คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 571
ตอนที่ 1141 ฮ่องเต้อู้จื้อ
ไป๋จื่อรู้ว่าเขาเป็นขุนนางแคว้นฉู่ น่าจะอยู่ที่กรมการค้าระหว่างแคว้น กลับคิดไม่ถึงเลยว่าเขามาเพราะได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้
ฮ่องเต้ที่เขาพูดถึง หมายถึงฮ่องเต้องค์ใดกัน
ไป๋จื่อไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ถึงอย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ เกิดเรื่องเสียหายขึ้นกับคนฐานะอย่างนาง หากมีใครรู้เรื่องเข้า คนที่เสียหายย่อมเป็นสกุลตงฟางและฉู่เยี่ยน
นางถามใต้เท้าอู่ว่า “เมื่อสามปีก่อน ข้าได้ยินว่าฮ่องเต้ไม่สนใจการค้าขายระหว่างแคว้น เหตุใดตอนนี้ถึงได้ส่งท่านมาทำการค้าขายแล้ว”
“สามปีก่อนก็คือสามปีก่อน ตอนนี้ก็คือตอนนี้” ใต้เท้าอู่ว่า
เขากระแอมเสียงหนึ่ง กล่าวอีกว่า “จิ้นอ๋องได้รับการแต่งตั้งเป็นฮ่องเต้เมื่อสองปีก่อน ฮ่องเต้เซี่ยวผิงกลายเป็นไท่ซ่างหวง[footnoteRef:1] เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นอู้จื้อ” [1: ไท่ซ่างหวง (太上皇) หมายถึง พระเจ้าหลวง]
ที่แท้เขาก็เป็นฮ่องเต้แล้ว
เช่นนั้นเขาตอนนี้มีฮองเฮาแล้วใช่หรือไม่
หากนางยังอยู่ ตำแหน่งนั้นไม่มีทางว่าง
แต่เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นกับนาง เป็นตายอย่างไรไม่มีใครรู้ ต่อให้เขาไม่อยากแต่งภรรยารวดเร็วถึงเพียงนั้น ก็เกรงว่าไท่ซ่างหวงและขุนนางบุ๋นทั่วทั่งราชสำนักจะไม่ยอมกระมัง
ไป๋จื่อเหม่อลอยไปเล็กน้อย ใต้เท้าอู่จึงยิ้มถามว่า “แม่นางไป๋เป็นอะไรไปหรือ”
ทันใดนั้นไป๋จื่อก็ดึงสติกลับมา ส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่มีอะไร เพียงแค่ตกใจเล็กน้อยเท่านั้นเอง เวลาสั้นๆ เพียงแค่สามปีก็เปลี่ยนราชวงศ์แล้ว”
ใต้เท้าอู่ยังคงยิ้มขณะพูด “เจ้าสนใจเรื่องในปัจจุบันทีเดียวนะ สตรีทั่วๆ ไปไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้โดยสิ้นเชิง”
ไป๋จื่อมองใต้เท้าอู่ บางคำพูดนั้น เดิมทีนางไม่อยากถาม
ทว่านางทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ในที่สุดก็ถามว่า “ไม่ทราบว่าฮองเฮาเป็นหญิงงามสกุลใด”
ใต้เท้าอู่เลิกคิ้ว มองไป๋จื่อด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงถาม
“อ้อ ท่านอย่าได้เข้าใจผิด ข้าเป็นคนเมืองหลวง ก่อนหน้านี้ได้รับความเมตตาจากจิ้นอ๋อง ข้าจึงสนใจเรื่องของเขาอยู่บ้าง ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่น” ไป๋จื่อรีบกล่าว
ใต้เท้าอู่เข้าใจในทันที พลางนึกถึงใบหน้าที่หล่อเหลาหาใครเทียบของฮ่องเต้ สตรีคนใดได้เห็นจะไม่หวั่นไหวบ้าง แม่นางไป๋ผู้นี้ต้องเคยพบจิ้นอ๋องเป็นแน่ ตอนนี้ถึงได้อยากสอบถามถึง
“นี่ก็ไม่ใช่ความลับอะไร บอกเจ้าได้ไม่มีปัญหา ตอนที่ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ทั้งหกตำหนักล้วนไร้สตรี แม้แต่นางกำนัลที่คอยรับใช้สักคนก็ไม่ต้องการ ทว่าตอนนั้นตำแหน่งฮ่องเต้ยังไม่มั่นคง หากต้องการนั่งอยู่บนตำแหน่งนี้อย่างมั่นคง วิธีที่ดีที่สุดก็คือการแต่งงานกับบุตรีของขุนนางผู้มีอำนาจ แต่งตั้งฮองเฮาและสนม ได้รับการช่วยเหลือจากสกุลใหญ่ เช่นนั้นแล้วราชสำนักย่อมมั่นคง”
“ตอนนี้เขามีสนมมากมายเลยหรือ” ไป๋จื่อมุ่นคิ้ว หัวใจบีบรัดอย่างหนัก ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
ใต้เท้าอู่เอียงคอคิด “มีเพียงไม่กี่คน จะเลือกก็แต่บุตรีของขุนนางใหญ่เข้าตำหนัก แต่งตั้งตำแหน่งสนมให้อยู่บ้าง ข้าได้ยินว่าไม่ค่อยได้รับความโปรดปรานเท่าไร ทว่า...”
