คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 549
ตอนที่ 1097 ยาถอนพิษ
ไป๋จื่อซ่อนยาถอนพิษกระดูกอ่อนหลวมเอาไว้ก่อน หลังจากนี้อาจจะได้ใช้มัน ครั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย นางก็ทำท่าทางอ่อนแอ เดินโซซัดโซเซออกจากห้อง
นางไม่ได้แกล้งเดินเซ แต่เพราะโคลงเคลงอยู่บนเรือนานขนาดนั้น ร่างกายนางจึงปลิวลมไปหมดแล้ว
ซ่งหลางคอยอยู่ข้างนอก เสี่ยวชิงยืนอยู่ข้างหลังเขา เมื่อครู่นี้ทั้งสองคนคล้ายกับกำลังสนทนากัน ทว่าเมื่อเห็นนางออกมาก็เงียบเสียงในทันที
ไป๋จื่อทำเป็นมองไม่เห็น พวกเขาเป็นเจ้านายและข้ารับใช้กัน พูดจากันแล้วไม่อยากให้นางได้ยินก็เป็นเรื่องปกติ นางไม่มีสิทธิ์ถามอยู่แล้ว
ซ่งหลางเร่งฝีเท้าเข้ามาประคองนาง ทว่านางผลักเขาออกไป “อย่าแตะต้องข้า!” เสียงของนางเย็นชาและแผ่วเบา ทว่าก็ยังคงมีความแน่วแน่ที่ยากจะมองข้ามไปได้
ซ่งหลางชักมือกลับไป นางปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เขาชินแล้ว และไม่รู้สึกว่าไม่เหมาะสมอะไร เขาชอบไป๋จื่อที่เป็นเช่นนี้
สตรีที่โอนอ่อนผ่อนตามเหมือนลูกแมวเหล่านั้น ต่อให้เข้ามากอดเขาเองอย่างไร เขาก็ไม่ชายตามองพวกนางอยู่ดี
เสี่ยวชิงรีบเข้ามาประคองไป๋จื่อ พานางค่อยๆ เดินออกจากท้องเรือขึ้นไปสู่บนเรือ
เมื่อเดินออกจากทางเดินมืดๆ ไป แสงสว่างพลันแทงตา จ้าเสียจนนางต้องหลับตาในทันที ฉับพลันนั้นลมฤดูใบไม้ผลิโชยมา นางจึงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
ในที่สุด...ในที่สุดก็ได้สูดอากาศที่สดชื่นและมีเสรีแล้ว
ดูท่าทางวันนี้จะอากาศดีไม่หยอก
นางลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ค่อยๆ ชินกับแสงสว่าง ความคึกคักตรงหน้าดึงนางกลับสู่โลกความเป็นจริง นางรู้สึกว่าตนเองมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งแล้ว
การถูกขังอยู่ใต้ท้องเรือทำให้นางรู้สึกว่าตนเองเหมือนกับศพเดินได้ หากไม่ได้กินก็ต้องนอนตลอดทั้งวัน ไม่มีเสียงที่นางอยากได้ยิน ไม่มีเรื่องที่นางอยากทำ
เสี่ยวชิงประคองนั่งขึ้นฝั่ง ได้ยืนอยู่บนแผ่นดินแล้วแท้ๆ แต่นางกลับรู้สึกว่าพื้นข้างใต้เท้ายังคงโคลงเคลงอยู่ดี
ความรู้สึกหนักศีรษะ ทว่าเท้าเบาหวิวไม่ได้หายไปเพราะมาถึงแผ่นดินโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าคนที่ออกทะเลหลายปีเหล่านั้นมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร ความรู้สึกนี้ช่างทรมานยิ่งนัก
ซ่งหลางตามมา กล่าวกับไป๋จื่อว่า “หลายวันมานี้เจ้าแทบไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้เจ้าอยากกินอะไรบ้างหรือไม่”
ไป๋จื่อเงยหน้าขึ้น มองไปทางตัวหนังสือที่สลักบนแผ่นป้ายในแนวขวาง ‘ท่าเรือเจียงเป่ย’
ที่นี่คือท่าเรือเจียงเป่ย นางอยู่ห่างจากเมืองหลวงสองพันลี้เลยหรือนี่
จากที่นี่ไปจะเป็นที่ใด
ฉู่เยี่ยนจะตามมาถึงที่นี่หรือไม่
นางและฉู่เยี่ยนจะได้พบกันอีกหรือไม่
