ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร ตอนที่ 226
ตอนที่ 226 เคารพท่านในฐานะวีรบุรุษคนหนึ่ง (1)
ในขณะนั้น ใบหน้าของผู้ที่มีพลังวิญญาณขั้นสีครามกลายเป็นซีดขาวทันที ศิษย์ของสำนักชิงอวิ๋นถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาเขาไปถึงสามคนแล้ว และศิษย์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็กำลังต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของเจ้าสัตว์ร้ายสีดำ สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือเด็กหนุ่มคนนั้นในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดูเหมือนจะเล็งเป้าไปที่ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีเขียวภายใต้การดูแลคุ้มครองของคนที่มีชื่อว่าท่านผู้อาวุโสเวินแล้ว และดูจากวิธีการลงมือที่โหดร้ายป่าเถื่อนไร้ซึ่งความลังเล ราวกับว่าสำหรับเขาแล้วผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีเขียวกับผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีน้ำเงินไม่มีความแตกต่างกันเลยอย่างไรอย่างนั้น!
เมื่อพิจารณาดูจากความสามารถของเด็กหนุ่มที่แสดงออกมา อย่าว่าแต่ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีน้ำเงินเลย เกรงว่าผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามเช่นเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย!
เจ้าปีศาจร้ายตัวนี้มันกระโดดออกมาจากที่ไหนกัน!
ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีคราม ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าแท้จริงแล้วบัวหิมะมัวเมาก็คือภูติวิญญาณ!
ในโลกนี้มีภูติวิญญาณที่ผู้คนรู้จักกันดีอยู่สองประเภทเท่านั้น นั่นคือภูติวิญญาณประเภทอาวุธกับภูติวิญญาณประเภทสัตว์ร้าย คงไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่รูปงามคนนี้ จะเป็นภูติวิญญาณประเภทพฤกษาที่จำแลงกายมา! นอกจากนี้บัวหิมะมัวเมายังสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้อีก
เมื่อพิจารณาจากอายุของบัวหิมะมัวเมาที่ปรากฏออกมาให้เห็น เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบเจ็ดหรือสิบแปดปี เนื่องจากพลังวิญญาณของเขาไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมายามต่อสู้ จึงทำให้คาดเดาความแข็งแกร่งที่แท้จริงของ 'เด็กหนุ่ม' คนนี้ได้ยาก
ภายใต้วงล้อมของผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีน้ำเงินหลายคนที่ร่วมมือกันโจมตี เด็กหนุ่มก็ดูเหมือนจะยังรับมือได้อย่างสบายๆ นี่เขาคงไม่ใช่ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามเหมือนกันใช่หรือไม่
เป็นไปไม่ได้!
ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามในวัยสิบกว่าปี…เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด!
“เวินซินหัน! นี่เจ้าคิดจะรอไปจนถึงเมื่อไหร่กัน! หากพวกเราตายหมด เจ้าจะตอบคำถามสำนักชิงอวิ๋นว่าอย่างไรหา เจ้ายังอยากจะช่วยชีวิตหลานชายของเจ้าอยู่หรือไม่!” ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีน้ำเงินหลายคนที่ถูกบัวหิมะมัวกดดัน ไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งของบัวหิมะมัวเมาไว้ได้อีกต่อไป จึงตะโกนไปทางเวินซินหันที่เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขา พวกเขาไม่เคยเห็นเด็กหนุ่มที่ไหนทรงพลังเช่นนี้มาก่อนเลย พลังต่อสู้ของเขาเทียบเท่ากับผู้มีพลังวิญญาณขั้นสีน้ำเงิน ไม่สิเผลอๆ เจ้าเด็กนี่อาจจะเหนือกว่านั้นเสียอีก เนื่องจากเขาสามารถรับมือกับพวกเขาทีเดียวพร้อมกันทั้งห้าคน แถมยังปัดป้องการโจมตีของพวกเขาได้หมดอีกด้วย
มีผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามเพียงคนเดียวในหมู่พวกเขา นั่นก็คือเวินซินหัน แต่อีกฝ่ายก็มัวแต่ยืดยาดไม่ยอมลงมือเสียที
“เขาคือเวินซินหันรึ” จวินเสี่ยนที่กำลังรักษาบาดแผลอยู่ที่ด้านข้างตกตะลึงเมื่อได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มองไปที่ผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามที่อยู่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ
“ท่านพ่อ ท่านรู้จักเขาหรือขอรับ” จวินชิงถามด้วยความสงสัย
จวินเสี่ยนขมวดคิ้วและพูดว่า “รู้จักสิ เขาคืออัจฉริยะของรัฐเยี่ยน เมื่ออายุยี่สิบปีก็มีพลังวิญญาณอยู่ในขั้นสีเหลืองแล้ว! บิดาเป็นขุนนางในราชสำนักของรัฐเยี่ยน แต่ก็ถูกฮ่องเต้สั่งประหารทั้งตระกูล เขาเป็นเพียงคนเดียวที่หนีรอดมาได้ นับจากนั้นมาชื่อเสียงของเขาก็หายไปจากโลกใบนี้ ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ สกุลเวินจงรักภักดีต่อราชวงศ์มาก และไม่ได้ด้อยไปกว่าสกุลจวินของพวกเราเลย สมัยที่ข้ายังเด็กข้าได้ฟังเรื่องราวของสกุลเวินมาไม่น้อย”
กล่าวจบ จวินเสี่ยนก็หันไปมองจวินอู๋เสียที่อยู่ข้างๆ “อู๋เสียเอ๋ย อย่าแตะต้องเวินซินหัน เขาไม่ได้ลงมือกับพวกเรา ที่เขาทำไปก็เพราะต้องการช่วยเหลือครอบครัวของเขาที่เหลืออยู่ก็เท่านั้น ข้าเชื่อในสกุลเวิน เชื่อว่าพวกเขาไม่ได้มีนิสัยที่ชั่วร้าย”
ในระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เวินซินหันไม่ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้จริงๆ เขาแทบจะไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ เลย หากผู้ใช้พลังวิญญาณขั้นสีครามเช่นเขากระโดดเข้ามาร่วมวงต่อสู้ด้วย สองพ่อลูกสกุลจวินคงจะตายไปนานแล้ว คงไม่ได้มาอยู่ตรงหน้าจวินอู๋เสียเหมือนอย่างตอนนี้หรอก
จวินอู๋เสียมองไปที่จวินเสี่ยน ไม่ใช่ว่านางจะไม่เห็นความขัดแย้งในดวงตาของเวินซินหัน แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า ถ้าเขาทำตัวเป็นเพียงผู้ชมเหตุการณ์ นางจะไว้ชีวิตเขาก็ได้ แต่หากเขาร่วมมือกับสำนักชิงอวิ๋น นางก็ไม่คิดจะเก็บเขาไว้
แต่ตอนนี้ในเมื่อจวินเสี่ยนเอ่ยปากขอนาง จวินอู๋เสียก็ไม่ลังเลใจอีก
ในเมื่อท่านปู่ของนางมีเมตตา นางก็จะทำตาม
เห็นเวินซินหันที่กำลังเตรียมพร้อมจะเข้าร่วมต่อสู้ จวินอู๋เสียก็พูดโพล่งออกไปว่า “ท่านผู้อาวุโสเวิน เพราะท่านสิ้นหวังต้องการขอความช่วยเหลือจากสำนักชิงอวิ๋นใช่หรือไม่ จึงต้องร่วมลุยน้ำโคลนไปกับพวกเขาด้วย ตอนนี้ข้ามีทางเลือกใหม่สำหรับท่าน ไม่ทราบว่าท่านสนใจหรือเปล่า”
เวินซินหันชะงักไปทันที มองไปที่จวินอู๋เสีย
จวินอู๋เสียยกมือขึ้น โยนขวดกระเบื้องเคลือบที่บรรจุโอสถวิเศษไปทางเวินซินหัน เขายกมือขึ้นแล้วรับมันไว้ในมือ
“ตราบเท่าที่คนที่ท่านต้องการจะช่วยยังมีลมหายใจอยู่แม้จะเป็นเฮือกสุดท้าย เขาก็จะไม่ตายอย่างแน่นอน! เม็ดยานี้จะช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ท่านจะต้องไม่ช่วยพวกเขาต่อสู้ หากท่านช่วยคนพวกนั้น เช่นนั้นก็จงเตรียมใจทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เถอะ” จวินอู๋เสียหรี่ตาลงเล็กน้อย