ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 1 ใบไม้เขียวชอุ่ม ตอนที่ 2
ตอนที่ 1 ใบไม้เขียวชอุ่ม
วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสิบ ท้องนภาหมื่นลี้ไร้เมฆ
สายฝนตกต่อเนื่องมาครึ่งเดือน ในที่สุดวันนี้ท้องฟ้าเหนือภูเขาอวิ๋นอวี่ก็แจ่มใสอย่างน่าอัศจรรย์ แสงตะวันสีทองเรืองรองของฤดูใบไม้ร่วงเจิดจ้าระยิบระยับ ยามตกต้องใบไม้สีเขียวสีเหลืองในพงไพรแลดูงดงามสะกดตา
หลิงหูเจินเจินนั่งไขว่ห้างอยู่บนโขดหินริมหน้าผา มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาปิดจมูก
ภูเขาบัดซบที่ฝนตกทุกวันแห่งนี้มีวันฟ้าใสย่อมเป็นเรื่องดี แต่กลิ่นช่างเหม็นเกินไปแล้ว ความชื้นที่สะสมอยู่ทั่วภูเขาถูกแสงตะวันส่องจนระเหย พากลิ่นเน่าของไม้ผุกับใบไม้เน่าออกมาตลบอบอวลไปหมด
สายลมบนภูเขาพัดแผ่วเบา ใบสีเขียวอ่อนของต้นหลวนมู่ที่อยู่ไม่ไกลส่ายไหวเกิดเป็นเสียงซู่ๆ ฟังดูสดชื่น บางครั้งใบไม้ก็พลิกเผยให้เห็นผลไม้หน้าตาคล้ายดอกตูมน้อยสีขาวพวงแล้วพวงเล่าที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ ฐานของดอกตูมคลี่ออกเล็กน้อยแล้ว ดูจากสภาพผ่านไปอีกสักวันสองวัน ผลไม้ก็คงสุกเต็มที่ ถึงเวลาสมควรเก็บเกี่ยว
เพียงแต่ว่าการเก็บพวกมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
สายตาของนางเลื่อนไปจับบนร่างปีศาจเถาวัลย์ตาตี่คิ้วเล็กใต้ต้นไม้ ในมือของเขากำก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่ง ตั้งท่าจะขว้างก้อนหินออกมา
“เจ้าเข้ามานี่นะ!” เสียงของเขาเล็กแหลมแต่โหดเหี้ยม เสียดแทงแก้วหูอย่างยิ่ง “ไม่เช่นนั้นข้าจะขว้างก้อนหินใส่เจ้าให้ตาย!”
หลิงหูเจินเจินพลิกตัวหลบก้อนหินที่ลอยมาหาตัวเอง นางลงจากก้อนหินสีขาวอย่างนุ่มนวล กระโปรงบางพลิ้วสีเขียวครามสยายคล้ายกลีบบุปผาอยู่พริบตาหนึ่งก่อนจะลู่ลงมาตามเดิม เส้นผมของนางสีอ่อนกว่าคนปกติอยู่เล็กน้อย นางเพียงเกล้ามันเป็นมวยผมหนึ่งลูก เส้นผมนุ่มสลวยหลุดลุ่ยเล็กน้อย ใต้แสงตะวันนัยน์ตาของนางปรากฏเป็นสีอำพันใสกระจ่าง รูปโฉมของนางกล่าวได้ว่างามวิลาส
ทว่าปีศาจเถาวัลย์ผู้เกรี้ยวกราดไม่รู้จักว่าสิ่งใดคือรักหยกถนอมบุปผา มันเอาแต่คำรามอย่างดุร้าย “เจ้ามานี่เร็วเข้าสิ!”