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนางไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ต่อให้หนีพ้นจากซ่งหลางไปได้ ต่อไปนางจะได้พบกับความท้าทายอะไรอีก
ไป๋จื่อก้มหน้าลง คิดก่อนจะกล่าว “ได้ยินว่าซาลาเปาทอดของเจียงเป่ยขึ้นชื่อมาก ข้าอยากกินซาลาเปาทอด”
ซ่งหลางเลิกคิ้ว บนใบหน้าปรากฏแววขบขัน “ข้าได้ยินว่าเจ้าไม่เคยมาที่เจียงเป่ยมาก่อน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าซาลาเปาทอดของเจียงเป่ยอร่อย หรือว่าเจ้าจะเคยแอบมาที่นี่แล้ว”
“ถึงจะไม่เคยกินเนื้อหมู ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยเห็นหมูวิ่ง ข้าไม่เคยกินอาหารของเจียงเป่ย หรือว่าข้าต้องไม่เคยได้ยินคนอื่นพูดถึงมันด้วย”
ระหว่างที่ล้มป่วยอยู่ในคฤหาสน์ตงฟาง นางว่างมาก จึงอ่านบันเทิงคดีและบันทึกของแคว้นฉู่จำนวนหนึ่ง ภายในบันทึกบอกเล่าถึงประเพณีและเรื่องราวที่แตกต่างกันในแต่ละเขต ในแต่ละจังหวัดของแคว้นฉู่ รวมถึงมีบันทึกของเจียงเป่ยด้วยเช่นกัน
ที่แท้ซาลาเปาทอดก็เป็นที่นิยมในยุคโบราณด้วย
เพียงแต่ไม่รู้ว่าซาลาเปาทอดที่นี่จะเทียบได้กับที่นางทำหรือไม่
ซ่งหลางกล่าวกับลุงหยวนที่อยู่ข้างๆ “ไปสอบถามมาหน่อยว่าซาลาเปาร้านไหนอร่อยที่สุด”
ลุงหยวนยิ้มร่า “ข้าไปสอบถามมาแล้ว ถนนชุนฟางมีร้านซาลาเปาร้านหนึ่ง ในร้านไม่ได้ขายแค่ซาลาเปาด้วย ว่ากันว่าอร่อยที่สุดในเมืองเจียงเป่ยเลยขอรับ”
……….
ตอนที่ 1098 ซาลาเปาทอด
“ไกลหรือไม่” ซ่งหลางถามลุงหยวน ทว่าดวงตากลับลอบมองไป๋จื่อ สีหน้านางไร้อารมณ์นัก เขาแอบยิ้มอยู่ในใจ เด็กสาวนางนี้ทำท่าทางใจเย็นได้เก่งจริงๆ
ลุงหยวนส่ายหน้า “ไม่ไกลขอรับ ข้าเตรียมรถม้าไว้แล้ว ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ถึงที่หมาย”
ซ่งหลางถามไป๋จื่อว่า “เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
ไป๋จื่อยักไหล่ “ได้ทั้งนั้น ขอแค่เป็นซาลาเปาทอดก็พอ”
ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไป ผู้คุ้มกันลับที่เป็นวรยุทธ์เจ็ดแปดคนแอบตามอยู่เบื้องหลัง รถม้าแล่นไปยังถนนชุนฟาง ก่อนจะหยุดลงที่ข้างร้านซาลาเปาทอด
ด้านนอกร้านมีคนต่อแถวอยู่เจ็ดแปดคนแล้ว
ซ่งหลางยิ้ม “ท่าทางจะรสชาติดีทีเดียวจริงๆ มีคนต่อแถวตั้งมากมายเช่นนี้แล้ว”
ไป๋จื่อเงยหน้าขึ้นมองไป ข้างนอกร้านมีคนต่อแถวอยู่ไม่น้อยจริงๆ แต่เมื่อมองดูให้ดี นางกลับรู้สึกว่าผิดปกติอยู่บ้าง
“ข้าว่าซาลาเปาทอดในร้านอาจจะไม่อร่อยก็ได้นะ” ไป๋จื่อส่ายหน้า
ลุงหยวนไม่เข้าใจ “หมายความว่าอย่างไร เจ้ายังไม่เคยลองชิมแล้วรู้ได้อย่างไรว่าไม่อร่อย”
ขณะนี้ซ่งหลางมองพิรุธออกแล้ว จึงยิ้มว่า “ไป๋จื่อพูดถูกต้อง ร้านที่ใช้วิธีเช่นนี้คงไม่ได้อร่อยสักเท่าไร ไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรพวกนี้”
ลุงหยวนมองดูอย่างละเอียด คราวนี้ถึงจะดูออกว่าคนที่ต่อแถวอยู่ก็แค่ยืนอยู่ข้างนอกร้าน มีคนเดินเข้าออกร้านเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนคนที่ต่อแถวกลับไม่ได้เข้าไปในร้านเลยสักคน ยังคงยืนต่อแถวกันอยู่ข้างนอก