“ทว่าอะไรหรือ” ไป๋จื่อรีบถาม มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อมีเหงื่อออกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
“ข้าได้ยินมาว่าเหวยหย่วนโหวส่งบุตรีของตนเองเข้าตำหนัก แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอะไร แต่ทุกคนล้วนรู้ว่าบุตรีของเขาเข้าตำหนักไปแล้วย่อมต้องได้เป็นฮองเฮาอย่างแน่นอน”
ฉู่เยี่ยนกำลังจะมีฮองเฮาแล้ว ในใจของไป๋จื่อได้ข้อสรุป ความขมขื่นในหัวใจปรากฏที่ปลายลิ้น มันขมเสียจนนางอยากจะร้องไห้
“แม่นางไป๋เป็นอะไรไป” ใต้เท้าอู่เห็นสีหน้าย่ำแย่ลงจึงรีบถาม
ไป๋จื่อส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร อาจจะเป็นเพราะไม่ได้นั่งเรือนาน เลยรู้สึกเวียนหัวอยู่บ้าง”
ใต้เท้าอู่ได้ยินดังนั้นก็สั่งให้คนพานางเข้าไปในข้างใน
หลังจากไป๋จื่อและเสี่ยวชิงไปแล้ว ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ โดยตลอดก็เข้ามาใกล้ เพื่อกล่าวกับใต้เท้าอู่ว่า “ใต้เท้า แม่นางไป๋ผู้นี้งดงามจริงๆ ดูจากกิริยามารยาทของนางแล้ว นางจะใช่สตรีสูงศักดิ์จากเมืองหลวงหรือไม่”
……….
ตอนที่ 1142 ขุนนางใหญ่จากกรมการค้า
ใต้เท้าอู่ส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ คุณหนูจากในเมืองหลวงจะเป็นหมอหญิงได้อย่างไร คุณหนูพวกนั้นล้วนถูกเลี้ยงดูอยู่ในกรงทอง โดยปกติแล้วออกมาพบใครไม่ได้โดยสิ้นเชิง”
ชายหนุ่มร้องอ๋อเสียงหนึ่ง “ก็จริงของท่าน ข้าไม่เคยเห็นคุณหนูสกุลใดเรียนวิชาแพทย์เลย ต่อให้เรียนวิชาแพทย์ก็ไม่มีทางออกตรวจคนข้างนอก”
ก่อนหน้านี้ใต้เท้าอู่ไม่ได้เป็นขุนนางในเมืองหลวง เขาเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งที่เมืองหลวงเมื่อปีที่แล้วนี้เอง จึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวในเมืองหลวงสักเท่าไร
หลังจากนั่งตำแหน่งในกรมการค้าแล้ว เขาถวายฎีกาต่อฮ่องเต้ครั้งหนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าพระองค์จะสนใจด้วย
เมื่อสร้างเรือสินค้าเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็มีรับสั่งให้เขารับตำแหน่งขุนนางใหญ่ในกรมการค้า
ชายหนุ่มเห็นว่าใต้เท้าอู่ยังคงมองเงาหลังของไป๋จื่อจากไป พลันหัวเราะอย่างมีเลศนัย “ใต้เท้า ภรรยาของท่านตายจากไปสองปีแล้ว ถึงเวลาแต่งงานใหม่แล้วนะขอรับ”
ใต้เท้าอู่หน้าแดงเล็กน้อย ทว่าก็มองตาขวางใส่ชายหนุ่ม แล้วกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “อย่าพูดมั่วซั่ว ไปทำงานเสีย”
หลังจากชายหนุ่มจากไปพร้อมเสียงหัวเราะแล้ว ใต้เท้าอู่ก็มองไปยังทิศทางที่ไป๋จื่อจากไปอีกครั้ง คล้ายกับตกอยู่ในภวังค์
แม้แม่นางไป๋จะแสนดี แต่นางก็ยังอายุน้อยอย่างยิ่ง บุตรีของเขายังอายุมากกว่านางเลย
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว ใต้เท้าอู่ก็ส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ “หากข้าอายุน้อยกว่านี้สักสิบปีก็คงดี”