หลิงหูเจินเจินก้าวไปหาต้นหลวนมู่อย่างอ้อยอิ่ง นางเดินตรงดิ่งไปหามันแต่แล้วก็หยุดเท้าเมื่ออยู่ห่างจากมันราวสองจั้ง[footnoteRef:1] [1: จั้ง หน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ 1 จั้ง เท่ากับราว 3.3 เมตร]
“เข้ามาใกล้อีกหน่อย!” ปีศาจเถาวัลย์เร่ง
นางส่ายหน้าบอกว่า “เข้าไปอีกไม่ได้แล้ว”
ปีศาจเถาวัลย์โกรธจนควันลอยออกจากเจ็ดทวาร
ช่วงนี้ผลหลวนมู่ใกล้สุกแล้วจึงมีคนเดินทางมาภูเขาอวิ๋นอวี่เพราะหมายตาผลไม้อยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากถูกเขาทุบตีจนหนีกระเจิงไปหมด มีเพียงสาวน้อยผู้นี้ที่ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว เขาก็ยังแตะนางไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ นางเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก พอค้นพบว่าตนออกห่างจากต้นหลวนมู่มากไปไม่ได้ ก็เอาแต่ปักหลักอยู่ไกลๆ ตรงนั้นทุกวัน สำหรับปีศาจเถาวัลย์ผู้ขี้โมโห เงาร่างสีเขียวครามของนางก็เหมือนเม็ดทรายที่หลุดเข้าตา มันทิ่มแทงดวงตาจนยากจะทน แต่ขยี้เท่าไรก็ไม่ยอมหลุด ช่างน่าโมโหอย่างแท้จริง
“ก่อนหน้านี้ก็แค่หยอกเจ้าเล่นเท่านั้น” จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนสีหน้า พยายามเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างฝืนใจ “ข้าเรียกให้เจ้าเข้ามาใกล้ๆ พวกเราจะได้สนทนากันเหมือนเมื่อครั้งก่อน เจ้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ฝึกตนของจงถู่สักหน่อย หากต้องการผลไม้จริงๆ ข้าจะเด็ดให้เจ้าสักสองสามผลก็ได้”
หลิงหูเจินเจินยังส่ายหน้าเช่นเดิม “ข้าไม่เข้าไปหรอก เจ้าจะตีข้า”
“ใช่ที่ไหน ข้าไม่ตีผู้หญิงหรอกน่า”
“ก่อนหน้านี้ตอนเจ้าทุบตีผู้หญิงที่สวมกระโปรงสีเหลืองพวกนั้น ไม่เห็นพูดอย่างนี้นี่”
โว้ย! จัดการยากจริงนะ! ปีศาจเถาวัลย์ไม่เคยมีความอดทนมากมายอะไรอยู่แล้ว เขาก้มลงไปวุ่นวายบนพื้น ตั้งใจจะหาหินก้อนใหญ่ที่สุดขว้างใส่ใบหน้าน่าชังของนางให้เละ!
คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบขวานที่ค่อนข้างยาวเล่มหนึ่งออกมา นางยัดของชิ้นใหญ่ขนาดนั้นไว้ในแขนเสื้อได้อย่างไรกัน เขาตาโตพูดไม่ออกได้แต่เบิกตามองแขนเสื้อที่ไม่เห็นจะกว้างสักเท่าไรของนางแล้วรู้สึกฉงนอย่างยิ่ง
อึดใจต่อมานางก็หยิบเชือกเรียวเล็กเส้นหนึ่งออกมาต่อ นางม้วนเชือกไว้บนด้ามขวานรอบแล้วรอบเล่า การเคลื่อนไหวแช่มช้าแต่ประณีต แสงตะวันตกกระทบคมขวานเป็นประกายวาบวับข่มขวัญ มองปราดเดียวก็ทราบว่าเพิ่งถูกลับมาและคมกริบอย่างยิ่ง
ตอนนั้นเองปีศาจเถาวัลย์ก็ฉุกคิดอะไรได้ “เจ้า เจ้าจะทำอะไร จะเอาขวานออกมาฟันข้าหรือ!”
