คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 517
ตอนที่ 1033 นางบอกให้ท่านปล่อยเจินจู
ขณะนี้พ่อบ้านเรียกจากข้างนอกแล้ว “หมดเวลาแล้ว ไปเถอะ”
จางซื่อลุกขึ้นยืน ก่อนจะมองไป๋เจินจูที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น ในใจรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
แต่ถึงอย่างไรเจินจูก็เป็นบุตรสาวของนาง เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจากตัวนาง ต่อให้ผิดหวังเพียงใดก็ยังคงรักและเอ็นดูบุตรสาวคนนี้
จางซื่อถอนหายใจยาวๆ เสียงหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าจะไปขอร้องนาง หากนางยอมช่วยเจ้าก็ย่อมดีที่สุด หลังจากนั้นแล้วข้าจะมารับเจ้ากลับไป แต่หากนางไม่ยอม ข้าก็ไม่อยากบังคับใจนาง ถึงตอนนั้นแล้วข้าคงไม่ได้มาที่นี่อีก เจินจู หากแม่ไม่ได้มาที่นี่ เจ้าก็ต้องรักษาตัวให้ดีด้วย”
ประโยคนี้พูดยากนัก ทว่าก็พูดออกมาจนได้
หัวใจที่หนักอึ้งของนางพลันเบาขึ้นมากในทันที เรื่องที่เดิมทีคิดว่ายากมากๆ เมื่อถึงเวลาที่ทำแล้วก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น
ความดื้อรั้นและการปล่อยวางล้วนเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา
นางไม่อาจทำให้ลูกอีกคนหนึ่งต้องตายเพื่อลูกอีกคนหนึ่ง
ไป๋เจินจูมองเงาหลังของบิดา มารดา และน้องชายค่อยๆ หายไปจากโรงซักล้าง ความหวาดกลัวในหัวใจก่อนหน้านี้คล้ายกับสูญเสียสิ่งที่สำคัญมากๆ ไปในทันที
แววตาของมารดาตอนจะจากไปดูแปลกๆ อยู่บ้าง แววตานั้นหมายความว่าอย่างไร
ตอนที่จางซื่อออกไป นางพบเผยชิงหานที่ลานบ้าน
เผยชิงหานคล้ายกับกำลังเดินเล่นในสวน ทว่าก็คล้ายกับกำลังรอนางอยู่ที่นี่
“พบกันแล้วหรือ” เขาถามเจ้ารองและจางซื่อ
เจ้ารองพยักหน้า “พบแล้วขอรับ”
“เป็นอย่างไรบ้าง” เผยชิงหานถามอีกครั้ง
เจ้ารองหันไปมองภรรยา ไม่กล้าส่งเสียงแม้สักแอะ
จางซื่อช้อนสายตาขึ้น ถลึงตามองเผยชิงหานด้วยแววตาคมกริบ “พวกข้าพูดอะไรไปบ้าง ท่านโหวจะไม่รู้ได้หรือเจ้าคะ”
เผยชิงหานหัวเราะเสียงเบา “เจ้าฉลาดกว่าบุตรสาวของเจ้ามากทีเดียว น่าเสียดายที่บุตรสาวของเจ้าไม่ได้รับสืบทอดข้อดีตรงจุดนี้มา” เขาเว้นวรรคครู่หนึ่ง ถามว่า “ไป๋จื่อให้พวกเจ้ามาที่นี่ใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ” จางซื่อพยักหน้า “พวกข้าพบกันบนถนน นางกำลังรักษาพวกชาวบ้านโดยไม่คิดเงินอยู่ในเมือง”
เรื่องนี้เผยชิงหานย่อมรู้ เพื่อให้ได้เห็นบุตรีสักครั้ง เขาลอบไปบริวเณนั้นอยู่หลายหนทีเดียว
“แล้วนางพูดอะไรอีกบ้าง” เผยชิงหานยังคงถามต่อ
จางซื่อกัดฟัน แข็งใจตอบว่า “นางบอกให้ท่านปล่อยเจินจู”
เผยชิงหานไม่เชื่ออยู่แล้ว หากเรื่องนี้เป็นความจริง เหตุใดนางไม่พูดให้เร็วกว่านี้เล่า ยังต้องรอจนถึงตอนนี้หรือไร
