คู่มือเศรษฐีของหมอหญิงบ้านนา ตอนที่ 527
ตอนที่ 1053 อี๋ผิงจวิ้นจู่
อีกฝ่ายขอนัดนางเองหรือนี่
ใต้เท้าเมิ่งเอ่ยว่า “ฮูหยิน หนานเจียงจวิ้นอ๋องมีบุตรีที่กำลังจะปักปิ่นคนหนึ่ง ปีที่แล้วนางได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นจู่ ชายาจวิ้นอ๋องนัดเจ้าไปทำบุญเช่นนี้ หรือว่าจะทำไปเพื่อบุตรีของนาง”
ฮูหยินเมิ่งมองตนไปงในกระจก ยิ้มอย่างภูมิใจว่า “แน่นอน หากดูทั่วทั้งในและนอกราชสำนักแล้ว มีบุรุษหนุ่มคนใดเทียบหนานเอ๋อร์ของพวกเราได้บ้าง จวิ้นอ๋องเฟยเองก็มีวิสัยทัศน์กว้างไกลเช่นกัน”
“มีที่ไหนชมบุตรชายของตนเองเช่นนี้” ใต้เท้าเมิ่งเผลอหัวเราะออกมา “แต่ฮูหยิน เจ้าต้องจัดการเรื่องนี้อย่างระมัดระวังหน่อย อย่าได้บุ่มบ่ามเชียว”
“เพราะเหตุใดกัน” ฮูหยินเมิ่งไม่เข้าใจ “ข้าจัดการให้บุตรชายของตนเองไม่ได้หรือ การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ มีบ้านใดบ้างเล่าไม่เชื่อฟังคำสั่งของบิดาและมารดา”
ใต้เท้าเมิ่งส่ายหน้า “เจ้าไม่รู้จักนิสัยของหนานเอ๋อร์หรือไร เขาปักใจรักเพียงไป๋จื่อ หากเจ้าบังคับให้เขาแต่งงาน เขาต้องโมโหมากเป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นก็ได้”
อูหยินเมิ่งแค่นหัวเราะ “จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ เมื่อได้แต่งงานแล้ว ก็เท่ากับว่าแต่งงานไปแล้ว ง่ายๆ เช่นนั้นไม่ใช่หรือไร” นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอีกว่า “ข้าไม่ได้ทำให้เขาอับอายเสียหน่อย ท่านก็รู้ว่าไป๋จื่อผู้นั้นมีที่มาเช่นไร หลานสาวของตงฟางมู่ มารดาแยกทางกับชางหยวนโหวแล้ว นางรักษาโรคให้คนโน้นคนนี้ไปทั่ว ชื่อเสียงป่นปี้ไปตั้งนานแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ข้าไม่อยากพูดถึงเช่นกัน หากทำให้หนานเอ๋อร์มีความสุขและมีครอบครัวที่ดี ข้าสามารถหลับตาข้างหนึ่งได้ แต่งเข้ามาแล้วค่อยแนะนำสั่งสอนก็ยังไม่สาย ทว่านางยังเป็นถึงคู่หมั้นของจิ้นอ๋อง ได้ยินมาว่าปกติแล้วทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก รู้จักกันตั้งแต่ตอนที่จิ้นอ๋องตกระกำลำบาก รักกันลึกซึ้งยิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ข้ายังมองเพียงความต้องการและนิสัยของหนานเอ๋อร์เพียงเท่านั้นได้หรือ บุตรชายของสกุลเมิ่งพวกเราเกี้ยวพาสตรีคนใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรักข้างเดียวจลอดไปกระมัง”
ใต้เท้าเมิ่งมุ่นคิ้วไม่พูดจา นึกถึงใบหน้าที่นับวันมีแต่จะซูบตอบ อีกทั้งพักนี้เขาออกไปข้างนอกในตอนกลางคืนบ่อยครั่งอีกต่างหาก มีครั้งหนึ่งที่ตนสงสัยมาก จึงแอบตามไปอย่างเงียบๆ
ก่อนจะพบว่าเมิ่งหนานยืนอยู่ข้างนอกคฤหาสน์ตงฟางเพียงลำพัง มองประตูหน้าที่ปิดสนิทอย่างไร้เสียง บางครั้งยืนนานถึงหนึ่งหรือสองชั่วยาม ตอนกลับจวน เขามักจะไปกินอาหารที่ร้านหม้อไฟในตรอกเล็กๆ
บางครั้งเขาไม่แตะต้องอาหารเลยสักนิด เพียงแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น
ใต้เท้าเมิ่งแอบสอบถามจินเสี่ยวอัน ได้ความมาว่าหนานเอ๋อร์และไป๋จื่อเคยกินอาหารที่ร้านนั้นด้วนกัน หลังจากนั้นหนานเอ๋อร์จึงไปที่นั่นบ่อยๆ บางครั้งกิน บางครั้งก็ไม่ได้กิน เพียงนั่งอยู่สักพักเท่านั้น
เขาถึงได้รู้ว่าหนานเอ๋อร์รักเด็กสาวนางนั้นฝังใจจริงๆ
น่าเสียดายนัก นางเป็นคู่หมั้นของจิ้นอ๋องไปแล้ว ไม่เช่นนั้นด้วยฐานะที่นางเป็นหลานสาวของตงฟางมู่ ก็เหมาะสมกับหนานเอ๋อร์เป็นอย่างยิ่ง
ฮูหยินอาจจะพูดถูกก็ได้ แต่งงานแล้วก็เท่ากับแต่งงานแล้ว มีภรรยาแล้ว หนานเอ๋อร์อาจจะค่อยๆ ลืมไปเองก็ได้
“ก็ดีเหมือนกัน เข้าไปเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะหาโอกาสพูดเรื่องนี้กับหนานเอ๋อร์เอง” ในที่สุดใต้เท้าเมิ่งก็เอ่ยปาก
ฮูหยินเมิ่งดีใจมาก มีสามีสนับสนุนเช่นนี้ย่อมง่ายขึ้น
...
