คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 537
ตอนที่ 1073 ต่างคนต่างรักกัน
บัดนี้มีเสียงที่ทั้งแหลมและจงใจพูดเสียงหนึ่งดังเข้ามาให้หู “พวกเจ้ายังไม่รู้กระมัง ทีแรกคุณชายเมิ่งผู้นี้มีคนที่ชอบพออยู่แล้ว ทว่าไม่สมหวัง คราวนี้ถึงได้ถอยกลับมาเลือกตัวสำรอง พวกเจ้าอาจจะบอกว่านี่เป็นเรื่องของพรหมลิขิต แต่ความจริงแล้วก็เป็นแค่เรื่องที่น่าเศร้าของคู่รักเท่านั้นแหละ”
“ไอ้หยา อย่าพูดจามั่วซั่วเชียว เจ้าอาจจะทำลายวาสนาอันดีของครอบครัวหนึ่งก็ได้”
เสียงนั้นเหมือนกับดังขึ้นในเกี้ยวของนาง มันเป็นเพียงเสียงพูดจาข้างนอกแท้ๆ แต่เสียงกลับดังเข้าโสตประสาทของนางอย่างชัดเจน
“ข้าไม่ได้พูดมั่วนะ เรื่องนี้ข้าเห็นมาเองกับตา ได้ยินมาเองกับหู”
“เช่นนั้นก็รีบพูดมาสิ เจ้าได้เห็นและได้ยินอะไรมาบ้าง”
อี๋ผิงจวิ้นจู่เลิกคิ้วขึ้น รู้ดีอยู่แล้วว่าคนที่กำลังสนทนากันมีเจตนานินทา แต่นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูฟัง อย่ากล่าวโทษว่านางอยากรู้อยากเห็นเลย ถึงอย่างไรเสียเรื่องก็เกี่ยวพันถึงเจ้าบ่าวของนางเอง นางอยากรู้ความลับอะไรบางอย่าง นั่นย่อมเป็นเรื่องปกติยิ่งนัก
เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
แม้เสียงพูดนั้นจะอยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่มันกลับเหมือนดังขึ้นอยู่ข้างหู ราวกับว่ามีใครกระซิบที่ข้างหูของนาง
แต่ละคำพูดล้วนชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่ง
“วันนั้นเป็นวันที่สาม ข้าเห็นกับตาว่าคุณชายเมิ่งออกมาจากคฤหาสน์ตงฟางตั้งแต่เช้าตรู่ บนเสื้อผ้าล้วนยับยู่ยี่ มองปราดเดียวก็รู้ว่าค้างคืนที่นั่น ตอนนั้นข้าสับสนมาก คุณชายเมิ่งผู้นี้ไม่อยู่ที่จวนสกุลเมิ่ง แต่ไปอยู่ที่สกุลตงฟางได้อย่างไร และข้าได้ยินมาว่าตอนนี้สกุลตงฟางมีเจ้านายสองคน คนหนึ่งคือท่านตงฟาง ส่วนอีกคนหนึ่งคือหลานสาวของเขา”
รอบข้างมีเซียงอื้ออึง อี๋ผิงจวิ้นจู่จึงฟังไม่ถนัด กระนั้นในหูของนางก็มีเพียงเสียงแหลมๆ ของบุรุษผู้นั้น
“พูดแล้วก็บังเอิญเหมือนกันนะ เดิมทีข้าไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของครอบครัวคนใหญ่คนโต ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราเสียหน่อย แต่บ่ายวันนั้นข้าได้ยินคนพูดกันที่ร้านอาหาร ว่าทีจริงแล้วคุณชายเมิ่งรู้จักกับไป๋จื่อ หลานสาวของท่านตงฟางตั้งแต่ตอนที่เขารับราชการอยู่ที่เมืองชิงหยวน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนไม่ธรรมดา เล่ากันว่าคุณชายเมิ่งเคยช่วยชีวิตไป๋จื่อผู้นั้นไว้ครั้งหนึ่ง ใช้ร่างกายของตนเองเป็นเกราะกำบังเสือ เอ็นข้อมือก็ถูกเสือกัดจนขาดอีกต่างหาก แม้จะรักษาหายดีแล้ว ทว่าตอนนี้ก็ยังคงมีรอยแผลเป็นอยู่ที่บนข้อมือของเขา”
“เจ้าพูดเช่นนี้แล้ว ในเมื่อคุณชายเมิ่งและคุณหนูไป๋ก็ต่างคนต่างรักกัน อีกทั้งเคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายร่วมกัน แต่แล้วเหตุใดพวกเขาไม่แต่งงานกันเสียเลยเล่า”
“พวกเจ้ายังไม่รู้อะไร แม่นางไป๋ผู้นี้มีหมั้นหมายกับจิ้นอ๋องตั้งแต่ยังเล็ก ถูกกำหนดให้เป็นสะใภ้ของราชนิกูลตั้งนานแล้ว ต่อให้สกุลเมิ่งดีงามเพียงใดก็สู้สกุลฉู่ไม่ได้กระมัง”
อี๋ผิงจวิ้นจู่จับชายชุดมงคลจนแน่น ฟันกัดริมฝีปากสีแดง ในดวงตาสดสวยภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงปรากฏสีหน้าคลุมเครือ
ที่แท้ในแววตาที่มีแต่ความทุกข์ของเขา ก็เป็นเพราะสตรีอื่น
ที่แท้นางอี๋ผิงจวิ้นจู่เป็นแค่ตัวแทนคนอื่นเท่านั้น
เสียงของบุรุษผู้นั้นเงียบไปแล้ว นอกจากเสียงฆ้องและกลองแล้ว ข้างหูของนางไม่มีเสียงอื่นใดอีก
คนเมื่อครู่นี้จงใจพูดให้นางได้ยินกระมัง!
