คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 510
ตอนที่ 1019 ไม่มีความเคียดแค้นใดเกิดขึ้นอย่างไร้มูลเหตุ
ไป๋จื่อส่ายหน้าในทันที “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น” นางมองเขาอย่างจริงจัง ในสายตาปรากฏความซาบซึ้งจากใจจริง “แต่ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรับปากอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ข้าคิดว่าอย่างน้อยเจ้าต้องไปใคร่ครวญสักหนึ่งชั่วยามก่อน”
“เจ้าบอกว่าไม่มีความเคียดแค้นใดเกิดขึ้นอย่างไร้มูลเหตุ” ซ่งหลางกล่าว “ความแค้นของสกุลซ่ง ข้ายังคงต้องไปชำระ แต่กลับไม่มีทางแลกด้วยชีวิตของคนบริสุทธิ์อีก” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง กล่าวอีกว่า “ข้าจะปล่อยเชียนฟางและเชียนหัว และจะฟังคำเจ้า หนีไปจากที่นี่ให้ไกล”
“แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่ง หวังว่าเจ้าจะรับปากข้าได้” เขามองนางด้วยแววตาเป็นประกาย ความเร่าร้อนในนั้นระอุยิ่งกว่าเตาดินภายในเรือนเสียอีก
ไป๋จื่อหลบสายตาของเขาด้วยความกระอักกระอ่วน กระแอมสองเสียง “เจ้าลองพูดมาสิ ขอเพียงข้าทำได้ ข้าไม่มีทางปฏิเสธ”
หากบอกว่าก่อนหน้านี้นางพูดไปเพราะเห็นเขาเป็นเพื่อนโดยไม่คิดอะไร ตอนนี้กลับต้องคิดมากสักหน่อยแล้ว
นางเห็นเขาเป็นเพื่อนของตนเองอย่างแท้จริง
ซ่งหลางเม้มปากยิ้ม ดวงตาทอประกายยิ่งกว่าเดิม “ตอนที่พวกเราพบหน้ากันอีก เจ้าเรียกข้าว่าอาหลางจะได้หรือไม่”
นี่คือเงื่อนไขบ้าอะไรกัน
นางรับปากได้หรือไม่
ครั้นเห็นนางไม่เอ่ยวาจา บนใบหน้าของซ่งหลางก็ฉายแววกังวลอยู่หลายส่วน เขาถอนใจเอ่ยว่า “คนสกุลซ่งล้วนเรียกข้าว่าอาหลาง แต่บนโลกใบนี้ไม่มีคนสกุลซ่งอีกต่อไปแล้ว ไม่มีทางได้ยินใครเรียกข้าว่าอาหลานอีก”
เมื่อเห็นบุรุษรูปงามมีสีหน้าเป็นทุกข์ นางก็เอ่ยวาจาปฏิเสธไม่ออก อีกอย่าง จากกันคราวนี้ ต่อไปอาจจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก รับปากเขาแล้วจะเป็นไรไป ไม่ได้เปลืองเนื้อเปลืองตัวสักหน่อย
ในที่สุดนางก็พยักหน้า “ตกลง ข้ารับปากเจ้า”
“ตกลง!” ความกังวลบนใบหน้าหายไปในพริบตา บัดนี้เขาหล่อเหลาและสดใสยิ่งกว่าแสงตะวัน นางสงสัยดวงตาของตนเองอย่างมาก เมื่อครู่นี้ตานางมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ หรือว่าความจริงแล้วเขาไม่ได้กลัดกลุ่มเลย
“อืม...ตกลง!” มีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ว่าบอกไม่ถูก นางจึงทำได้เพียงตอบรับไปอย่างโง่งม
แรงขับเคลื่อนของซ่งหลางน่าตื่นตะลึงมาก หลังจากหูเฟิงนำสองลุงหลานสกุลเหวยออกมาจากในวัง ก็มุ่งหน้ากลับมาที่สวนชิงเฟิงทันที
ทว่าสวนชิงเฟิงในเวลานี้ไม่มีคนสกุลซ่งสักคนเดียว ไม่มีเลย