ก็ไม่ผิด หลิงหูเจินเจินพยักหน้า นางกระตุกปมเชือกเส้นเรียวเล็กเป็นเงื่อนตาย จากนั้นก็ยกขวานในมือขึ้นเหวี่ยง ฟึบ! ฟึบ! ขวานเหวี่ยงเป็นวงสองรอบ หลิงหูเจินเจินทำหน้าพึงพอใจ
ไม่เคยมีผู้ใดกล้าหยิบอาวุธมีคมออกมาหน้าต้นหลวนมู่ เขาเพิ่งเคยพบคนขวัญกล้าเทียมฟ้าไม่กลัวตายเช่นนี้เป็นหนแรกจึงเริ่มลนลาน “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากทำร้ายร่างเถาวัลย์ของข้าก็เท่ากับทำร้ายต้นหลวนมู่ด้วย! ถึงเวลานั้นเจ้าตายแน่! หุ่นยันต์ของราชันปีศาจจะไล่ล่าเจ้าไปสุดหล้าฟ้าเขียว!”
นางย่อมรู้อยู่แล้ว จะให้สรุปก็คือหากต้องการเก็บผลหลวนมู่แห่งเขาอวิ๋นอวี่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหายุ่งยากมากอยู่สองประการอันได้แก่ ปีศาจเถาวัลย์เกรี้ยวกราดจอมหาเรื่องกับหุ่นยันต์ของราชันปีศาจ
ปีศาจพวกนี้ ช่างสรรหาเรื่องยุ่งยากมาให้นางจริงๆ
นางกำด้ามขวานตั้งท่าเตรียมขว้าง ปีศาจเถาวัย์เผ่นแผล็วมุดกลับไปอยู่ในเส้นเถาวัลย์ เถาวัลย์สีดำสนิทเลื้อยรัดบนลำต้นสีน้ำตาลอมเหลืองของต้นหลวนมู่ หลังจากหดเถาวัลย์เส้นหลักอันอวบอ้วนไปหลบอยู่หลังใบไม้ก็เหลือแต่เถาวัลย์เส้นเรียวเล็กแผ่อยู่เต็มลำต้น
รออยู่นานก็ไม่เห็นขวานจะขว้างมาสักที ปีศาจเถาวัลย์ที่หลบอยู่หลังกิ่งไม้เหลือบมองนางอย่างระแวดระวัง แต่แล้วเขาก็เห็นนางล้วงขนมชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วนั่งลงแทะทีละคำเล็กๆ ระหว่างนั้นนางก็ใช้นิ้วมือสองนิ้วแกว่งด้ามขวานไปมา ดวงตาสีอำพันเหล่มองมาด้านนี้เป็นระยะ
ปีศาจเถาวัลย์ผู้ขี้ระแวงคิดว่านางต้องมีเล่ห์กลใดซ่อนอยู่แน่ เขาจึงหลบเข้าไปอยู่หลังกิ่งไม้ ไม่ยอมกระดุกกระดิกและไม่ส่งเสียงสักแอะ
ความจริงเขาพูดถูกแล้ว นางไม่มั่นใจสักนิดว่าจะทำร้ายเถาวัลย์ได้โดยไม่ทำอันตรายต้นหลวนมู่ ดังนั้นเจ้าเถาวัลย์เฒ่าเส้นนี้จึงหาเรื่องผู้อื่นได้อย่างไม่กลัวตาย มันจัดการยากกว่าหุ่นยันต์มาก
หลิงหูเจินเจินกัดขนมเข้าปากหมดชิ้นก็ถูเศษขนมออกจากปลายนิ้ว จังหวะนั้นเองปลายหางตาก็เหลือบเห็นว่าบนก้อนหินสีขาวริมขอบผามีเงาคนเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ นานเท่าใดแล้วมิอาจทราบ
นางเกลียดการมีคนมายืนด้านหลังตนเองเงียบๆ ที่สุด นางเบี่ยงกายหันกลับไปทันที แล้วนางก็ประจันหน้ากับดวงตาสีดำสนิทคู่หนึ่ง
เขาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง...จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง น่าจะบอกว่าเขาอยู่ระหว่างวัยเด็กหนุ่มกับชายหนุ่มมากกว่า สายลมตรงขอบผาพัดแรงนัก เรือนผมหนาสีขนกาของเขาพลิ้วไหวไปมา ห่วงหยกสีขาวพิสุทธิ์ที่เรียวเล็กและใสแวววาววงหนึ่งคล้องอยู่บนผมเปีย มันถูกสายลมพัดแกว่งไกวอยู่ข้างแก้ม ขับเน้นคิ้วกับดวงตาของเขาให้ดำเข้ม รูปงามยิ่งนัก ไม่รู้ว่าอาภรณ์สีครามเข้มบนร่างเขาทำมาจากวัสดุใด แต่ดูแล้วน่าจะแพงอักโข มันถึงนุ่มนิ่มอย่างยิ่ง ยามแขนเสื้อสะบัดพลิ้วให้กลิ่นอายสง่างามคล้ายเทพเซียนอยู่หน่อยๆ
แต่สีหน้าของเขากลับไม่เหมือนเซียนสักเท่าใด เขาเลิกคิ้วนิดๆ จ้องขวานวาววับในมือนาง ในท่าทีระมัดระวังแฝงความฉงนสงสัยเล็กน้อย
เมื่อเห็นหญิงสาวหันมามองตน เขาก็ลังเลครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปากแช่มช้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แม่นาง ขวานเล่มนั้น...”