ได้พบสตรีที่งดงามและแตกต่างจากสตรีคนอื่นเช่นนี้ เขาย่อมไม่อาจนำนางไปเทียบกับเด็กสาวทั่วๆ ไป และยิ่งไม่อาจทำเรื่องฝืนใจพรรค์นั้น
คอยดูก่อนดีกว่า สถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน
ใต้เท้าอู่หมุนกายกลับไปพักผ่อนในห้องของตนเอง
กู้ปั๋วหยางที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินที่ทั้งสองคนคุยกัน พาให้เขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง คนผู้นี้ไม่ดูเสียบ้างว่าตนเองอายุมากเท่าไร ถือกระจกส่องตัวเองดูเถอะ เขาคู่ควรกับไป๋จื่อที่ไหนกัน
ไม่รู้จักคิดเสียจริงๆ
เห็นทีเมื่อถึงที่หมายแล้ว พวกเขาต้องหลีกลี้ใต้เท้าอู่โดยเร็วที่สุด จะได้ไม่ต้องถูกผูกมัดซ้ำสอง
ในโลกใบนี้ คนมีอำนาจเท่ากับเป็นกฎหมายบ้านเมือง พวกเขาสู้ไม่ได้อยู่แล้ว
หลังจากมื้อเย็น ไป๋จื่อและเสี่ยวชิงยืนตากลมอยู่ที่ดาดฟ้าเรือ เรือแล่นอย่างมั่นคง ทั้งสองคนไม่ได้เมาเรืออีก ได้ตากลมทะเลเช่นนี้แล้วทำให้รู้สึกสบายใจยิ่ง
กู้ปั๋วหยางมองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีลูกน้องของใต้เท้าอู่อยู่ตรงนี้ จึงนำไป๋จื่อและเสี่ยวชิงไปด้านหนึ่ง เพื่อเล่าบทสนทนาที่ตนได้ยินเมื่อกลางวันให้นางฟัง ให้นางระวังคนผู้นี้เอาไว้ อีกฝ่ายจะได้ไม่เอาเปรียบนางได้
ตรงหน้าของไป๋จื่อปรากฎใบหน้าจริงใจของใต้เท้าอู่ นางส่ายหน้า “เขาไม่น่าจะเป็นคนเช่นนั้น”
กู้ปั๋วหยางกล่าว “ไม่ว่าเขาจะคนเช่นนั้นหรือไม่ เจ้าก็ต้องระวังเขาเอาไว้ให้มากๆ เมื่อเรือเทียบท่าแล้ว พวกเรารีบไปจากเขา อย่าให้เขามาพัวพันอีก”
ไป๋จื่อพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว” นางเข้าใจความเป็นห่วงของกู้ปั๋วหยางดี
ตั้งแต่นางได้พับกับกู้ปั๋วหยาง ระหว่างนางและเขาก็มองเห็นอีกฝ่ายเป็นเหมือนครอบครัว ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมให้ใครเป็นอะไร
เพราะในโลกใบนี้มีเพียงนางและเขาที่มีความลับร่วมกัน
คำถามที่ไม่กล้าถามต่อหน้าคนอื่น ระหว่างพวกนางกลับไม่มีความกังวลใดๆ
สามปีมานี้ กู้ปั๋วหยางเคยช่วยนางมากกว่าหนึ่งครั้ง ด้วยหวังว่านางจะกลับไปทางนั้นในคืนวันพระจันทร์สักครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยให้เขาได้เห็นภรรยาและลูกของเขาสักครั้ง และบอกกับพวกเขาว่าขอเพียงเขายังมีลมหายใจ เขาไม่มีทางยอมแพ้ที่จะกลับไปหาพวกเขา
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวงตลอดสามปีมานี้ ต่อให้นางนอนหลับอยู่ใต้แสงจันทร์อย่างไรนางก็ไม่เคยได้กลับไปอีก แม้สักครั้งเดียวก็ไม่เคย
หลังจากการทดลองยาตัวใหม่ในครั้งนั้นล้มเหลว เกิดอะไรขึ้นกับนางที่อยู่ทางนั้นกันแน่
การเดินทางบนทะเลใช้เวลาถึงสองเดือนเต็มๆ สั้นกว่าขาไปอยู่หลายวัน ทว่าไป๋จื่อและเสี่ยวชิงกลับป่วยอยู่หลายหน
แต่ละวันที่อยู่บนเรือล้วนเหนื่อยยาก ถึงอย่างไรเสียพวกนางก็เป็นสตรี เงื่อนไขทางร่างกายอ่อนแอกว่าบุรุษอยู่แล้ว ต่อให้เป็นเสี่ยวชิงก็ไม่ยกเว้น