เขามีจุดประสงค์อะไร เหตุใดต้องยั่วยุความสัมพันธ์ของนางกับเมิ่งหนานด้วย ความจริงแล้วนางล้วนไม่สนใจ นางสนใจเพียงว่าในคำพูดของคนผู้นั้นเป็นความจริงกี่ส่วน และเป็นความเท็จอีกกี่ส่วน
เกี้ยวเจ้าสาวหยุดลงที่หน้าประตูหน้าของจวนสกุลเมิ่ง พิธียังคงดำเนินต่อไป เมิ่งหนานต้อนรับเจ้าสาวเข้าไปในจวน คำนับฟ้าดิน ก่อนจะเข้าห้องหอในที่สุด
หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้า แลกสุรามงคลดื่มแล้ว ก็ถือว่าพิธีจบสิ้น
เมิ่งหนานวางไม้ที่ผูกด้วยผ้าสีแดงลง กล่าวกับอี๋ผิงจวิ้นจู่ว่า “ข้างนอกยังมีงานเลี้ยงอยู่ ข้าจะออกไปก่อน เจ้ากินข้าวและพักผ่อนไปก่อนก็ได้”
……….
ตอนที่ 1074 ยอมแพ้
เสียงของเขาน่าฟังมาก มันอ่อนโยนมาก กระนั้นกลับไม่มีความอบอุ่นเอาเสียเลย
วินาทีที่เปิดผ้าคลุมหน้าออก ดวงตางดงามของนางมองเขาด้วยความรู้สึกมากมาย ทว่าสายตาของเขากลับราบเรียบจนน่าตกใจ มันคงเดิมเสมอ ราวกับว่าสตรีที่แต่งองค์ทรงเครื่องสะสวยตรงหน้าไม่ใช่เจ้าสาวของเขา แต่เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่พบกันโดยบังเอิญ คนแปลกหน้าที่ไม่มีเพศอะไร
ทีแรกนางไม่ได้เชื่อคำพูดที่ได้ยินอยู่ในเกี้ยวเหล่านั้นโดยสมบูรณ์ แต่ตอนนี้นางเชื่อไปแปดส่วนแล้ว
ไป๋จื่อ คือเด็กสาวที่ช่วยชีวิตไทเฮาไว้ในงานเลี้ยงคืนวันส่งท้ายปีใช่หรือไม่
นางเองก็อยู่ที่งานเลี้ยงคืนส่งท้ายปีด้วย น่าเสียดายนักที่ตอนนั้นนางมองหน้าตาของเด็กสาวนางนั้นไม่ชัด และหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้พบหน้ากัน
ต่อมาได้ยินเรื่องของไป๋จื่ออยู่บ้าง ว่ากันว่านางเชี่ยวชาญวิชาแพทย์อย่างมาก หมอหลวงล้วนเทียบนางไม่ติด
อีกทั้งได้ยินมาว่าที่เรื่องวุ่นวายจากหนอนกู่ในเมืองหลวงสงบลงได้ ก็เป็นผลงานของนางไม่น้อยเลยเช่นกัน
เด็กสาวอายุสิบสามปีเก่งกาจถึงเพียงนี้ได้เชียวหรือ
อี๋ผิงจวิ้นจู่ยิ่งสนใจในตัวเด็กสาวนางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้สกุลเมิ่งจัดงานมงคล มีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย โต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมไว้มากกว่าร้อย อีกทั้งแบ่งเป็นฝั่งบุรุษและสตรีด้วย
ไป๋จื่อย่อมต้องอยู่ท่ามกลางแขก ช่วงนี้มีคนเชิญนางไปร่วมงานไม่น้อย แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกที่นางมาร่วมงาน
เพราะนี่เป็นงานแต่งงานของเมิ่งหนาน นางรู้สึกว่านางควรจะมาอวยพร
สาวใช้นางหนึ่งนำทางไป๋จื่อที่ฝั่งที่นั่งของสตรี เพื่อพานางไปนั่งลงบนที่นั่งที่จัดเตรียมไว้แล้ว คนที่ร่วมโต๊ะเดียวกับนางล้วนเป็นคุณหนูที่ยังคงสาวและสะสวย