เห็นก็น่าจะรู้แล้วไม่ใช่หรือ หลิงหูเจินเจินเอ่ยตอบ “อาวุธไว้ฟันเจ้าเถาวัลย์เฒ่านั่นอย่างไรเล่า”
เขาหันไปมองเถาวัลย์สีดำสนิทที่พันอยู่บนต้นหลวนมู่แล้วถามอย่างถ่อมตัว “ขอเรียนถามเหตุใดต้องฟันเถาวัลย์เฒ่านั่นด้วยเล่า”
เอาล่ะ นางรู้แล้ว คนผู้นี้ต้องมาจากจงถู่แน่ เขาถึงไม่รู้ว่าปีศาจบนดินแดนต้าฮวงอันป่าเถื่อนแห่งนี้ชอบหาเรื่องผู้อื่นมากที่สุด
“เจ้าก็มาเก็บผลหลวนมู่เหมือนกันหรือ” นางถาม
เขาโคลงศีรษะขบคิด ห่วงหยกเรียวเล็กแกว่งอ้อยอิ่งอยู่ข้างหู “ก็นับว่าเป็นเช่นนั้นได้กระมัง”
หลิงหูเจินเจินอธิบายให้ฟังอย่างสั้นกระชับ “นั่นคือปีศาจเถาวัลย์ มันคอยทุบตีผู้คน”
...ดังนั้นนางจึงจะใช้ขวานฟันร่างปีศาจเถาวัลย์เช่นนั้นหรือ ไม่เสียทีเป็นแผ่นดินต้าฮวง วิธีจัดการพวกปีศาจของมนุษย์ที่นี่ช่างเรียบง่ายและป่าเถื่อน ฉินซีไม่เคยพบเห็นเรื่องประหลาดเช่นนี้ เขาจึงคิดว่าต้องขอชมดูให้ดีๆ สักหน คิดได้ดังนี้เขาจึงผงกศีรษะ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ “แม่นาง เชิญเจ้าลงมือต่อ”
นางไม่มีอะไรให้ลงมือต่อสักหน่อย แต่เดิมสถานการณ์ก็หยุดนิ่งอยู่ตรงนี้
“หรือไม่ข้ายกให้เจ้าก็แล้วกัน” หลิงหูเจินเจินถอยออกไปสองก้าว
เอ๋ ไม่ฟันแล้วหรือ
ฉินซีเหินลงมาจากก้อนหินสีขาวอย่างนุ่มนวล ห่วงหยกวงเล็กบนผมเปียทิ้งตัวลงมาข้างหูแล้วแกว่งไกวไปตามจังหวะที่เขาก้าวเดิน ฝีเท้าของเขามั่นคงมาก ไม่เร็วและไม่ช้า การเคลื่อนไหวดูแผ่วเบาอย่างน่าประหลาด คล้ายกับว่าทั้งร่างของเขาไร้น้ำหนัก
รู้สึกว่าเจ้าหมอนี่ดูอ่อนแออยู่นะ
นางปัดปอยผมที่ตกมาระใบหู แล้วก็ได้ยินเขาถามว่า “แม่นาง กระดาษยันต์แผ่นนั้นคือสิ่งใด”
บนต้นหลวนมู่มีกระดาษยันต์สีโลหิตแผ่นหนึ่งแปะอยู่ มันแผ่นใหญ่เห็นชัดสะดุดตา หลายวันนี้มีคนเดินทางมาเยือนจำนวนไม่น้อย แต่ทันทีที่คนมากมายเห็นกระดาษยันต์แผ่นนั้น พวกเขาก็ไม่กล้าหมายตาผลไม้อีก
แม้แต่สิ่งนี้ก็ยังไม่รู้จัก ดูท่าผู้ฝึกตนจากจงถู่พวกนี้ไม่คิดจะเตรียมตัวก่อนเดินทางมาต้าฮวงกันเลยสินะ
