คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 539
ตอนที่ 1077 แสร้งทำเป็นไม่รู้
ชัดเจนว่าอยากรู้เหตุผล การตามนางไปถือเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด
นางอยากจะดูนัก ว่าฮูหยินเมิ่งคิดจะทำอะไรกันแน่ อีกฝ่ายจะกล้าสักเพียงใดกันเชียว
ไป๋จื่อลุกขึ้นยืน กล่าวกับแม่บ้านคนหนึ่งว่า “แบกฮูหยินของเจ้าไปที่โถงหลังเถอะ”
สาวใช้สองคนก้าวเข้ามาทันที ก่อนจะประคองฮูหยินเมิ่งไปที่โถงหลังตามคำสั่งของแม่บ้าน
ฝ่ายไป๋จื่อเดินตามหลังไปอย่างเชื่องช้า ออกจากโถงรับรองไปท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน
เมื่อไป๋จื่อไปแล้ว ภายในโถงรับรองก็เสียงดังขึ้นมา
ข้างกายจิ้นอ๋องว่างเปล่า
ทว่าขณะที่เหล่าคุณหนูทั้งหลายกำลังลังเลว่าควรเข้าไปทักทายจิ้นอ๋องด้วยวิธีใด เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้ว
โถงรับรองแห่งนี้จัดวางโต๊ะไว้หกตัว แต่ละโต๊ะล้วนประกอบไปด้วยเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปี ส่วนเหล่าฮูหยินและหญิงรับใช้ที่ติดตามนางมาด้วยกำลังกินอาหารอยู่อีกโถงหนึ่ง
พวกนางส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน สตรีวัยนี้ได้เห็นบุรุษเช่นจิ้นอ๋อง ใครบ้างเล่าจะไม่หวั่นไหว
ทุกคนต่างก็เป็นบุตรีสกุลใหญ่ ถึงแม้จะใจกล้ามากเพียงใด ทว่าก็ยังคงต้องรักษาเกียรติเอาไว้ แน่นอนว่ามีบางคนที่ไม่อยากรักษาเกียรติถึงเพียงนั้น อีกทั้งบ้าบิ่นยิ่ง
อย่างเช่นคุณหนูรองของสกุลใต้เท้าจี้ รองหัวหน้าสำนักผู้ตรวจการ ปีนี้นางอายุสิบห้าปี รูปลักษณ์นับว่าไม่โดดเด่น แต่ความบ้าบิ่นของนางกลับมากกว่าคนทั่วไป
ตอนที่จิ้นอ๋องเพิ่งมาถึงโถงรับรองแห่งนี้ นางคิดจะเข้าไปทักทายเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่จิ้นอ๋องตรงไปที่โต๊ะของไป๋จื่อ ไม่ให้โอกาสนางโดยสิ้นเชิง นางจึงได้แต่สังเกตการณ์จิ้นอ๋องและไป๋จื่ออย่างเงียบๆ
ครั้นเห็นจิ้นอ๋องอ่อนโยนและสนิทสนมกับไป๋จื่อ เขาตักอาหารให้ไป๋จื่อด้วยตนเองยังพอว่า มิหนำซ้ำยังกระซิบยิ้มแย้มที่ข้างหูไป๋จื่ออยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก บุรุษเช่นนี้อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าเขามีฐานะอย่างไร ต่อให้เป็นสามัญชนคนหนึ่งก็ทำให้นางหวั่นไหวได้แล้ว
ตอนนี้ไป๋จื่อตามฮูหยินเมิ่งออกไป จิ้นอ๋องอยู่เพียงลำพัง ในที่สุดโอกาสของนางก็มาถึงแล้ว นางจะพลาดไปได้อย่างไรเล่า
คุณหนูรองจี้เร่งฝีเท้าเข้าไปถึงด้านหน้าของจิ้นอ๋อง
จากนั้นภาพฉากที่ทั้งคร่ำครึและเดาทางได้ก็ปรากฏขึ้น คุณหนูรองจี้ทำเป็นก้าวพลาด ร่างกายหงายไปด้านหลัง และด้านหลังของนางก็คือจิ้นอ๋อง
ในเวลาเช่นนี้ บุรุษเห็นสตรีกำลังจะล้มลงย่อมต้องยื่นมือไปประคองไว้ ถือเป็นเรื่องที่ควรทำไม่ใช่หรือ
มีเรื่องราวที่งดงามมากเพียงใดที่เกิดขึ้นหลังจากการช่วยเหลือโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้
กระนั้นสิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจก็คือ ถึงแม้คุณหนูจี้ผู้นั้นจะหงายหลังอยู่ตรงหน้าจิ้นอ๋อง แต่จิ้นอ๋องกลับคล้ายว่ามองไม่เห็น อีกทั้งเบี่ยงกายหลบโดยไม่ชายตาแลเสียด้วยซ้ำ เมื่อมีเสียงโครมของคนที่ล้มลงบนพื้นแล้ว เขาก็ยังคงไม่หันไปมอง เพียงเดินตรงไปข้างหน้าเท่านั้น
เหมือนกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
บัดนี้โถงรับรองเงียบกริบ แม้แต่คุณหนูรองจี้ล้มลงแล้วก็งงงัน ไม่ทันได้ส่งเสียงร้องว่าเจ็บ ได้แต่มองเงาหลังที่สง่างามของจิ้นอ๋องจากไปทั้งอย่างนั้นตาปริบๆ...
