ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร ตอนที่ 254
ตอนที่ 254 เทือกเขาเมฆา (1)
ในวันที่สิบห้าของทุกเดือนจะเป็นวันที่เทือกเขาเมฆาของสำนักชิงอวิ๋นมีชีวิตชีวาและคึกคักมากที่สุด เทือกเขาเมฆาตั้งอยู่ติดขอบพรมแดนระหว่างรัฐ ถูกรัฐต่างๆ ล้อมรอบเอาไว้ แต่มันก็เป็นอิสระไม่ขึ้นตรงต่อรัฐใด เนื่องจากเทือกเขาเมฆามียอดเขาทั้งสิ้นสิบสองยอด ถนนที่จะใช้ไปถึงยอดเขาจึงมีเพียงเส้นทางเดียวและต้องเดินด้วยเท้าเท่านั้น
สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเทือกเขาเมฆาไม่ใช่ที่ตัวของมันเอง แต่เป็นสำนักชิงอวิ๋นที่ตั้งอยู่ด้านบน!
สำนักชิงอวิ๋นคือสำนักที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ ขึ้นชื่อด้านการแพทย์และการปรุงโอสถมากที่สุด ในทุกๆ วันที่สิบห้าของทุกเดือน ประตูของหุบเขาจะถูกเปิดออกเพื่อรับสมัครศิษย์ที่มีพรสวรรค์ด้านการแพทย์รุ่นใหม่ ขอเพียงแค่พวกเขาผ่านการทดสอบเข้าไปได้ ก็จะถูกนับว่าเป็นศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นทันที
สำนักชิงอวิ๋นตั้งอยู่บนพื้นที่ที่กว้างใหญ่ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และนั่งอยู่ในใจของผู้คนมาแล้วนับหลายร้อยปี เจ้าสำนักชิงอวิ๋นในแต่ละรุ่นก็ยิ่งเป็นที่น่าเคารพยกย่อง มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศน่าอัศจรรย์ใจ นอกจากนี้แล้วเนื่องจากสำนักชิงอวิ๋นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งศึกษาเรื่องโอสถและการแพทย์มาแล้วหลายร้อยปี มันจึงมีคัมภีร์และทักษะตำราการแพทย์ซึ่งหาได้ยากมากมายถูกเก็บไว้ในหอตำราของสำนัก ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นสถานที่ที่ผู้ที่ไขว่คว้าและหมกมุ่นในด้านการแพทย์และโอสถจะต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ยิ่งหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเข้าไปเป็นศิษย์หรือสมาชิกของสำนักชิงอวิ๋นให้ได้
ต้องรู้ก่อนว่าด้วยอำนาจทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เม็ดยาวิเศษ และทักษะตำรา ใดๆ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้คนมากมายในโลกนี้ใฝ่ฝันถึง เมื่อพวกเขาเข้าสู่สำนักชิงอวิ๋นสถานะของพวกเขาก็จะทะยานพุ่งสูงขึ้นทันที
จึงเป็นที่เข้าใจได้ถึงฉากที่แออัดและกระโจมเล็กใหญ่มากมายหลายร้อยของแต่ละขุมกำลังที่มาจับจองสถานที่ด้านล่างเทือกเขาเมฆาเอาไว้ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าในวันที่ประตูของหุบเขาถูกเปิดออก ท้องถนนจะต้องแออัดเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนขยับเขยื้อนไม่ได้อย่างแน่นอนเนื่องจากผู้คนจะหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ
รถม้าคันหนึ่งซึ่งไม่สะดุดตาจอดอยู่ที่ตีนเขาของเทือกเขาเมฆา เด็กหนุ่มใบหน้างดงามรูปร่างเล็กในชุดอาภรณ์คล้ายกับบัณฑิตดูเรียบง่ายและไม่หวือหวามากนักก้าวลงมาจากรถม้า ก่อนจะกระซิบบอกกับคนขับรถม้าสองสามคำ จากนั้นเด็กหนุ่มผู้นั้นก็มุ่งตรงขึ้นไปยังเทือกเขาเมฆาทันที
ถนนที่มุ่งสู่ยอดเขาเมฆาคลาคล่ำไปด้วยผู้คน กลุ่มคนเหล่านี้คนที่ดูมีอายุมากที่สุดก็มีอายุไม่เกินสิบแปดปีเท่านั้น ส่วนคนที่มีอายุน้อยที่สุดเห็นจะอยู่ที่ราวๆ สิบสี่ปีขึ้นไป
สำนักชิงอวิ๋นมีกฎในการรับศิษย์ที่เคร่งครัดและเข้มงวดมาก โดยพวกเขาจะเลือกเฉพาะเด็กหนุ่มและเด็กสาวที่มีอายุระหว่างสิบสี่ถึงสิบแปดปีเท่านั้น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีความสามารถมากเพียงใดหรือว่ามีพรสวรรค์โดดเด่นแค่ไหน แม้ว่าจะมีอายุอยู่เพียงแค่แปดหรือสิบปีเท่านั้น ก็ล้วนถูกปัดตกทิ้งไปทั้งสิ้น
กฎข้อนี้แม้ในสายตาของผู้คนจำนวนมากจะไม่นับว่าเป็นอันใดและไม่เห็นว่ามีส่วนไหนที่พิเศษ แต่จวินอู๋เสียกลับไม่คิดเช่นนั้น
