออกจากวังอยู่ดี
สถานการณ์ในเมืองหลวงปั่นป่วนในทันที
พร้อมกันนั้นก็มีขุมกำลังหลายคุมก่อตัวขึ้นอย่างลับๆ
แต่ไหนแต่ไรฉู่เยี่ยนไม่ใช่คนไม่เอาอ่าว สองปีนี้ที่เขานั่งตำแหน่งฮ่องเต้ เขาแสดงความสามารถทุกด้านในทุกวัน และมันก็ไม่ได้เสียเปล่า เขาลอบก่อตั้งกองทหารองครักษ์มังกรประจำเมืองหลวงไว้ตั้งนานแล้ว
หัวหน้าของกองทหารองครักษ์มังกรคือฟู่เจิง รองหัวหน้ากองทหารคือโจวอาอู่ ล้วนเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สุดทั้งสิ้น
ความรับผิดชอบของกองทหารองครักษ์มังกรไม่ใช่การปกป้องฮ่องเต้ แต่เป็นการสังเกตการณ์สถานการณ์ภายในเมืองหลวงและจวนต่างๆ
ปกติแล้วพวกองครักษ์มังกรจะหลบซ่อนตัว ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านในเมืองหลวง ไม่ได้มีความพิเศษอะไรแม้สักนิด
ทว่าเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น รายงานสถานการณ์ที่รวบรวมได้จากทุกจวนจะถูกส่งเข้าไปในวัง
เมื่อมีความเคลื่อนไหวอะไร ในวังรู้กระจ่างแจ้งทันทีทั้งสิ้น
อย่างเช่น หลังจากฮ่องเต้ออกจากวังแล้ว คุณชายเซียวถือป้ายคู่ที่เซียวกุ้ยเหรินมอบให้เข้าวัง สนทนากันเพียงลำพังอยู่สองชั่วยามถึงจะออกจากวังไป
ครั้นออกจากวังไปแล้ว คุณชายเซียวก็เขียนจดหมายทันที ส่งคนเร่งนำไปส่งทางตะวันตกเฉียงเหนือ
แต่สุดท้ายแล้ว จดหมายฉบับนี้กลับตกไปอยู่ในมือของฟู่เจิงและอาอู่
……….
ตอนที่ 1164 ไม่รู้จักบุญคุณคน
ฟู่เจิงโยนจดหมายลงบนโต๊ะ เอ่ยด้วยโทสะ “ไม่รู้จักบุญคุณคนยิ่งนัก มิน่าเล่าสงครามทางตะวันตกเฉียงเหนือถึงได้ยืดเยื้อ ที่แท้เซียวหย่วนซานผู้นี้ร่วมมือกับคนซีเยี่ยตั้งนานแล้ว”
อาอู่มุ่นคิ้วถาม “จะทำอย่างไรดี ดูจากเนื้อความในจดหมายแล้ว พวกเขาคิดจะลงมือกับฝ่าบาทกระมัง”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น” ฟู่เจิงพยักหน้า
ทว่าอาอู่ไม่เข้าใจ “เหตุใดพวกเขาถึงต้องทำเช่นนั้น มีประโยชน์อะไรต่อพวกเขากัน ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับฝ่าบาท ก็ยังมีองค์ชายองค์อื่นขึ้นครองราชย์ได้ สารรูปอย่างแคว้นซีเยี่ยจะสร้างคลื่นลมขนาดใหญ่อะไรได้”
ฟู่เจิงเอ่ย “เจ้าไม่เคยอ่านประวัติศาสตร์ใช่หรือไม่ ในอดีตแคว้นฉู่มีฮ่องเต้องค์หนึ่งเพิ่งครองบัลลังก์ได้สามเดือนก็สวรรคต ขณะนั้นไม่มีฮองเฮา เหล่าสนมไร้บุตร เดิมทีควรให้น้องชายของพระองค์สืบทอดบัลลังก์ ทว่าสนมที่ไม่ค่อยได้รับความโปรดปรานเท่าไรคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าตั้งครรภ์ บ้านแม่ของสนมจึงถือโอกาสนี้ควบคุมราชสำนัก”
“ทำเกินไปหรือไม่ เด็กยังไม่ทันลืมตาดูโลก ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต่อให้รู้ว่าเป็นชาย แต่จะให้ทารกคนหนึ่งเป็นฮ่องเต้ได้อย่างไร” อาอู่ว่า