“พวกเจ้ายังตะลึงอะไรอยู่ ไม่ประคองข้าลุกขึ้นหรือไร” คุณหนูรองจี้ดึงสติกลับมาได้ก่อนใครเพื่อน นางล้มลงครั้งนี้แทบจะทำให้ก้นแตก เจ็บเป็นอย่างยิ่ง ทว่าสาวใช้ที่มากับนางกลับยังคงแน่นิ่งเป็นท่อนไม้ ไม่รู้จักมาประคองนางเสียที
เสียงหัวเราะอันแผ่วเบาดังขึ้นทั่วบริเวณทันที คุณหนูจี้ฟังแล้วมันเหมือนกับมีดที่แทงเข้ามาในรูหูอย่างไรอย่างนั้น
ต่อให้บ้าบิ่นอย่างไร หน้าหนาเพียงไหนก็ทนเสียงหัวเราะเยาะของคนทั้งโถงไม่ได้หรอก
ดวงตาเรียวเหมือนหงส์ของนางแดงก่ำในทันที พลางถลึงตามองคุณหนูหลายคนข้างๆ อย่างดุดัน ก่อนจะกระฟัดกระเฟียดวิ่งไป
ทางด้านไป๋จื่อตามฮูหยินเมิ่งไปที่โถงหลังแล้ว นางเพิ่งจะนำเข็มเงินออกมาเตรียมฝังเข็มให้อีกฝ่าย ทว่าแม่บ้านผู้นั้นรีบร้อนห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ไม่ได้ๆ ไม่ได้เด็ดขาด” แม่บ้านรู้อยู่แก่ใจดีว่าฮูหยินแกล้งเป็นลม หากไป๋จื่อฝังเข็มให้นางเช่นนี้ ต่อให้ไม่ป่วยไข้ก็ต้องเป็นอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว หากเป็นเช่นนั้นแล้วควรจะต้องทำอย่างไร
……….
ตอนที่ 1078 เสียงนินทาเป็นสิ่งที่น่ากลัว
ไป๋จื่อมองแม่บ้านที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เจ้าพูดอะไรของเจ้า ในเมื่อให้ข้ามาตรวจอาการ แล้วเจ้าจะมาขวางข้าทำไม หากไม่รักษาให้หาย เจ้าจะโทษว่าวิชาแพทย์ของข้าไม่ได้เรื่องใช่หรือไม่”
แม่บ้านรีบโบกมือ “ไม่ใช่เช่นนั้น ไหนเลยบ่าวจะกล้า ฮูหยินนางมักจะเป็นเช่นนี้ บ่าวรู้ว่าควรทำเช่นไรให้นางฟื้น ไม่ต้องลำบากคุณหนูไป๋ลงมือหรอกเจ้าค่ะ” นางมองเข็มเงินในมือของไป๋จื่อด้วยความหวาดหวั่น เพราะมันยาวกว่าที่นางคิดไว้นัก
หากเข็มนี้แทงลงไปจะเจ็บเพียงใด
ไป๋จื่อเลิกคิ้ว “ในเมื่อเจ้ามีวิธีทำให้ฮูหยินของเจ้าฟื้น เหตุใดไม่พูดตั้งแต่ทีแรก นำทางข้ามาที่นี่มีจุดประสงค์อะไร”
บัดนี้แม่บ้านเหงื่อแตกไปทั้งตัว นางเป็นเพียงข้ารับใช้ เห็นเจ้านายเสแสร้งแกล้งทำก็เรื่องหนึ่ง ไหนเลยนางจะพูดอะไรได้
“คุณหนูช่างล้อเล่นจริงๆ เจ้าค่ะ” นางหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะรีบหมุนกายเดินไปถึงตรงหน้าของฮูหยิน ทำท่าทำทางเหมือนกำลังกดทั่วฮูหยินเมิ่ง จนกระทั่งฮูหยิน ‘ฟื้น’ ขึ้นมา
หลังจากฟื้นแล้ว ฮูหยินเมิ่งทำเป็นงุนงง ไม่รู้เรื่องรู้ราว “ข้าเป็นอะไรไป เหตุใดถึงอยู่ที่นี่”
แม่บ้านลอบถอนใจ กล่าวในใจว่าจะแสดงหรือไม่แสดงก็ควรจะให้สมจริงหน่อย มีแต่คนตาบอดเท่านั้นแหละที่จะมองไม่ออก แล้วไฉนเลยคนตาดีจะมองไม่ออกเล่า
ส่วนคุณหนูไป๋มองออกตั้งนานแล้วว่านางแสดงละคร
“ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านเป็นลมไปเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเมิ่งร้องอ๋อเสียงหนึ่ง จากนั้นก็หันไปมองไป๋จื่อ พลางทำท่าทางประหลาดใจยิ่ง “คุณหนูไป๋ก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ”
ไป๋จื่อเก็บเข็มเงินในมือใส่ห่อเข็ม เอ่ยเสียงเรียบว่า “ในเมื่อฮูหยินฟื้นแล้ว เช่นนั้นไป๋จื่อขอตัวเจ้าค่ะ”
