คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา

คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 613

#613คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา

ตอนที่ 1225 จวิ้นจู่แถลงไข

สาวใช้พยักหน้าหงึกหงัก ในใจลอบแลบลิ้น จะมีใครหน้าหนาขนาดนี้บ้าง

สองนายบ่าวทยอยเข้าไปในจวนจิ้นอ๋อง โดยมีพ่อบ้านนำทางไปยังเรือนพักแขกที่ไป๋จื่อพักอยู่

จ้าวหลานพาลูกกลับไปที่เรือนของตัวเองแล้ว ส่วนไป๋จื่อและเสี่ยวชิงคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่ในลานบ้าน

“คุณหนูไป๋ อี๋ผิงจวิ้นจู่มาแล้วขอรับ” พ่อบ้านบอกไป๋จื่ออย่างนอบน้อม

ไป๋จื่อหันไปมอง เห็นอี๋ผิงจวิ้นจู่ที่เปล่งประกายอยู่ใต้แสงอาทิตย์ในทันที

นางลอบแลบลิ้น อี๋ผิงจวิ้นจู่ผู้นี้ประดับเครื่องประดับทองอะไรมากมายปานนั้น ไม่หนักหรือไร ไม่เห็นรู้สึกว่าน่ามองเลยสักนิด...

จากนั้นไป๋จื่อก็ส่งกาน้ำชาให้เสี่ยวชิง แล้วหมุนกายไปเผชิญหน้ากับอี๋ผิงจวิ้นจู่ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มมีมารยาท “ฮูหยินน้อยสกุลเมิ่ง เชิญนั่ง” นางเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า และนั่งลงตรงหน้าโต๊ะหินก่อน

บนเก้าอี้หินปูด้วยเบาะหนาหน้าตาสวยงาม บนโต๊ะหินก็ปูเบาะไว้ด้วยเช่นกัน มองดูแล้วอบอุ่นมาก ไม่มีความรู้สึกหนาวเย็นของต้นฤดูหนาวเลย

อี๋ผิงจวิ้นจู่เองก็ไม่เกรงใจ นั่งลงอย่างตรงไปตรงมา คราวนี้นางถึงจะเงยหน้าขึ้นเพื่อพิจารณาไป๋จื่อ

สายตาเพิ่งจะทอดมองไป๋จื่อได้ไม่ทันไร หัวใจของนางก็พลันสั่นไหว สตรีตรงหน้าสวมชุดกระโปรงสีอ่อนเรียบง่าย ปล่อยผมยาวตรง นอกจากต่างหู นอกจากไข่มุกเม็ดเล็กๆ แล้วไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก แม้แต่ต่างหูก็ไม่ได้ใส่เช่นกัน

การแต่งกายที่เรียบง่ายเช่นนี้มีความสง่างามที่ดึงดูดคนเป็นอย่างยิ่ง บวกกับใบที่งดงามจนหาคำเปรียบไม่ได้ของนาง แม้แต่สตรีเช่นอี๋ผิงจวิ้นจู่ก็ต้องมองอยู่หลายครั้งอย่างอดไม่ได้

ในที่สุดนางก็เข้าใจ ว่าเหตุใดบุรุษผู้เย่อหยิ่งอย่างเมิ่งหนานถึงเอาแต่คิดถึงไป๋จื่อ ไม่มีวันลืม

นางงามเสียจนไม่ควรอยู่บนแดนมนุษย์

“เจ้าคือไป๋จื่อหรือ” อี๋ผิงจวิ้นจู่ถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

ไป๋จื่อพยักหน้า “ข้าคือไป๋จื่อ พวกเราควรจะได้พบกันตั้งแต่สามปีก่อน แต่ใครเล่าจะรู้ว่าจะเกิดเรื่องนั้นขึ้น คิดไม่ถึงเลยว่าสามปีให้หลังพวกเราก็ได้พบหน้ากันเสียที”

อี๋ผิงจวิ้นจู่สูดลมหายใจลึก พยายามมองข้ามความงามของอีกฝ่าย กัดฟันถามว่า “เจ้ารู้จุดประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้หรือไม่”

ไป๋จื่อส่ายหน้า “ไม่รู้ จวิ้นจู่โปรดแถลงไข”

อี๋ผิงจวิ้นจู่แค่นเสียง “ไม่ว่าเจ้าจะไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้ วันนี้ข้าก็จะยืนยันอีกครั้งว่าให้อยู่ห่างจากสามีคนอื่นไว้หน่อย จำฐานะของตัวเองไว้ให้ดี อย่าได้ทำให้แคว้นฉู่เสียหน้า เป็นที่หัวเราะเยาะของประชาชน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋จื่อยังไม่จางหาย ทว่ามีความเย็นชาเพิ่มขึ้น

“ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดเมิ่งหนานเลิกงานแล้วถึงยอมเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก จนฟ้ามืดแล้วก็ยังไม่ยอมกลับจวน หากข้าเป็นเขา ตกกลางคืนแล้วข้าก็ยังไม่อยากกลับจวนด้วยซ้ำไป ในบ้านมีสตรีเช่นเจ้าอยู่ บุรุษที่ไหนอยากจะกลับบ้านกัน”

อี๋ผิงจวิ้นจู่โมโหมาก นางผุดลุกขึ้นและชี้หน้าไป๋จื่อ “จะ…เจ้าพูดมั่วอะไรของเจ้า”

ไป๋จื่อแค่นเสียงบ้าง “พูดมั่ว? ข้าพูดมั่วหรือไม่ เจ้าไม่รู้อยู่แก่ใจเลยหรือ”

แน่นอนว่าอี๋ผิงจวิ้นจู่รู้อยู่แก่ใจ แต่ไหนแต่ไรเมิ่งหนานไม่เคยไปที่เรือนของนาง มีบ้างที่จะไปสักครั้งหนึ่ง ทว่าเป็นเพราะมีธุระจะพูดเท่านั้น ครั้นพูดธุระเสร็จก็ออกไป

เป็นเช่นที่ไป๋จื่อว่า หลังจากเมิ่งหนานทำงานราชการเสร็จแล้ว เขาไม่เคยกลับบ้านก่อนฟ้ามืด บางครั้งกลับบ้านได้ตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วแท้ๆ แต่เขากลับเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกจนถึงฟ้ามืด

โชคดีที่เขาไม่ได้เที่ยวหอนางโลมหรือมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ข้างนอก ไม่เช่นนั้นนางคงได้โมโหจนตายจริงๆ

รู้ทั้งรู้อยู่แล้วก็จริง แต่เมื่อถูกจี้ใจดำ ราวกับมีใครเปิดปากแผลเช่นนี้ ก็ทำให้นางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ดี

หากอี๋ผิงจวิ้นจู่พูดจากับไป๋จื่อดีๆ นางก็ไม่ต้องใจดำถึงขั้นนี้ ทว่าสตรีนางนี้ช่างทำให้คนรังเกียจเสียจริง นางอยากจะพูดจี้ใจดำอีกครั้งจะแย่ พูดให้หนักเสียจนอีกฝ่ายเกิดความสงสัยในตัวเองบ้าง

แต่จนแล้วจนรอดนางก็กดความโมโหนี้เอาไว้ ถึงอย่างไรเสียตอนนี้อี๋ผิงจวิ้นจู่ก็ยังคงเป็นภรรยาของเมิ่งหนาน

อี๋ผิงกล่าวว่า “คนเช่นเจ้าคู่ควรเป็นฮองเฮาหรือ ข้าฉู่หนิงคนหนึ่งแล้วที่ไม่ยอมรับ”

……….

ตอนที่ 1226 เจ้ากล้าตีข้าหรือ

ไป๋จื่อหลุดหัวเราะออกมา หัวเราะเสียจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาด้วย “เจ้าไม่ยอมรับ? มีใครถามความเห็นของเจ้าหรือไม่ เจ้าจะยอมรับหรือไม่มันสำคัญด้วยหรือ ฉู่หนิง เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร เก่งจริงก็เข้าไปตอนนี้เลย ไปบอกกับฮ่องเต้สักหน่อย หากพูดโน้มน้าวให้ฮ่องเต้ไล่ข้าออกจากเมืองหลวงไปตอนนี้ได้เลยย่อมดีที่สุด”

“เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ” ฉู่หนิงโพล่งออกมา

ไป๋จื่อหัวเราะเบาๆ “ในเมื่ออยากทำก็ไปทำเถอะ เจ้าจะมาหาข้าที่นี่ทำไมกัน เจ้าคิดว่าเจ้าต่อว่าข้าสองคำแล้วข้าจะจากไปอย่างเงียบๆ หรือ ฉู่หนิง เจ้ามองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว โลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงสีดำและสีขาว แต่ยังมีสีอื่นอีกตั้งมากมาย เจ้าอยากได้อะไรก็ต้องดูว่าตนเองจะนำมันมาไว้ในครอบครองได้หรือไม่ ไม่มีอะไรที่สมควรเป็นของเจ้ามาตั้งแต่แรก ส่วนสิ่งที่ควรเป็นเป็นของเจ้าตั้งแต่แรกมีเพียงบิดามารดาของเจ้า นอกจากนั้นอาจจะหายไปได้ทั้งหมด ฉู่หนิง นี่คือคำแนะนำของข้า ไม่ใช่เพราะข้าหวังดีกับเจ้า แต่เพราะข้าเห็นแก่เมิ่งหนาน สหายของข้าต่างหาก”

ฉู่หนิงโมโหจนแทบบ้า นางชี้หน้าต่อว่าไป๋จื่อ “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นฮองเฮาหรือ เฮอะ...รอจนถึงตอนที่เจ้าได้เป็นฮองเฮาก่อนเถอะ แล้วค่อยมาสั่งสอนข้า ตอนนี้เจ้าไม่คู่ควร” นางเป็นถึงจวิ้นจู่ ไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ที่ข้างถนน อีกฝ่ายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนนางกัน

ไป๋จื่อส่ายหน้า รู้สึกปวดศีรษะยิ่งนัก เหตุใดเมิ่งหนานถึงโชคร้ายปานนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะได้แต่งกับสตรีเช่นนี้ มิน่าเล่าเขาถึงร่ำสุราย้อมใจ ไม่ยอมกลับบ้านทั้งวัน

หากนางเป็นเมิ่งหนาน นางคงจะลงไม้ลงมือกับสตรีนางนี้เพราะโทสะ ไหนเลยจะทนได้ถึงสามปี

“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใจพวกเจ้าไม่หย่าขาดจากกัน อยู่ร่วมกันโดยไร้รัก ต่างฝ่ายต่างเกลียดชังกัน จะใช้ชีวิตเช่นนี้ไปจนตายหรือ” คิดๆ ดูแล้วก็น่าเศร้านัก

ฉู่หนิงเกลียดเวลามีคนพูดเรื่องหย่าขาดต่อหน้านางเป็นที่สุด เมิ่งหนานเคยพูดกับนางอยู่หลายครั้ง และนางปฏิเสธไปทุกครั้ง

ล้อเล่นกระมัง นางคือฉู่หนิง จวิ้นจู่ผู้สง่างาม แก้วตาดวงใจของหนานเจียงจวิ้นอ๋อง หากนางหย่าขาดแล้วจะไม่กลายเป็นตัวตลกของทั้งเมืองหลวงหรือไร

“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นสตรีง่ายๆ เหมือนกับมารดาเจ้าหรือ” เสียงของฉู่หนิงเพิ่งขาดลง เสียง ‘เพียะ’ก็ดังขึ้น ข้างแก้มเจ็บเหมือนมีไฟเผา

ไป๋จื่อมองนางด้วยสายตาที่เย็นชาสุดขีด อันตรายมาก “ขืนกล้าพูดมั่วอีก ข้าจะฉีกปากเจ้าเสีย”

ในอกเหมือนมีไฟโทสะสุมอยู่ นางอยากฉีกปากที่ไม่รู้จักมารยาทตรงหน้านี้จริงๆ

ตั้งแต่เล็กจนโต ฉู่หนิงถูกคนสองคนตี คนหนึ่งคือเมิ่งหนาน อีกคนหนึ่งคือไป๋จื่อ

นางโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม “เจ้า...กล้าตีข้าหรือนี่ เจ้ากล้า...”

ไป๋จื่อเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ฉู่หนิงถอยหลังไปสามก้าว สามปีก่อนพวกนางตัวเท่าๆ กัน แต่วันนี้ไป๋จื่อกลับตัวสูงกว่านางไปครึ่งศีรษะแล้ว

“ปากเป็นหนทางสู่หายนะ ลิ้นเป็นมีดไว้สังหารตัว ฉู่หนิง เจ้าพันไม่ควร หมื่นไม่ควรพูดจาชุ่ยๆ ให้ร้ายท่านแม่ของข้า”

สีหน้าของฉู่หนิงเริ่มซีดขาว เมื่อเห็นความดุร้ายในแววตาของไป๋จื่อแล้ว ในใจของนางก็พลันนึกเสียดายขึ้นมา “เจ้าคิดจะทำอะไร ข้าเป็นถึงอี๋ผิงจวิ้นจู่ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร...”

เพิ่งพูดจบลงไม่ทันไร ไป๋จื่อก็เงื้อมือขึ้นตบหน้าฉู่หนิงอีกครั้ง บัดนี้มีเลือดไหลลงมาจากมุมปากแล้ว

ไป๋จื่อไม่ชอบการใช้ความรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ปกติแล้วนางจะใช้ปาก ไม่ใช่กำลัง ทว่าวันนี้นางไม่อยากพูดอีกแล้ว อยากลงไม้ลงมือเพียงอย่างเดียว

“จะ...เจ้าตีข้าอีกหรือนี่” นางหันไปมองเสี่ยวเหอ เอ่ยอย่างมีโทสะว่า “นางสารเลว เจ้ายังตะลึงอะไรอยู่ ไม่เห็นหรือว่าเจ้านายของเจ้าถูกคนรังแก”

เสี่ยวเหอลนลานคุกเข่าลง โขกศีรษะให้ไป๋จื่อหลายที “คุณหนูไป๋ ท่านเป็นคนดี ขอได้โปรดระงับโทสะด้วย อย่าตีอีกเลยนะเจ้าคะ”

ฉู่หนิงโมโหมาก จึงชี้หน้าต่อว่าเสี่ยวเหอ “นางบ้า ใครใช้ให้เจ้าคุกเข่าให้นาง ใครใช้ให้เจ้าขอร้องนาง ใครเป็นเจ้านายของเจ้ากันแน่”

คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 613