ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 2 บรรพตที่หนึ่งแห่งบรรพตราชัน ตอนที่ 3
ตอนที่ 2 บรรพตที่หนึ่งแห่งบรรพตราชัน
เมื่อเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองสักนิด ปีศาจเถาวัลย์ก็เริ่มใส่สีตีไข่ “หนก่อนนางหลบๆ ซ่อนๆ มาบอกข้าว่า นางหลอกมนุษย์มาให้ข้าทุบตีเล่นได้ ขอเพียงผลไม้สุกแล้วมอบให้นางสักสองสามลูกก็พอ นางรู้อยู่ก่อนแล้วว่าแต่ละหนที่กระดาษยันต์ของราชันปีศาจถูกแตะจะมีหุ่นยันต์เพิ่มมากขึ้นหนึ่งตัว แต่นางจงใจวางกับดักเจ้า!”
เขาพูดไปๆ ก็เริ่มคึก ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองฉลาดเหนือใดเปรียบ
หากทำให้พวกเขาสู้กันเองได้ไยมิใช่เรื่องดีงาม รอพวกเขาเริ่มสู้กันเอง ข้าก็จะทำตัวเป็นชาวประมงคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ คิดดูแล้วช่างน่าสำราญใจนัก
ปีศาจเถาวัลย์กำลังคิดจะแต่งเรื่องที่อภัยให้ไม่ได้ยิ่งกว่านี้ แต่แล้วมันกลับเห็นผู้ฝึกตนคนนั้นพุ่งทะลุผ่านพุ่มใบไม้สีเขียวอ่อนเข้ามา เขาแหงนหน้ามองผลหลวนมู่ที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ส่วนฝ่าเท้ากำลังจะเหยียบลงบนร่างเถาวัลย์ของตน
ปีศาจที่ถือกำเนิดจากหมู่มวลพฤกษามีหรือจะยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ร่างจริงของตนเอง เถาวัลย์เส้นหลักอันอวบอ้วนดีดผึงออกไปในพริบตา มันฟาดใส่เงาร่างสีครามเข้มร่างนั้นไวปานสายฟ้าแลบ
แต่เขาก็ยังหลบพ้นอย่างง่ายดาย จังหวะที่พลิกกายหลบ อาภรณ์ที่ทั้งเบาและนุ่มสะบัดพลิ้วงดงามยิ่งนัก เพียงพริบตาเขาก็เหินลงมาที่พื้น
ฉินซีเห็นแล้วว่าหุ่นยันต์เจ็ดตัวกำลังพุ่งเข้ามาหาเขาอีกหน ห่วงหยกวงน้อยบนเรือนผมหนาของเขาเปล่งแสงสว่างไสวออกมาอีกครั้ง หนนี้มันก่อตัวเป็นมีดเล่มเล็กจิ๋วนับไม่ถ้วน เพียงเขาดีดด้านหลังมีดแผ่วเบา หุ่นยันต์ทั้งเจ็ดตัวก็ถูกโจมตีจนสลายกลายเป็นสิ่งที่คล้ายไอหมอกในชั่วอึดใจ ผ่านไปเนิ่นนานแล้วพวกมันก็ยังกลับมารวมตัวสร้างร่างใหม่ไม่ได้
ปีศาจเถาวัลย์สีหน้าเริ่มไม่น่าดู แต่แล้วจู่ๆ มันก็หัวเราะหยันอีกหน “โอ๊ะโอ๋ เจ้ามากับเจ้าโง่ขี้โมโหเมื่อสามวันก่อนสินะ แต่เจ้าว่องไวกว่าเขาอยู่บ้าง”
ในที่สุดเงาร่างสีครามเข้มที่ทำตัวสบายใจเฉิบมาตลอดก็ชะงัก “เจ้าเคยพบศิษย์พี่ของข้าหรือ เขาอยู่ที่ใด”
พวกปีศาจพงไพรชอบหาเรื่องเป็นนิสัยอยู่แล้ว ปีศาจเถาวัลย์หัวเราะอย่างยียวนกวนบาทา “ข้าซ้อมเจ้าโจรน้อยคนนั้นจนร่อแร่แล้วจับโยนลงภูเขาไปแล้ว! เจ้าค่อยๆ ไปหาเอาเองก็แล้วกัน!”
ฉินซีกดเสียงเบา “อย่างเจ้าน่ะหรือ”
“ใช่แล้ว”
ปีศาจเถาวัลย์มุดกลับไปในเส้นเถาวัลย์อีกหน ผู้ฝึกตนล้วนใช้วิชาอาคมได้ แม้เขาจะชอบก่อกวนหาเรื่องผู้คนแต่ก็รักชีวิตของตัวเอง แม้แต่เถาวัลย์เส้นเล็กจิ๋วที่สุดเขาก็หดไปซ่อนหลังกิ่งต้นหลวนมู่ เขาไม่เชื่อหรอกว่าโจรน้อยคนนี้จะกล้าทำลายต้นหลวนมู่ ยามอยู่ในต้าฮวงผู้ฝึกตนจงถู่ล้วนทำตัวสงบเสงี่ยมเสียยิ่งกว่าอะไร ด้วยเหตุนี้พวกปีศาจในป่าแต่ละตัวๆ จึงชอบก่อความวุ่นวาย โอหังเหิมเกริมเป็นที่สุด
เสียงเหี้ยมเกรียมดังมาจากยอดไม้ “ข้ากระทืบใบหน้าสวยๆ ของเขาไปตั้งหลายหน ยามเลือดหลั่งรินจนชุ่มโชกช่างน่าสนใจยิ่ง!”
