คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 546
ตอนที่ 1091 โรคปัสสาวะร่วงกำเริบ
คนที่ถูกส่งไปตามหมอหลวงสวี่ยังไม่กลับมา หมอชราผู้นี้มาถึงก่อน จึงให้เขาลองตรวจอาการก่อน แต่หากเขากล้าพูดปด เช่นนั้นเขาก็ไม่มีทางรอดแน่
หมอชราพยักหน้า “มีเท่านี้ขอรับ ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ก่อน ลองใช้ดูนะขอรับ” กล่าวจบแล้วเขาก็หมุนกายไปเขียนใบสั่งยา
ใต้เท้าเมิ่งไม่ห้ามเขา ปล่อยให้เขาเขียนใบสั่งยาต่อไป เพราะตอนนี้อยากรู้ว่าหมอผู้นี้จะเขียนใบสั่งยาอย่างไรกันแน่
หมอชราเขียนใบสั่งยาเสร็จแล้วก็ส่งให้กับข้ารับใช้ในจวน ขณะกำลังจะยกล่วมยาออกไป ใต้เท้าเมิ่งกลับกล่าวว่า “อย่าเพ่งรีบร้อน ดื่มชาสักจอกก่อนค่อยไปก็ยังไม่สาย”
“ไม่ต้องหรอกขอรับ” หมอชราโบกมือ “ข้ายังมีผู้ป่วยที่ต้องไปตรวจอาการ ขอบคุณใต้เท้าเมิ่งมาก”
ใต้เท้าเมิ่งขยิบตาให้ข้ารับใช้ข้างกาย ฝ่ายข้ารับใช้ขวางทางหมอชราไว้ในทันที “นายท่านของข้าเชิญให้เจ้าดื่มชา เจ้าอย่าทำเป็นไม่รู้จักมารยาทหน่อยเลย”
หมอชราถึงได้เข้าใจ ว่าที่แท้ใต้เท้าเมิ่งไม่ได้ต้องการเชิญเขาดื่มชาจริงๆ แต่บังคับให้เขาอยู่ต่อต่างหาก!
“ใต้เท้าเมิ่งหมายความว่าอย่างไร ข้าตรวจอาการให้ฮูหยินเสร็จแล้ว เหตุใดไม่ให้ข้าไปเล่า” หมอชราโมโหจนมือสั่น เขาตรวจผู้ป่วยถึงบ้านมาหลายครั้ง ทุกครั้งล้วนได้รับการต้อนรับ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพบเจอการกระทำที่ไร้มารยาทเช่นนี้เลย
ใต้เท้าเมิ่งกล่าวว่า “ไม่ต้องร้อนใจไป อีกเดี๋ยวหมอหลวงสวี่ตรวจอาการแล้ว เจ้าก็จะรู้เองว่าข้ารั้งเจ้าไว้ด้วยเหตุใด”
สีหน้าของหมอชราเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลันรู้สึกหนักใจ ที่แท้ใต้เท้าเมิ่งก็ไม่เชื่อถือวิชาแพทย์ของเขา ในเมื่อไม่เชื่อเขา แล้วเหตุใดถึงเชิญเขามา นี่ไม่เท่ากับหยามเกียรติเขาหรืออย่างไร
แต่เขาไม่กล้าบุ่มบ่าม อีกทั้งในใจก็รู้สึกลนลานอยู่บ้าง อาการของฮูหยินเมิ่งแปลกมาก เขาวินิจฉัยไม่ได้ ส่วนใบสั่งยาที่เขียนไปก็เป็นเพียงสูตรยาบำรุงร่างกายธรรมดา ไม่ได้มีส่วนช่วยในการรักษาแต่อย่างใด
ส่วนใหญ่แล้วหมอก็รักษาโรคเช่นนี้ โรคที่วินิจฉัยไม่ได้ก็ต้องทำเป็นใช้สูตรยาบำรุงร่างกายสักหน่อย
ต่อให้เจ้าของบ้านเชิญหมอคนอื่นมา คนทำอาชีพเดียวกันจะไม่ทำลายกันเอง ดังนั้นสูตรยาบำรุงร่างกายนี้จึงใช้โดยทั่วกัน
ทว่าวันนี้ใต้เท้าเมิ่งเชิญหมอหลวงสวี่มาด้วย เช่นนั้นเรื่องก็วุ่นวายขึ้นมาแล้ว
ขณะที่หมอชรากำลังคิดคำนวณกับตัวเอง หมอหลวงสวี่ก็เร่งเดินทางมาถึง
ใต้เท้าเมิ่งเชิญหมอหลวงสวี่มาที่หน้าเตียงของภรรยาในทันที
หลังจากหมอหลวงสวี่ตรวจดูแล้ว เขาก็กล่าวในทันที “น่าจะเป็นโรคปัสสาวะร่วงกำเริบ ข้าไม่เชี่ยวชาญโรคนี้ เหตุใดไม่เชิญหมอหลวงจางเล่า ก่อนหน้านี้ก็เป็นหมอหลวงจางที่รักษาโรคนี้ไม่ใช่หรือ”
“หมอหลวงจางกลับบ้านไปไหว้บรรพบุรุษแล้ว ยากนักที่เขาจะกลับมาภายในสิบวันถึงครึ่งเดือน หมอหลวงสวี่เขียนใบสั่งยาให้สักหน่อยเถอะ” ใต้เท้าเมิ่งตอบ