“ที่แท้ก็ต่อแถวปลอม” ลุงหยวนหันไปถามซ่งหลาง “เปลี่ยนร้านดีหรือไม่ขอรับ”
ซ่งหลางมองไป๋จื่อ “เจ้าว่าอย่างไร”
ไป๋จื่อกลับกล่าวว่า “ในเมื่อมาถึงแล้ว เข้าไปลองชิมดูสักหน่อยคงไม่เสียหาย” จุดประสงค์ของนางไม่ใช่การกิน แต่อยากออกมาเดินสูดอากาศ ได้กินร้านไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ
ทั้งสี่คนลงจากรถม้า ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านโดยไม่สนใจคนที่ต่อแถวอยู่
เป็นไปตามคาด พนักงานที่เรียกพวกเขาผู้นั้น ไปจนถึงคนที่ต่อแถวอยู่ล้วนไม่มีใครส่งเสียงห้ามเลยสักคน
หากต่อแถวอยู่จริงๆ ไหนเลยจะปล่อยให้พวกเขาแทรกแถวได้
ข้างนอกร้านดูไม่ค่อยเตะตา เป็นเพียงร้านเล็กๆ บนถนนเล็กๆ เท่านั้น แต่เมื่อเข้าไปข้างในแล้วกลับรู้สึกว่ามันกว้างขวางทีเดียว กวาดสายตามองอย่างลวกๆ ดูพบว่ามีโต๊ะสี่เหลี่ยมอยู่หลายสิบตัว เจ็ดแปดตัวในนั้นถูกคนจับจองจนเต็ม
ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังกินอาหารเหล่านั้นกลับไม่ค่อยดีเท่าไร
“เชิญทั้งสองท่านนั่งลง แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าพวกท่านไม่ใช่คนเจียงเป่ย วันนี้พวกท่านมาถูกที่แล้ว ซาลาเปาทอดหลิวจี้ของพวกข้าอร่อยที่สุดในเมืองเจียงเป่ยแห่งนี้ ทั้งสองท่านชิมดูแล้วก็จะรู้เอง”
แม้พนักงานจะไม่ได้พูดเสียงดังมาก ทว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่เปิดโล่ง ต่อให้เขาเสียงเบาเพียงใดก็ยังดังไปถึงหูของลูกค้าใกล้เคียงอยู่ดี
ลูกค้าโต๊ะข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็โยนตะเกียบทิ้ง เดินจากไปในทันที ยามจ่ายเงินก่อนจะออกจากร้านก็วิวาทกับเจ้าของร้านด้วย เหมือนกับว่าเก็บเงินเยอะเกินไป สงสัยว่าจะขูดรีด
สีหน้าของลุงหยวนดูกลัดกลุ้มอยู่บ้าง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกเด็กหนุ่มที่ท่าเรือหลอก ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นได้เงินจากร้านซาลาเปาแห่งนี้มากน้อยเท่าไร ถึงได้หลอกคนต่างถิ่นบนท่าเรือให้มากินอาหารและถูกขูดรีดที่นี่ได้
ไป๋จื่อไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น อย่างไรเสียคนที่ต้องเสียเงินก็ไม่ใช่นาง ไม่อร่อยก็แค่ชิมเพียงคำเดียว อร่อยก็กินอีกสักสองคำ
ซ่งหลางกล่าวกับพนักงาน “นำซาลาเปาทอดมาชิมสักจานหนึ่งเถอะ”
พนักงานตอบรับเสียงหนึ่ง หมุนกายเดินไปทันที ไม่นานนักก็ยกซาลาเปาทอดมาจานหนึ่ง จานไม่นับว่าเล็ก อย่างน้อยก็ใหญ่ว่าจานทั่วไปหนึ่งเท่าตัว ภายในจานมีซาลาเปาทอดวางซ้อนกันอยู่อย่างน้อยสามชั้น สามหรือสี่สิบลูกเต็มๆ...
นี่คือหนึ่งจานหรือ
ในที่สุดก็รู้ว่าเหตุใดคนในร้านถึงได้มีสีหน้าดำคล้ำ
เห็นลูกค้าเป็นหมูรอเชือดโดยแท้
ไป๋จื่อคีบซาลาเปาทอดชิ้นหนึ่งมากัดเบาๆ ความรู้สึกเหมือนกับกัดบนหมั่นโถวที่แป้งไม่ฟู ไม่สุกลูกหนึ่ง ไหนเลยจะมีรสชาติของซาลาเปาทอด