ทีแรกเหล่าคุณหนูไม่รู้ว่านางเป็นใคร จึงไถ่ถามไปตามมารยาท
หลังจากไป๋จื่อบอกสกุลของตนเองออกไป สีหน้าของเหล่าคุณหนูก็เปลี่ยนไปทันควัน แม้กระทั่งไม่กล้าพูดจากับนางอีก ไม่นานนักพวกนางก็ขอตัวแยกย้ายกันไป และไม่กลับมาอีกเลย
โต๊ะกลมที่โอ่โถง บัดนี้เหลือนางนั่งอยู่เพียงลำพัง
ก็ดีเหมือนกัน นั่งเงียบๆ คนเดียว นางไม่คิดจะผูกมิตรกับแม่นางน้อยเหล่านั้นอยู่แล้ว
ปฏิกิริยาของเหล่าคุณหนูพวกนี้เป็นสิ่งที่นางคาดเดาไว้แล้วเช่นกัน
ลูกคุณหนูพวกนี้ มีใครบ้างเล่าที่ไม่ได้รับการประคบประหงม พวกนางเป็นสตรีที่ได้รับการศึกษาและมีชื่อเสียงดีงาม ในสายตาพวกนางแล้ว ไป๋จื่อถือว่าแปลกประหลาด เพราะฉะนั้นจะไม่ชอบนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ดูสิ นั่นใครกัน”
“หล่อเหลาและสง่างามยิ่งนัก เขาเป็นคุณชายบ้านใด ไยถึงมาที่ฝั่งสตรีเช่นนี้”
“ดูท่าทางเขากำลังตามหาใครอยู่นะ เจ้าดูข้าหน่อยสิ ผมข้ายุ่งหรือไม่”
“ไม่ยุ่งๆ เจ้างดงามมาก แล้วข้าเล่าเป็นอย่างไร”
“มาแล้วๆ เขาเดินมาทางพวกเราแล้ว เจ้าว่าเขาจะมาหาข้าหรือไม่”
“พวกเจ้ารีบๆ ตัดใจเสียเถอะ เขาคือจิ้นอ๋อง และเขาต้องมาหาคู่หมั้นของเขาเป็นแน่”
อะไรนะ เขาคือจิ้นอ๋อง?
ดังนั้น จิ้นอ๋องจึงเดินผ่านพวกนางไปท่ามกลางสายตาหลายคู่ มุ่งหน้าไปหาไป๋จื่อที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง
หากพวกนางรู้ก่อน พวกนางไม่มีทางย้ายโต๊ะเป็นแน่ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะได้มีโอกาสสนทนากับจิ้นอ๋องด้วย บางทีจิ้นอ๋องอาจจะสนใจในตัวพวกนางก็ได้ เรื่องบนโลกหล้านี้ ใครเล่าจะกล่าวได้ชัดเจนนัก
แต่น่าเศร้านัก ต่อให้เสียดายสักเพียงใด บนโลกนี้ก็ไม่มียารักษาอาการเสียดายให้กินหรอก
ไป๋จื่อนั่งอยู่ที่โต๊ะเพียงคนเดียว ทว่าโต๊ะตัวอื่นกลับแน่นขนัด เห็นได้ชัดว่าแขกสตรีเหล่านี้มองเห็นไป๋จื่อเป็นคนนอกเพียงใด
ฉู่เยี่ยนระงับไฟโทสะเอาไว้ สีหน้าของเขาเย็นชามาก พลางสาวเท้าก้าวใหญ่ไปถึงข้างกายไป๋จื่อ
“เจ้ามาได้อย่างไร เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มาหรอกหรือ” ไป๋จื่อถาม
ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ นาง จากนั้นก็กวาดสายตามองรอบข้าง เอ่ยเสียงเรียบว่า “หากข้าไม่มา ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกคุณหนูตระกูลดังพวกนี้ใจร้ายนัก”
เสียงของเขาไม่ดังมาก แต่ขณะนี้ภายในห้องโถงกลับเงียบเชียบเป็นอย่างยิ่ง เสียงของเขาจึงพลันกังวานใสขึ้นมาอย่างชัดเจน