หลิงหูเจินเจินนึกถึงความรู้ทั่วไปที่ตนเองถูกจับกรอกหูมาก่อนหน้านี้ “นั่นคือกระดาษยันต์ของราชันปีศาจทังหยวน ผู้ใดเข้าใกล้ต้นหลวนมู่ในรัศมีหนึ่งจั้งล้วนจะถูกหุ่นยันต์โจมตี หากทำให้ต้นหลวนมู่เสียหายแม้แต่น้อยนิด หุ่นยันต์ก็จะไล่ล่าเขาคนนั้นไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว”
เขาชะงักไปวูบหนึ่ง “...ข้าช่างรู้น้อยนัก เคยได้ยินแต่ชื่อราชันปีศาจชังหยวน”
นางตีหน้านิ่ง “นั่นแหละ กระดาษยันต์ของราชันปีศาจชังหยวน...”
“ข้าเข้าใจแล้ว” ฉินซีเอ่ยขัดนางอย่างไม่ถือสา เขาหรี่ตาเพ่งพิจกระดาษยันต์แผ่นนั้นสักพักก็บอกอีกว่า “วิชาภาพวาดหุ่นสินะ แม่นางทราบหรือไม่ว่าจะมีหุ่นยันต์โผล่มากี่ตัว”
“หกตัว” นางจดจำเรื่องนี้ได้ดีอย่างยิ่ง
ฉินซีอายุยังน้อยแต่บุคลิกกลับสุขุมเยือกเย็น เส้นทางริมขอบผาหาได้ราบเรียบ บนพื้นเต็มไปด้วยเศษหินและดินโคลน แต่เขากลับเหยียบย่างบนนั้นประหนึ่งกำลังเดินชมสวน เขาเดินตรงไปใต้ต้นไม้ แล้วเงยหน้ามองเถาวัลย์เรียวเล็กที่แผ่เป็นแพอยู่บนลำต้นสีน้ำตาลอมเหลือง
เขายกมือลูบบนเถาวัลย์ แต่ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่เห็นมีปฏิกิริยาอะไร เขาจึงถามอย่างประหลาดใจ “แม่นาง มันไม่ขยับนะ”
เดี๋ยวมันก็ขยับแล้ว
ทันใดนั้นเถาวัลย์เรียวยาวสีดำสนิทก็ตวัดรัดข้อมือของชายหนุ่ม แต่เขากลับไม่ดิ้นรน เขาปล่อยฝ่ามือไหลไปตามแรงกระชากนั้น ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนลำต้นที่หนาและเย็นเฉียบ
สายลมกรีดเสียงแหลมดังหวีดหวิว ไอน้ำรอบด้านราวกับถูกมือล่องหนขยำรวมเป็นก้อน ก่อนจะแยกตัวออกจากกัน เพียงชั่วพริบตาพวกมันก็กลายเป็นหุ่นยันต์รูปร่างเหมือนมนุษย์ร่างกำยำแต่ลำตัวโปร่งใสจำนวนหกตัว แล้วกระโจนเข้าใส่เขาอย่างดุร้าย
นี่หรือหุ่นยันต์ของราชันปีศาจ
ฉินซีไม่ขยับตัว แต่ห่วงหยกวงเล็กที่ห้อยอยู่บนผมเปียวงนั้นกลับขยับไหว มันแกว่งเบาๆ วูบหนึ่ง แสงสว่างไสวแลดูอ่อนโยนแผ่ออกมาคล้ายคลื่นน้ำ ผลักหุ่นยันต์ทั้งหลายออกห่างในพริบตา