วันต่อมา ฮูหยินเมิ่งไปที่วัดต้าฝูพร้อมกับหนานเจียงจวิ้นอ๋องเฟย และมีอี๋ผิงจวิ้นจู่ร่วมเดินทางไปด้วย
รูปลักษณ์ของอี๋ผิงจวิ้นจู่คล้ายคลึงกับจวิ้นอ๋องเฟยเป็นอย่างยิ่ง งดงามเหลือคณา ทุกท่วงท่าน่ามองและสง่างาม ฮูหยินมองแล้วก็เอาแต่พยักหน้า หนานเอ๋อร์ของนางเหมาะสมกับสตรีเช่นนี้นี่แหละ
ฮูหยินของสกุลเมิ่งควรจะเป็นเช่นนี้ถึงจะถูกต้อง
ทั่วไปแล้วจวิ้นอ๋องเฟยเข้มงวดกับอี๋ผิงจวิ้นจู่มาก แม้กระทั่งให้นางออกจากจวนน้อยครั้งนัก และเผยโฉมหน้าในงานเลี้ยงต่างๆ ในเมืองหลวงน้อยครั้งกว่า
ฮูหยินเมิ่งไม่เคยพบนางมาก่อน นางย่อมไม่เคยพบฮูหยินเมิ่งเช่นกัน ทว่าตอนนี้เมิ่งหนานมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเมืองหลวง นางจึงเคยได้ยินมาก่อนอยู่บ้าง เพียงแต่เคยได้ยินว่าบุตรชายของสกุลเมิ่งผู้นี้หล่อเหลาไม่ธรรมดา
นางเคยพบพระสนมซูเฟยมาครั้งหนึ่ง และประทับใจในตัวพระสนมซูเฟยเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่างเป็นสตรีที่พิเศษยิ่งนัก
.......................
ตอนที่ 1054 อี๋ผิงจวิ้นจู่เชี่ยวชาญเรื่องใบชา
เมื่อคิดถึงท่วงท่าของพระสนมซูเฟย จู่ๆ อี๋ผิงจวิ้นจู่ก็เกิดความสนใจในตัวเมืองหนาน
มีอาหญิงผู้มีเอกลักษณ์ปานนั้น แล้วเมิ่งหนานจะเป็นคนอย่างไรหนอ
จวิ้นอ๋องเฟยที่อยู่ข้างๆ ยื่นมือไปใต้โต๊ะ ตีต้นขาของอี๋ผิงจวิ้นจู่เล็กน้อยเพื่อเตือนสตินาง
มีผู้อาวุโสอยู่ด้วย เด็กคนนี้เหม่อลอยไปได้อย่างไรกัน
อี๋ผิงจวิ้นจู่คืนสติกลับมา นางยิ้มน้อยๆ แล้วยื่นมือไปหยิบจอกชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบคำหนึ่ง
“ได้ยินมาว่าอี๋ผิงจวิ้นจู่เชี่ยวชาญเรื่องใบชาวัน วันนี้ได้ลิ้มลองแล้วไม่ธรรมดาจริงๆ” ฮูหยินเมิ่งยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพึงใจในตัวจวิ้นจู่ ส่วนชานี้เพียงแค่เข้าปากก็ได้รับรู้รสชาติหวานล้ำแล้ว
อี๋ผิงจวิ้นจู่วางจอกชาที่มีอุณหภูมิพอเหมาะในมือลง ยิ้มเล็กน้อยว่า “ฮูหยินเมิ่งชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
ยิ่งนางพูดน้อยเช่นนี้ ฮูหยินเมิ่งก็ยิ่งชอบ
ไม่มีแม่สามีคนไหนชอบสะใภ้ที่พูดมากหรอก มีแต่จะชอบสะใภ้ที่เงียบและจัดการได้ง่ายมากกว่า
จวิ้นอ๋องเฟยมองสีท้องฟ้าข้างนอก ก่อนจะกล่าวกับฮูหยินเมิ่ง “สายแล้ว พวกเราควรจะกลับกันแล้วละ” ออกมาตั้งแต่เช้า กินอาหาร ไหว้พระ ขณะนี้ก็ดื่มชาและสนทนากันอยู่เนิ่นนานแล้ว ดูจากท่าทางของฮูหยินเมิ่ง นางคงจะพอใจในตัวอี๋ผิงมาก ทว่าถึงเวลาต้องกลับแล้ว
ฮูหยินเมิ่งยิ้มอย่างมีเลศนัย “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก นั่งอีกสักพักเถอะ รถม้าที่จะมารับข้ายังไม่กลับมาเลย”