“พูดอะไรไม่มีหลักฐาน ข้าจะเชื่อได้อย่างไร” เขาถามเสียงเรียบ
จางซื่อรีบหยิบปิ่นทองที่ไป๋จื่อให้เมื่อไม่นานมานี้ออกมา ก่อนจะส่งให้เผยชิงหาน “สิ่งนี้คือของยืนยัน ไป๋จื่อปลดจากศีรษะของนางด้วยตนเอง”
แม้ปิ่นชิ้นนี้จะดูธรรมดาทั่วไป แต่กลับงดงามอย่างเรียบง่าย เผยชิงหานรู้ว่าสกุลใหญ่มากมายในเมืองหลวง ล้วนสั่งทำเครื่องประดับเช่นนี้โดยเฉพาะ
สกุลตงฟางก็ไม่ยกเว้น
เครื่องประดับทองที่ทำขึ้นเป็นพิเศษจะมีสัญลักษณ์ของจวน สกุลเผยรูปแบบหนึ่ง ตงฟางมู่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
เขาพลิกปิ่นดู พบว่าด้านใต้ของดอกไม้สีทองบนปิ่นมีสัญลักษ์ของสกุลตงฟางจริงๆ
บนเครื่องประดับของตงฟางหว่านเอ๋อร์ก็ล้วนมีสัญลักษณ์เช่นนี้ เขาคุ้นชินกับมันเป็นอย่างยิ่ง
“เป็นของนางจริงๆ แต่ข้ายังคงไม่เชื่อว่านางจะให้ข้าปล่อยไป๋เจินจูไป” แม้เขาจะไม่เคยใช้ชีวิตกับไป๋จื่อมาก่อน ทว่าด้วยท่าทางของนางที่มีต่อเขาแล้ว เด็กสาวผู้นี้จะต้องเป็นคนที่เกลียดความชั่วร้ายเหมือนเป็นศัตรู นางจะให้อภัยคนที่เคยสวมรอยเป็นนาง และต้องการสังหารนางไปง่ายๆ ได้อย่างไร
“ข้าไม่เชื่อ หากนางต้องการให้ข้าปล่อยไป๋เจินจูจริง ก็ให้นางมาที่จวนโหวสักครั้ง ขอเพียงนางเอ่ยปากต่อหน้าข้า ข้าจะปล่อยคนไป”
ตอนที่ 1034 พวกเรากลับกันเถอะ
จางซื่อหมดกำลังใจ หมายจะนำปิ่นชิ้นนั้นกลับมา ทว่าเผยชิงหานไม่ยอม
“นี่เป็นสิ่งของของบุตรีข้า จะให้มันไปพเนจรข้างนอกได้อย่างไร” เขาพูดจบแล้วก็หันไปมองพ่อบ้าน “ให้เงินพวกเขาหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ถือเสียว่าข้าซื้อปิ่นชิ้นนี้”
พ่อบ้านส่งตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้จางซื่อในทันที
จางซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็รับตั๋วเงินไว้
หลังจากรับตั๋วเงินแล้ว นางก็ถามอีกในทันที “หากจะซื้อตัวสาวใช้คนหนึ่งในตอนนี้จะเป็นเงินเท่าไร”
พ่อบ้านตอบว่า “สิบตำลึงถึงหนึ่งร้อยตำลึง ขึ้นอยู่กับว่าสาวใช้เป็นอย่างไร ทำอะไรเป็นบ้าง เคยได้เรียนหนังสือมาบ้างหรือไม่” สาวใช้ที่ไม่มีความรู้จะทำได้เพียงงานหนัก ค่าตัวจึงน้อย หากหน้าตาธรรมดาพื้นๆ ก็จะมีราคาอยู่ที่สิบถึงยี่สิบตำลึงเท่านั้น
แต่หากเป็นสาวใช้ที่เคยเรียนหนังสือ ฉลาดเฉลียว หน้าตาสะสวยพอดู อีกทั้งอายุยังน้อยก็จะมีราคาแพง อาจจะมีราคาสูงถึงหนึ่งร้อยตำลึงเลยทีเดียว
จางซื่อยื่นตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงหลับไป “ข้าอยากซื้อตัวบุตรสาวของข้า”
เผยชิงหานกำปิ่นจนแน่น ชำเลืองมองจางซื่อครั้งหนึ่ง แค่นหัวเราะเสียงเย็นว่า “ไม่ขาย เอาละ พวกเจ้าไปเถอะ หากพาไป๋จื่อมาไม่ได้ พวกเข้าก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีกแล้ว”
เขาอยากพบไป๋จื่อ อยากพูดคุยกับนาง อยากขอให้นางให้อภัย ทว่าเขาไม่มีหนทางอื่นแล้ว ตอนนี้มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น