เสียงสายลมหวีดแหลมดังมาจากด้านหลัง ฉินซีคิดว่าปีศาจเถาวัลย์จอมหาเรื่องตัวนั้นคงคิดจะลอบจู่โจม เขาเตรียมตัวจะเบี่ยงศีรษะหลบ ทว่าทันใดนั้นเองลมเย็นยะเยือกอีกสายหนึ่งกลับเคลื่อนเข้ามาจากเหนือกระหม่อมจนเกือบสัมผัสถูกเส้นผมของเขา ยังมีหุ่นยันต์อีกตัวคอยลอบจู่โจมหรือ
ชั่วอึดใจที่เขาทำท่าจะหลบไม่พ้น จู่ๆ การเคลื่อนไหวของเขาก็เร็วขึ้นปานสายฟ้าแลบ เพียงพริบตาเดียวเขาก็ถอยห่างออกมาหลายฉื่อ หลบพ้นการโจมตีทั้งสองอย่างหวุดหวิด จากนั้นเขาจึงสะกิดปลายเท้ากับพื้น ร่างกายทะยานสูงเสมือนหนึ่งมีปีก เหยียบบนง่ามกิ่งของต้นหลวนมู่อย่างนุ่มนวล
ฝ่ามือของหุ่นยันต์ที่ลอบจู่โจมตัวนั้นโจมตีพลาดเป้า มันฟาดลงมาจนพื้นสั่นสะเทือน โครม! เสียงดังสนั่น เศษหินกระเด็นกระดอนนับไม่ถ้วน
ปีศาจเถาวัลย์ที่ตอนแรกตั้งใจจะฉวยจังหวะสับสนทุบตีผู้อื่นสบถด่า “โจรน้อยจากที่ไหน! หลบเร็วอย่างกับหนู!”
ฉินซีไม่สนใจปีศาจเถาวัลย์ เขาหันไปมองหลิงหูเจินเจิน น้ำเสียงเย็นเยียบลงหลายส่วน “เจ้าบอกว่ามีหุ่นยันต์หกตัวไม่ใช่หรือ ตรงนี้มีเจ็ดตัวนะ”
หุ่นยันต์หกตัวที่โผล่มาตอนแรกจู่โจมจากคนละทิศทาง ส่วนตัวสุดท้ายหลบอยู่ในเงามืดคอยลอบจู่โจมจากมุมอับสายตา โชคดีที่เขาปฏิกิริยาว่องไว ไม่เช่นนั้นยามนี้คงเสียท่าแล้ว ดูจากฝ่ามือที่หุ่นยันต์นั่นฟาดลงมา กระดูกหักยังนับว่าเบาเสียด้วยซ้ำ
หลิงหูเจินเจินส่ายหน้า นางก็ไม่รู้สาเหตุเช่นกัน
สามวันก่อนนางก็พบคนผู้หนึ่งที่ถามนางว่ามีหุ่นยันต์กี่ตัว เพราะจำได้ว่าหนก่อนมีหุ่นยันต์โผล่มาห้าตัว นางจึงบอกไปตามความจริง ผู้ใดจะรู้ว่ากลับมีตัวที่หกกระโดดออกมา คนผู้นั้นจึงเสียท่าเพราะเหตุนี้ นางคิดว่าตนเองตาลายนับขาดไปหนึ่งตัว ไม่คิดเลยว่าวันนี้ก็กลายเป็นเช่นนี้อีก เกรงว่าปัญหาคงมาจากกระดาษยันต์ของราชันปีศาจแผ่นนั้นแล้ว นางไม่ตาลายถึงขั้นนั้นหรอก
ปีศาจเถาวัลย์หัวเราะลั่น มันเผ่นแน่บมุดกลับเข้าไปในร่างเถาวัลย์ จากนั้นโผล่ลำตัวอกมาจากหลังกิ่งไม้แล้วกระซิบเสียงเบา “นางหลอกเจ้าแล้ว นางใช้วิธีนี้หลอกลวงพวกโง่เง่าเต่าตุ่นมานักต่อนัก! แม่สาวน้อยคนนี้ช่างจิตใจโหดเหี้ยมจริงๆ!”