ผู้คุ้มกันที่คอยท่าอยู่ข้างนอกเหล่านั้น แม้กระทั่งพวกเขาไปอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ ในสวนชิงเฟิงเหลือเพียงไป๋จื่อ เชียนฟาง และเชียนหัว ไปจนถึงจิ่นเอ๋อร์ที่คอยรับใช้เชียนฟาง นอกจากนั้นก็ไม่มีใครอื่นอีก
“ไปหมดแล้วหรือ” หูเฟิงถามไป๋จื่อ
ไป๋จื่อกำลังจัดการวัตถุดิบสมุนไพรอยู่ในห้องเสบียง เมื่อได้ยินเสียงของหูเฟิง นางก็ตอบทั้งๆ ที่ไม่หันหน้ากลับไปว่า “ไปหมดแล้ว เขาทิ้งสูตรยาไว้ให้ ตอนนี้ยังไม่สาย พวกเราเริ่มปรุงยาขนานใหญ่เลยดีกว่า ต้องใช้อ่างน้ำสมุนไพรขนาดใหญ่ด้วย”
หูเฟิงเอ่ยขึ้น “เรื่องสร้างสระน้ำข้าสั่งการลงไปแล้ว ตอนนี้กำลังทำอยู่ พรุ่งนี้ก็เริ่มให้คนแช่น้ำสมุนไพรได้เลย”
เด็กสาวพยักหน้า กล่าวถามอีกว่า “ขุดร่องน้ำเพื่อระบายน้ำในสระและมีเรือนมุงจากแล้วใช่หรือไม่”
“จัดเตรียมไว้หมดแล้ว” หูเฟิงตอบ “เจ้าวางใจเถอะ ข้าคำนวณไว้ทุกอย่างแล้ว”
ไป๋จื่อลุกขึ้นพร้อมกับสมุนไพร แล้วหยิบกองใบสั่งยาที่อยู่บนโต๊ะหนังสือข้างๆ
“นี่เป็นใบสั่งยาที่ข้าเพิ่งเขียนเสร็จ เจ้าเร่งให้คนไปเตรียมวัตถุดิบสมุนไพร แล้วค่อยเรียกหมอหลวงในสำนักหมอหลวงมาทั้งหมด หากเป็นไปได้ เชิญหมอที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศมาทั้งหมดด้วยย่อมดีที่สุด ยิ่งมากยิ่งดี”
เมืองหลวงกว้างใหญ่ปานนี้ คนที่กินหนอนกู่ไปจึงมีมากเช่นกัน หากอาศัยนางเพียงลำพัง นางจะช่วยคนมากมายถึงเพียงนั้นได้อย่างไร มีเพียงทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ถึงจะมีโอกาสพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้
ตอนที่ 1020 สัตว์ประหลาดหายไปแล้ว
หมอหลวงสวี่เป็นคนแรกที่มาพบนาง ตามมาด้วยหมอหลวงจาง หมอหลวงจง ไปจนถึงหมอหลวงอาวุโสทั้งหมดจากสำนักหมอหลวง
หมอชาวบ้านก็มาถึงอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะในครอบครัวของพวกเขาก็มีคนที่กินหนอนกู่ไปเช่นกัน ไม่ว่าจะใช้วิธีการมากมายเท่าไรก็ยังรักษาโรคประหลาดไม่หาย ตอนนี้ได้ยินว่ามียาที่สามารถรักษาได้ อีกทั้งยังมอบความรู้ให้พวกเขาโดยไม่ขี้เหนียวอีก ใครเล่าจะพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้
หมอหลวงสวี่และหมอหลวงจงกลับไปรักษาฮ่องเต้ในวัง ส่วนหมอหลวงจางกลายเป็นผู้นำเหล่าหมอทั้งหลาย ให้เขาจัดการทุกคนอย่างเป็นระบบ
หลังจากนายท่านกวนได้ยินว่ามียารักษาโรคนี้ ก็สั่งให้คนเปิดคลังสมุนไพรสกุลกวนทันที เพื่อให้หมอหลวงจางใช้สมุนไรทั้งหมดได้ตามใจชอบโดยไม่คิดเงิน
หูเฟิงยิ่งสั่งให้คนเปิดประตูเรือนสมุนไพรของสำนักหมอหลวง แจกจ่ายสมุนไรที่ใช้งานได้ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเช่นกัน
เมืองหลวงคึกคักขึ้นมาแล้ว ทั่วทุกที่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเหม็นเน่า สัตว์ประหลาที่บ้าคลั่งพุ่งกัดคนเหล่านั้นหายไปแล้ว