หมอหลวงสวี่ส่ายหน้า “ข้าเขียนใบสั่งยาให้ไม่ได้หรอก ข้าไม่เชี่ยวชาญโรคปัสสาวะร่วง แม่นางไป๋ก็ถ่ายทอดวิธีรักษาโรคนี้ให้กับหมอหลวงจางเท่านั้น แม้หมอหลวงจางจะรับปากแล้วว่าจะสอนพวกข้าอีกที แต่ช่วงนี้ยุ่งวุ่นวายนัก ทุกคนต่างก็ไม่มีเวลาว่าง เรื่องนี้จึงล่าช้าออกไป”
ใต้เท้าเมิ่งรู้สึกร้อนใจมาก หางตาเขาเหลือบมองหมอชราที่ยืนอยู่มุมห้อง ก่อนจะรีบให้คนนำใบสั่งยาของหมอชรามาให้หมอหลวงสวี่ดู
หมอลวงสวี่ดูแล้วก็ส่ายหน้าทันที “ต่อให้ข้าไม่เชี่ยวชาญโรคปัสสาวะร่วง แต่ก็รู้ว่าสูตรยาแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลเป็นที่สุด ผู้ป่วยโรคปัสสาวะร่วงกี่คนต่อกี่คนใช้สูตรยานี้แล้วก็มีแต่จะอาการหนักขึ้น ฝืนได้ไม่ถึงสิบวันก็ต้องสิ้นใจแล้ว”
หมอชราตกใจจนเหงื่อท่วมตัว แก้ตัวทันใด “หมอหลวงสวี่ท่านนี้อย่าพูดไร้สาระเลย ใบสั่งยาที่ข้าเขียนเป็นเพียงสูตรยาบำรุงร่างกายทั่วไป ในหนึ่งปีไม่รู้ว่าเขียนให้ผู้ป่วยไปมากน้อยเท่าไร แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครกินยาชนิดนี้แล้วตายเลยนะ”
หมอหลวงสวี่ช้อนสายตาขึ้นมองไปทางหมอชรา แค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “เพราะว่าบนโลกนี้มีหมอกำมะลออย่างเจ้ามากมาย ถึงได้มีผู้ป่วยที่ต้องการการรักษา แต่กลับต้องมาตายเพราะพวกเจ้ามากถึงเพียงนั้น”
………
ตอนที่ 1092 หมอกำมะลอ
วาจานี้ของหมอหลวงสวี่ร้ายแรงนัก ทำเอาหมอชราโมโหจนหน้าซีด ครั้นกำลังจะบันดาลโทสะ กลับได้ยินหมอหลวงสวี่เอ่ยอีกว่า “ไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง แค่เรียนให้ดี ฝึกฝนให้มาก ย่อมมีสักวันที่เก่งขึ้นมาได้ จะแย่ก็ตรงที่ไม่เชี่ยวชาญวิชาแพทย์แท้ๆ แต่กลับไม่ยอมรับ ต่อให้รักษาคนตายก็ไม่มีทางยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเอง มีคนชี้จุดผิดพลาดแล้ว ไม่เพียงไม่ถ่อมตนยอมรับ ยังเสาะหาเหตุผลสารพัดมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไม่เรียกว่าหมอกำมะลอแล้วจะเป็นอะไรไปได้” หมอหลวงสวี่โกรธจนเขวี้ยงใบสั่งยาลงบนพื้น
ก่อนหน้านี้หมอหลวงเหลียงก็ชอบออกใบสั่งยาอย่างขอไปทีเช่นนี้ เขาไม่ชอบใจมานานแล้ว
ใต้เท้าเมิ่งย่อมเชื่อหมอหลวงสวี่ เขาหันไปมองข้ารับใช้ที่อยู่ข้างหลัง จากนั้นหมอชราก็ถูกลากตัวออกไป
เขากล่าวกับหมอหลวงสวี่ว่า “จะอย่างไรก็ต้องรอหมอหลวงจางกลับมาใช่หรือไม่ ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ”
หมอหลวงสวี่ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “หากแม่นางไป๋อยู่ เชิญนางมาก็ถือว่าสิ้นเรื่อง น่าเสียดายที่...” เมื่อนึกถึงไป๋จื่อที่หายจัวไป หมอหลวงสวี่ก็รู้สึกเศร้าใจอย่างมาก แม่นางที่แสนดีอย่างไป๋จื่อ เหตุใดถึงได้เจอเรื่องราวเช่นนี้ได้
ต่อให้ช่วยนางกลับมาได้ ชื่อเสียงของนางก็มีอันต้องป่นปี้ การจะแต่งเป็นชายาของจิ้นอ๋องหลังจากนี้มีแต่จะยิ่งยากขึ้นแล้ว