จางซื่อถอนใจเสียงหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรมากอีก ทุกอย่างเป็นเช่นที่นางคิดไว้จริงๆ
เขาเป็นถึงชางหยวนโถว แค่หนึ่งตำลึงเงินเท่านั้น ไหนเลยจะขนหน้าแข้งร่วงได้ สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงคนที่ทำความผิดได้รับการลงโทษ
ทั้งสามคนออกจากจวนชางหยวนโหวแล้วก็ยืนอยู่ข้างนอกจวน มองประตูไม้สีแดงที่ปิดสนิท กั้นความสัมพันธ์สุดท้ายระหว่างสองแม่ลูกไว้โดยสิ้นเชิง
พวกนางแม่ลูกจะยังได้พบกันอีกหรือไม่
“ซูเหมย พวกเรากลับกันเถอะ” วันนี้มีเงินสองร้อยตำลึงเงินแล้ว พวกเขาทั้งครอบครัวนั่งรถม้ากลับไปก็ยังได้ เมื่อกลับไปถึงหมู่บ้านแล้วก็บังเหลือเงินอยู่ไม่น้อย ถึงตอนนั้นค่อยซื้อที่นาและบ้านอยู่อาศัย นับว่าพอจะใช้ชีวิตต่อไปได้
แต่หากดิ้นรนอยู่ที่เมืองหลวงต่อไป เขาก็ไม่กล้าคิดต่อไปจริงๆ ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
จางซูเหมยพยักหน้า “ต้องกลับไปอยู่แล้ว ทว่าก่อนจะกลับไป ข้าอยากพยายามเป็นครั้งสุดท้าย ถึงอย่างไรเสียนางก็เป็นบุตรสาวของพวกเรา พวกเราจะไปเช่นนี้ไม่ได้ ไปขอร้องไป๋จื่อสักครั้งเถอะ”
เจ้ารองพลันนึกถึงสภาพน่าสงสารเมื่อครู่ของเจินจู หัวใจอ่อนยวบในทันที ในที่สุดเขาก็พยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน พวกเราทั้งครอบครัวลองไปขอร้องไป๋จื่อเป็นครั้งสุดท้าย หากนางยอมย่อมดีที่สุด แต่หากนางไม่ยอมก็ช่างเถอะ”
จางซูเหมยก็คิดเช่นนั้น ไม่ว่าไป๋จื่อจะยอมหรือไม่ นางก็เคารพสิ่งที่อีกฝ่ายจะเลือก เพราะอย่างไรหากเปลี่ยนเป็นตัวนางเอก นางก็ไม่มีทางให้อภัยศัตรูที่ต้องการจะฆ่านางไปง่ายๆ
หลังจากเจอคฤหาสน์ตงฟางแล้ว นายทวารไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปอยู่แล้ว บอกอีกว่าคุณหนูไป๋ยังไม่กลับมา ให้พวกเขารออยู่ที่หน้าประตู
บ่าวไพร่ของคฤหาสน์ตงฟางมีมารยาทกว่าบ่าวไพร่ของจวนชางหยวนโหวมากทีเดียว แม้กระทั่งไม่ใช่สายตาดุดันเหมือนสุนัขมองพวกเขาด้วย เมื่อเห็นพวกเขามีท่าทางเหมือนขอทาน ก็ยังนำแป้งนึ่งและหมั่นโถวออกมาให้พวกเขากินอีกต่างหาก
ฟู่กุ้ยเคี้ยวหมั่นโถวไปพลาง พิจารณานายทวารไปพลาง นายทวารผู้นั้นยังเยาว์อยู่ น่าจะอายุมากกว่าเขาเพียงหนึ่งหรือสองปีเท่านั้น สวมเสื้อผ้าดีและเรียบร้อยทั้งตัว ผมก็เรียบแปล้ ไม่กระดิกออกมาแม้สักเส้นเดียว
บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มแขวนอยู่ ราวกับมีความมั่นใจในตนเองเต็มเปี่ยม เขาไม่ได้กูโศกเศร้าเพราะต้องทำงานเป็นข้ารับใช้คนอื่นเหมือนในเรื่องเล่าเลย
ฟู่กุ้ยถามทันที “พี่ชายท่านนี้ เหตุใดเจ้าถึงนำหมั่นโถวมาให้พวกข้ากินหรือ คนที่จวนอื่นเห็นพวกข้าแล้ว ต่างก็ยกกระบองมาไล่ทั้งนั้น ไยเจ้าไม่ไล่พวกข้าไปบ้างเล่า”