แต่หลังจากนั้นก็มีปัญหาใหม่ตามมาติดๆ
แม้สัตว์ประหลาดที่พุ่งกัดคนจะหายไปแล้ว แต่คนที่ป่วยหนักเหล่านั้นก็ยังคงทนต่อไปไม่ไหว ต่อให้อาการไม่สาหัส ทว่าก็อ่อนแอจนต้องช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน
นางไม่มีสารสร้างเซลล์เหลือแล้ว กระนั้นหากผู้คนที่อวัยวะภายในได้รับความเสียหายเหล่านั้นไม่ได้รับสารนี้ไปเสริมสร้าง ก็เกรงว่าสุดท้ายจะต้องตายอย่างน่าอนาถ
เช่นนั้นแล้วที่นางลงแรงกายและใจไปจะมีความหมายอะไร
หมอหลวงและหมอคนอื่นๆ ล้อมรอบนางอยู่กลางโถงของคฤหาสน์ตงฟาง ทุกคนต่างก็มองนางอย่างเงียบงัน รอนางพูดดอะไรออกมา
พวกหมอหลวงสวี่รู้ความสามารถของไป๋จื่อ ย่อมไม่มีความกังขาเกิดขึ้น พวกเขาเชื่อว่านางจะต้องคิดหนทางแก้ปัญหาออกมาได้อย่างแน่นอน
ทว่าหมอทั่วไปเหล่านั้นไม่เหมือนกัน พวกเขาไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของไป๋จื่อมาก่อน เวลานี้มีความกังขาเกิดขึ้นมากมาย คนที่ยังไม่ได้รับการรักษาเหล่านั้นยังคงเป็นตายเท่ากัน ความกังขาที่ซุกซ่อนอยู่ในใจย่อมปะทุขึ้นมา
“คุณหนูไป๋ เจ้าพูดอะไรหน่อยเถอะ ท่านลุงของข้ายังนอนอยู่บนเตียง ตอนนี้มีแต่หายใจออก ไม่หายใจเข้าแล้ว เจ้าไม่พูดจาเช่นนี้ต่อไปเห็นทีจะไม่ได้ บอกหนทางจัดการออกมาเถอะ!” ชายหนุ่มอายุสามสิบต้นๆ พูดเสียงดังใส่ไป๋จื่อ สีหน้าไม่พอใจ
ทันทีที่ชายหนุ่มพูดออกไป ก็มีคนสนับสนุนในทันที “จริงด้วย ตอนนี้น้องชายของข้าก็เป็นเช่นนั้น แม่ข้าร้องไห้จนตาพร่าไปหมดแล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นกับนาง พวกเจ้าจะรับผิดชอบหรือไม่”
เกิดเสียงเห็นด้วยจากในหลุ่มคนไม่น้อยเลยทีเดียว
หมอหลวงจางยังหนุ่ม เมื่อได้ฟังดังนั้นก็เลือดขึ้นหน้า ไหนเลยจะอดทนไว้ได้ เขาเอ่ยด้วยโทสะว่า “พวกเจ้าใจดำนัก มีสิทธิ์อะไรมาบีบคั้นแม่นางไป๋ที่นี่ นางทำผิดอะไร คนในครอบครัวของเจ้าป่วย นั่นเป็นฝีมือของแม่นางไป๋หรือไร นางตั้งอกตั้งใจช่วยพวกเจ้า พวกเจ้าไม่ซาบซึ้งก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้ยังกล่าวหานางอีกหรือ”
ทว่าก็มีคนใจกล้า ได้ยินหมอหลวงจางตะคอกแล้วก็ยังคงส่งเสียงดัง “ข้าว่าแม่นางไป๋ยังไม่ได้นำสูตรยาของจริงออกมามากกว่า! ข้าได้ยินมาว่านายใหญ่ตงฟางอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มสองคนที่ได้รับการรักษาพร้อมกับนายใหญ่ตงฟางก็ดีขึ้นมากเช่นกัน ตอนนี้ลงเดินได้แล้ว และได้ยินว่าฮ่องเต้ที่อยู่ในวังก็ได้รับการช่วยเหลือแล้ว ไม่ได้มีอาการเหมือนเช่นคนในครอบครัวของพวกข้าโดยสิ้นเชิง ขอถามคุณหนูไป๋สักหน่อย เจ้าทำสุดกำลังแล้วใช่หรือไม่”
ไป๋จื่อก้มหน้าอยู่ตลอด ในหูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงคำถามเหล่านั้น นางถือสมุดไว้ในมือพลางเขียนอะไรบางอย่าง ไม่รู้เหมือนกันว่านางกำลังทำอะไรอยู่