ทันใดนั้นเมิ่งหนานก็เข้ามาจากข้างนอก เขาเห็นทันทีว่าหมอหลวงสวี่ก็อยู่ด้วย พลันรู้ว่ามารดาล้มป่วยจริงๆ
ใต้เท้าเมิ่งรีบหยุดบุตรชายไว้ รีบถามว่า “หนานเอ๋อร์ มีข่าวแม่นางไป๋บ้างหรือไม่” หมอหลวงสวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เงี่ยหูฟังด้วยเช่นกัน
เมิ่งหนานส่ายหน้า “ยังไม่คืบหน้าเลยขอรับ แต่จิ้นอ๋องออกจากเมืองไป เขาน่าจะได้ข่าวคราวอะไรบ้างแล้ว”
“จะทำอย่างไรดี โรคของแม่เจ้ามีเพียงแม่นางไป๋และหมอหลวงจางที่รักษาได้ หมอหลวงจางไม่อยู่ อีกทั้งเกิดเรื่องขึ้นกับแม่นางไป๋ พวกเราควรทำอย่างไรดี”
เมิ่งหนานมุ่นคิ้ว กวาดสายตามองบิดาด้วยความไม่พอใจ ที่เขาถามถึงสถานการณ์ของไป๋จื่อก็เพราะอยากพูดว่าต้องการให้ไป๋จื่อมารักษามารดาสินะ ไม่ได้เป็นห่วงความปลอดภัยของไป๋จื่อจริงๆ เลยสักนิด
หมอหลวงสวี่ฟังวาจาของใต้เท้าเมิ่งแล้วก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน เขาขอตัวกลับในทันที ไม่อยากอยู่ที่นี่ต่ออีกแม้เพียงเค่อเดียว
หลังจากมองดูมารดาแล้ว เมิ่งหนานเรียกสาวใช้ข้างกายนางมาถามความ ก่อนจะรู้ว่าสองวันนี้มารดากินของหวานไปไม่น้อย นางกินของหวานมากเกินไป บวกกันมีเรื่องหนักใจอยู่ตลอด ทำให้วันนี้นางทนต่อไปไม่ไหว
ทว่าโรคของมารดาค่อนข้างพิเศษ ใช้วิธีทั่วไปรักษาไม่ได้โดยสิ้นเชิง นอกจากไป๋จื่อแล้วก็มีแค่หมอหลวงจางที่เข้าใจโรคนี้ดีเป็นที่สุด
ระหว่างที่สองบิดาบุตรกำลังกลุ้มใจ ก็พลันได้ยินเสียงโครมครามระลอกหนึ่งดังขึ้น คนผู้นั้นยังไม่ทันเข้าประตูมา เสียงแหลมๆ ก็ดังมาถึงก่อนแล้ว “คุณชายกลับมาแล้วหรือ”
“เรียนฮูหยินน้อย คุณชายอยู่ข้างในเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อม
เมิ่งหนานมีสีหน้าดำคล้ำในทันที เขาหันหลังให้ประตูห้อง ด้วยไม่อยากมองใบหน้าน่ารังเกียจนั้นอีก
อี๋ผิงจวิ้นจู้ก้าวเท้าเข้าประตูมา ในห้องไม่ได้มีเพียงเมิ่งหนาน แต่ยังมีพ่อสามีอยู่ด้วย
นางโค้งตัวให้ใต้เท้าเมิ่งไปอย่างนั้น เรียกได้ว่ามีมารยาทแล้ว
ใต้เท้าเมิ่งพยักหน้า “จวิ้นจู่มาด้วยรึ รีบนั่งลงเถอะ”
แต่อี๋ผิงจวิ้นจู่กลับกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มาเพื่อดื่มชา”
ใต้เท้าเมิ่งเลิกคิ้วมองอี๋ผิงจวิ้นจู่ จากนั้นก็มองเมิ่งหนานที่มีสีหน้าดำคล้ำ พลันนึกขึ้นได้วันนี้เป็นวันกลับบ้าน จึงรีบตีหน้าผากของตนเองครั้งหนึ่งแล้วกล่าวกับบุตรชายว่า “เร็วเข้า รีบตามอี๋ผิงจวิ้นจู่กลับจวนจวิ้นอ๋อง นี่กี่ยามเข้าให้แล้ว เตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
เห็นพ่อสามีมีทีท่าเช่นนี้ อี๋ผิงจวิ้นจู่ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง นางกล่าวอีกว่า “เตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้ว ต้องการเพียงสามีตามข้ากลับไปก็เท่านั้น”
เมิ่งหนานแค่นหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยโดยไม่หันหน้าไปมอง “จะกลับก็กลับไปคนเดียวเถอะ ข้าไม่ไป”