จวิ้นอ๋องเฟยเห็นอีกฝ่ายยิ้มหน้าบาน ก็พลันมีปฏิกิริยาบางอย่าง ในใจรู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ้าง จึงหันไปมองอี๋ผิงที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นอี๋ผิงยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไร นางจึงไม่ได้พูดอะไรมาก
นางถือโอกาสเจิมเชื้อไฟ ลากอี๋ผิงไปถามที่ด้านหนึ่ง “เจ้าคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร”
อี๋ผิงช้อนสายตาขึ้น “อะไรหรือเจ้าคะ”
“อีกเดี๋ยวคุณชายเมิ่งอาจจะปรากฏตัว เจ้าอยากพบเขาหรือไม่”
ฝ่ายอี๋ผิงยิ้มจางๆ “ท่านแม่พูดจาแปลกๆ แค่พบหน้ากันโดยบังเอิญเท่านั้น จะถามว่าอยากพบหรือไม่ไปไยเล่าเจ้าคะ”
จวิ้นอ๋องเฟยพลันยิ้มบ้าง “จริงของเจ้า เจ้าพูดถูกต้อง เพียงแค่พบหน้ากันโดยบังเอิญเท่านั้น ไม่ได้นัดให้เขามาพบเสียหน่อย”
อี๋ผิงหันไปกวาดสายตามองฮูหยินเมิ่งที่กำลังสนทนากับไต้ซืออยู่ไกล ยังคงยิ้มจางๆ เช่นเดิม “อีกอย่าง หากไม่พบสักครั้งแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี เป็นเช่นนี้ดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”
จวิ้นอ๋องเฟยพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นนางก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงจูงมือบุตรีเดินไปหาฮูหยินเมิ่ง
ผ่านไปไม่นานนัก มีสาวใช้รีบมารายงานที่ห้องถือศีล บอกว่ารถม้าของจวนเมิ่งมาถึงแล้ว ก่อนจะเชิญฮูหยินเมิ่งออกไป
บนใบหน้าของฮูหยินเมิ่งพลันเผยรอยยิ้มสดใส เจือความภาคภูมิใจอยู่เจือจาง บุตรชายของนางมาถึงแล้ว
บุตรชายยังคงเป็นห่วงนางเสมอ
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว นางก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ ความรู้สึกนี้หวานกว่าชาเมื่อครู่นี้อีก
หลังจากออกจากห้องถือศีล นางเห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ในลานวัดไกลๆ โดยมีชายหนุ่มสวมชุดขุนนางยืนอยู่ข้างรถม้าคนหนึ่ง
เขามีรูปร่างสูง ขายาวมาก สองมือไพล่อยู่ด้านหลัง บัดนี้เขาเชิดศีรษะขึ้นเล็กน้อย มองภูเขาที่ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ พลางเหม่อลอย ไม่รู้ว่ากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่
เพียงแค่ใบหน้าด้านข้างก็หล่อเหลาเสียจนทำให้ละสายตาไปไม่ได้แล้ว
อี๋ผิงจวิ้นจู่เคยเห็นองค์ชายมาแล้วหลายคน คิดว่าจิ้นอ๋องและเซียวอ๋องเป็นบุรุษรูปงามที่หาได้ยากบนโลกใบนี้แล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าคุณชายเมิ่งผู้นี้จะไม่ด้อยไปกว่าทั้งสองคนแม้สักน้อย
เพียงแต่แววตาของเขากลับดูกลัดกลุ้ม เขามีเรื่องอะไรที่สลัดออกไปจากใจไม่ได้กัน
“หนานเอ๋อร์...” ฮูหยินเมิ่งร้องเรียกเมิ่งหนานเสียงหนึ่ง
คราวนี้เมิ่งหนานถึงได้หมุนกายกลับมา เห็นว่าคนที่มากับมารดายังมีฮูหยินคนหนึ่งและแม่นางคนหนึ่ง จึงขมวดคิ้วเป็นปมในทันที
“หนานเอ๋อร์ เจ้าเหม่ออะไรอยู่ ยังไม่รีบมาทักทายหนานเจียงจวิ้นอ๋องเฟยกับอี๋ผิงจวิ้นจู่อีก”