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ทารกคนนี้เป็นฮ่องเต้” ฟู่เจิงอธิบายต่อ “ประเด็นอยู่ที่บ้านแม่ของสนมถือโอกาส เข้าควบคุมทั้งราชสำนักตั้งแต่ต้น ฮ่องเต้ที่เป็นหุ่นเชิดผู้นั้นเมื่ออายุได้สี่สิบปีแล้วถึงรู้ว่าตนไม่ได้มีสายเลือดราชนิกูลอะไร ทว่าครอบครัวของสนมนางนั้นต้องการควบคุมราชสำนัก จึงนำเด็กจากที่ไหนก็ไม่รู้มา”
“แล้วบุตรที่สนมนางนั้นให้กำเนิดเล่า” อาอู่ถาม
โจวกังส่ายหน้า “นางไม่ได้ตั้งครรภ์ จะมีบุตรจากที่ไหน”
อาอู่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว “ดังนั้นหากพวกเขาทำร้ายฝ่าบาท ก็สามารถให้เซียวกุ้ยเหรินแสร้งว่าตั้งครรภ์ เพื่อให้สกุลเซียวได้กุมอำนาจการปกครองสินะ”
บัดนี้ฟู่เจิงมีสีหน้าคร่ำเคร่ง ในดวงตามีความเย็นยะเยือกวาดผ่าน “พวกเขาทำได้แค่คิดเท่านั้นแหละ หากกล้าแตะต้องฝ่าบาท ข้าจะทำให้พวกเขาต้องตายอย่างน่าอนาถ” ร่างกายของไท่ซ่างหวงอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไม่สนใจการเมืองตั้งนานแล้ว วันๆ เอาแต่เลี้ยงบุตรร่วมกับเมิ่งไท่เฟย มีความสุขทุกคืนวัน
ส่วนองค์ชายหลายองค์ที่เหลือล้วนไม่มีใครโดดเด่น ตงฟางมู่ที่ก่อนหน้านี้มีอิทธิพลต่อราชสำนักก็หายเข้ากลีบเมฆโดยสมบูรณ์ ไม่สนใจการเมืองอีกแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับฮ่องเต้ ใครจะมีอำนาจดูแลราชสำนักก็ยากจะพูดจริงๆ
“พี่ใหญ่ฟู่ ข้าอยากตามฝ่าบาทไป” อาอู่กล่าว
ฟู่เจิงเงยหน้ามองเขา ส่ายหน้าพลางยิ้มจางๆ “เจ้าคิดอย่างไรมีหรือข้าจะไม่รู้ เจ้าเป็นห่วงฝ่าบาทอย่างแท้จริง แต่ความจริงแล้วเป็นห่วงแม่นางไป๋มากกว่ากระมัง”
เมื่อพูดถึงไป๋จื่อ อาอู่ก็ขอบตาแดงขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากถอนใจเสียงหนึ่งแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงประสานมือคารวะฟู่เจิง แล้วหมุนกายจากไปทันที
สำหรับเขาแล้ว ไป๋จื่อเป็นคนในครอบครัวของเขา เรื่องเรือล่มเมื่อสามปีก่อนทำให้เขาอยากจะตายแทนนางใจจะขาด
เขาเอาแต่โทษตัวเองว่าไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องนางให้ปลอดภัย เกิดเรื่องขึ้นกับนางแท้ๆ แต่กลับไม่พบแม้แต่ร่างของนาง
หรูเอ๋อร์ถามถึงไป๋จื่อทุกวัน จนเขาไม่รู้ว่าควรจะตอบนางอย่างไร
วันนี้นางกลับมาแล้ว เขาอยากจะงอกปีกบินไปถึงข้างกายนางเสียเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ ขอเพียงได้มองนางสักครั้งก็พอ ขอเพียงนางปลอดภัยก็พอแล้ว
ฟู่เจิงไม่ขวางเขา เพราะรู้ว่าขวางไปก็ไม่มีประโยชน์ ต่อให้ขัดบัญชาฮ่องเต้ ครั้งนี้อาอู่ก็ต้องไปจนได้ เขาอยู่ต่อจนถึงตอนนี้ก็ได้นับว่าเป็นเรื่องที่หาชมได้ยากแล้ว
...
เขาฉีอวิ๋น
ไป๋จื่อกำลังสนทนากับตงฟางหว่านเอ๋อร์อยู่ในสวน เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน สีหน้าของตงฟางหว่านเอ๋อร์ดูดีขึ้นมาก ราวกับดอกไม้ที่แห้งแล้วพลันมีชีวิตชีวา
ดวงตาที่หม่นหมองไปสามปีคู่นั้น ในที่สุดก็สดใสขึ้นมาแล้ว
“ท่านแม่ ควรจะกินยาแล้วเจ้าค่ะ” ไป๋จื่อยกยาที่สาวใช้ส่งมาให้ แล้วมอบให้ตงฟางหว่านเอ๋อร์