นางใส่ห่อเข็มลงในช่องแขนเสื้อ ทำทีท่าว่าจะหมุนกายจากไป
“ยะ อย่าเพิ่งไป...” ฮูหยินเมิ่งกระโดดลงจากเตียงด้วยความร้อนใจ กระวีกระวาดมาขวางตรงหน้าไป๋จื่อ
“คุณหนูไป๋ เจ้าอย่าเพิ่งรีบไป”
ไป๋จื่อเลิกคิ้ว “โอ้? ฮูหยินยังมีธุระใดหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินเมิ่งยิ้มเจื่อน สีหน้าลำบากใจอยู่บ้าง ทว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวพันถึงเกียรติของสกุลเมิ่ง เพื่อให้งานแต่งงานในวันนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี นางทำได้แต่เพียงลดเกียรติของตนเองแล้ว
“คืออย่างนี้ ร่างกายของข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก มีแต่โรคเก่าเท่านั้น และในที่สุดวันนี้เมิ่งเอ๋อร์ก็ได้แต่งงาน ข้านับว่าสมใจปรารถนา จะรักษาอาการของข้าหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว”
นางจ้องหน้าไป๋จื่อเขม็ง ในใจรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ตอนที่นางเอ่ยวาจา เด็กสาวนางนี้ควรจะแสดงสีหน้าอ่อนน้อมหน่อยกระมัง เหตุใดไม่มีสีหน้าใดเลยสักนิด ใจแข็งยิ่งนัก
“ความจริงแล้วลูกสะใภ้ของข้าผู้นั้นต่างหากที่ไม่ค่อยสบาย อยากเชิญเจ้าไปตรวจดูนางหน่อย เมื่อครู่อยู่ต่อหน้าคนมากมายถึงเพียงนั้น ข้าไม่กล้าพูดชัดเจน เพียงคิดจะเชิญเจ้ามาที่โถงหลัง แล้วค่อยอธิบายให้เจ้าฟังอย่างละเอียด”
ไป๋จื่อร้องอ๋อเสียงหนึ่ง นางเองก็รู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน ภรรยาของเมิ่งหนานคืออี๋ผิงจวิ้นจู่ คนที่มีฐานะเช่นนี้แต่งเข้ามาในสกุลควรจะมีหมอหญิงที่มีความรู้พอตัวติดตัวมาด้วยสักหนึ่งถึงสองคนถึงจะถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เป็นวันมงคล ไฉนเลยจะเชิญหมอจากข้างนอกมารักษาในเวลาเช่นนี้ได้ แปลกเกินไปแล้ว
“คุณหนูไป๋ ข้ารู้ว่าเจ้ายังเกลียดข้า เจ้าคิดเสียว่าข้าเลอะเลือน พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดเถอะนะ หากจะกล่าวโทษใคร ก็กล่าวโทษข้าเพียงผู้เดียว หนานเอ๋อร์เขา...”
“ฮูหยินระวังคำพูดด้วย!” ไป๋จื่อสายตาเย็นชา ขัดจังหวะคำพูดของฮูหยินเมิ่งแล้ว
ฮูหยินเมิ่งเงียบเสียงทันใด รู้สึกหนาวสันหลังวาบอยู่บ้าง นางอยากจะตบหน้าตนเองเสียจริงๆ เหตุใดนางเลอะเลือนถึงเพียงนี้ได้ พูดจาเช่นนั้นออกไปได้อย่างไร โชคดีนักที่ตรงนี้ไม่มีใครอื่น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นก็เป็นได้
ไป๋จื่อไม่อยากมองใบหน้าของฮูหยินเมิ่งแล้ว เพราะตอนนี้นางรู้สึกรำคาญใจมาก จึงกล่าวกับอีกฝ่าย “ข้าจะเห็นแก่ที่เมิ่งหนานเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ วันนี้ข้าจะไปสักครั้งหนึ่ง” นางจ้องฮูหยินเมิ่งอย่างเย็นชา กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นๆ อีกว่า “หากหลังจากนี้ฮูหยินอยากพูดอะไร ก็ได้โปรดคิดใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน อย่าได้พูดอะไรที่ชวนให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เพราะเสียงนินทาเป็นสิ่งที่น่ากลัวนัก”