ช่วงอายุสิบสี่ถึงสิบแปดปี เป็นช่วงอายุที่สำคัญมากที่สุดที่ภูติวิญญาณจะใช้พัฒนาและเติบโต เนื่องจากตั้งแต่ตอนที่ภูติวิญญาณถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาไปจนถึงหล่อหลอมจิตวิญญาณของพวกมันให้ประสานเข้ากับจิตของมนุษย์โดยสมบูรณ์ ในช่วงสี่ปีสั้นๆ นี้จึงเป็นช่วงที่จิตของพวกมันจะบริสุทธิ์มากที่สุด หรืออีกนัยหนึ่งก็หมายความว่าเป็นช่วงที่ง่ายต่อการล้างสมองมากที่สุดนั่นเอง สำนักชิงอวิ๋นสามารถฉวยโอกาสนี้ปลูกฝังความจงรักภักดีและความคิดที่มีต่อสำนักลงไปในหัวของพวกเขาได้
ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่าน เด็กหนุ่มสาวหลายคนที่กระฉับกระเฉง เปี่ยมไปด้วยพลังงานและจิตวิญญาณ บอกลาญาติและครอบครัวที่มาส่งพวกเขาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ก่อนจะก้าวขึ้นไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิใจที่ตัวเองได้เป็นความหวังของตระกูล
มีเพียงคนหนุ่มสาวที่มาสมัครสอบเข้าสำนักชิงอวิ๋นเท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะก้าวไปในเทือกเขาเมฆาได้ ส่วนสมาชิกในครอบครัวเหล่านั้นทำได้เพียงแต่ต้องยืนรอฟังข่าวอยู่ที่ตีนเขา หากฝ่าฝืนไม่เพียงเด็กที่มาสมัครสอบจะถูกตัดสิทธิ์ แต่พวกเขาทั้งครอบครัวจะถูกผู้คุ้มกันที่คอยรักษาการอยู่ที่เชิงเขาจับโยนออกไปจากเทือกเขาเมฆาในทันที
ในบรรดาเด็กหนุ่มสาวจำนวนมากที่กำลังปีนเข้าขึ้นไปด้วยความหวังที่ล้นปรี่ ยังมีคนหนุ่มสาวอีกหลายคนที่รั้งรออยู่ที่ตีนเขา พวกเขาพลิกตำราแพทย์อย่างบ้าคลั่ง หน้าดำคร่ำเครียดอยากจะฝังตำราเหล่านั้นเข้าไปในหัวของพวกเขาเสียเหลือเกิน
จวินอู๋เสียหัวเราะขบขันให้กับฉากที่ได้เห็นตรงหน้า น้อยนักที่จะมีภาพฉากหรือสถานการณ์ใดที่ทำให้คนที่เฉยเมยเช่นนางหลุดยิ้มได้ จึงยังไม่ได้รีบปีนขึ้นไปบนเขาทันที แต่รั้งรออยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสำนักที่มีทักษะทางการแพทย์ธรรมดาๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงได้ดึงดูดผู้คนจำนวนมากถึงขั้นที่ต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อที่จะเข้าไปยังสำนักนี้ให้ได้
จวินอู๋เสียไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าความสงบและไม่แยแสของนาง ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันให้หันมามองด้วยความสงสัย พวกเขารู้สึกผิดปกติมาก หลายคนถึงขั้นกวาดสายตามองพิจารณาเสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมใส่อยู่ ชุดเสื้อผ้าธรรมดา ไม่ได้มีเครื่องประดับล้ำค่าใด แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวของเด็กคนนี้กลับให้ความรู้สึกที่โดดเด่นและเหนือล้ำกว่า พาลให้หลายคนต้องก้มหน้าลงด้วยความอับอาย
แน่นอนว่าก็มีอีกหลายคนที่เห็นว่านางอายุยังน้อย ทั้งยังแต่งกายธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั้วไป ไม่มีเครื่องประดับสูงค่า จึงพากันเบ้ปาก ชักสีหน้ากล่าววาจาเยาะเย้ยถากถางออกไปด้วยความรังเกียจ
“แม้แต่เด็กอย่างมัน ก็คิดจะสอบเข้าสำนักชิงอวิ๋นรึ”
“ไม่เอาน่า เด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างก็อย่างนี้ ไม่เห็นหรือว่าเขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย”
“ก็จริง คิดจะเข้าสำนักชิงอวิ๋น แต่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมความพร้อมอะไรสักอย่าง…ถึงจะเข้าร่วมกับสำนักชิงอวิ๋นไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้มาเปิดหูเปิดตา เห็นถึงความแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ล่ะนะ ฮ่าๆๆ…เฮ้อ แต่จะว่าไปแล้ว ธรณีประตูของสำนักชิงอวิ๋นต่ำเกินไปหรือเปล่า หมาแมวที่ไหนก็เข้าร่วมทดสอบได้” เด็กหนุ่มหลายคนที่เกิดในครอบครัวที่นับว่าพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์อยู่บ้าง วางตำราในมือลงแล้วชี้นิ้วมาทางจวินอู๋เสียอย่างดูถูกดูแคลน
โดยที่ไม่รู้อะไรเลยว่าบุคคลที่พวกเขากำลังเยาะเย้ยอยู่นั้น ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะกลายเป็นตัวตนที่คนทั้งสำนักชิงอวิ๋นต้องหวาดกลัวและจดจำภาพของเขาฝังลึกลงไปในจิตใจ ผู้ที่จะทำให้สำนักอันดับหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ต้องล่มสลายกลายเป็นเพียงเศษผง!