ฉินซีสูดลมหายใจเข้า จู่ๆ เขาก็หันกลับมาบอกเสียงราบเรียบ “แม่นาง รบกวนเจ้าหลบออกไปไกลสักหน่อย”
เขาจะทำอันใด หลิงหูเจินเจินมองเขาสะบัดแขนเสื้อยาวอย่างหวาดระแวง ประกายแสงสีเขียวหยกจากอาคมเปล่งประกายระยิบระยับอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นเสียงกัมปนาทน่าหวาดกลัวดุจเสียงอสนีบาตฟาดพลันดังกึกก้อง มุ่งตรงไปทางต้นหลวนมู่...นี่เขาจะระเบิดต้นหลวนมู่ทิ้งหรืออย่างไร นางยังไม่ทันได้เก็บผลไม้เลยนะ!
“เจ้าคนชอบสบถที่สวมชุดขาว ห้อยหยกสีแดงตรงเอวคนนั้นคือศิษย์พี่ของเจ้าใช่หรือไม่” ท่ามกลางคลื่นพลังอาคมที่ส่งเสียงดังกึกก้องประหนึ่งอสนีบาต เสียงของหลิงหูเจินเจินกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด
ประกายแสงสีเขียวหยกของอาคมสลายไปในพริบตา เขาก้มลงมองนาง
“ข้าช่วยเขาไว้เอง” นางชะงักไปวูบหนึ่ง แล้วเสริมต่อว่า “เขากระดูกซี่โครงหักไปสองสามท่อน แต่เจ็บไม่ถึงตาย”
...
แสงตะวันเจิดจ้ายามบ่ายคล้อยลอดผ่านช่องว่างของใบไม้กลายเป็นริ้วแสงประดับทั่วผืนป่า เหนือศีรษะมีใบไม้เปลี่ยนสียามฤดูใบไม้ร่วงงดงามจับตา ใต้ฝ่าเท้ามีใบไม้สีแดงสีเหลืองหล่นร่วงทับถมเป็นกองหนา มองแล้วงดงามนัก แต่เมื่อต้องมาย่ำเหยียบบนพวกมันกลับไม่น่าอภิรมย์สักเท่าไร
หลิงหูเจินเจินหลบเลี่ยงแอ่งน้ำแอ่งโคลนแต่ละแห่งที่ถูกใบไม้บดบังไว้อย่างชำนิชำนาญ นางก้าวเท้าอย่างระมัดระวังยิ่งนัก บางครั้งก็หันกลับไปมองฉินซีที่ตามมาอย่างเงียบกริบด้านหลัง
นางเกลียดการมีคนอยู่ด้านหลังตัวเองจริงๆ นางจึงต้องเบี่ยงตัวเดินหันข้างมาตลอดทาง ตอนนั้นเองนางก็ได้ยินเขาถามขึ้นมาว่า “แม่นางเป็นคนที่อาศัยอยู่บนเขาอวิ๋นอวี่หรือ เจ้าอาศัยอยู่ใกล้ๆ นี้หรือไร”
นางส่ายหน้า “ไม่ใช่”
“ต้าฮวงมีปีศาจมากมาย แม่นางอยู่ในป่าเขาเพียงคนเดียวคงมีพลังสูงส่งเป็นแน่”
นางส่ายหน้าต่อ “ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกตน”
อืม เขาเองก็มองออกเหมือนกันว่านางเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง อย่างมากที่สุดก็แค่คล่องแคล่วกว่าคนธรรมดาเล็กน้อยเท่านั้น แต่นั่นไม่มากพอให้นางเดินท่องอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรอย่างไร้กังวลเช่นนี้ แล้วนางยังมักจะเดินตะแคงข้างอีก เห็นชัดว่านางตั้งป้อมระวังตัวอยู่ ดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ฉินซีนึกถึงคำพูดของปีศาจเถาวัลย์ เขาเริ่มจะเชื่อคำพูดของมันขึ้นมาเลาๆ ตัวนางคนเดียวไม่มีทางเอาผลไม้มาได้แน่ ดังนั้นนางย่อมทำได้เพียงจับมือกับผู้อื่นร่วมกันใช้แผนการโหดเหี้ยม ทำมาเป็นพูดจาเหลวไหลว่าจะใช้ขวานฟันปีศาจเถาวัลย์อะไรนั่น ช่างฝึกแสร้งตีหน้านิ่งมาได้ชำนาญยิ่งนัก เขาเกือบจะหลงกลนางเสียแล้วสิ
ดินแดนต้าฮวงช่างเลวร้ายสมคำร่ำลือจริงๆ
“เจ้าเป็นผู้ฝึกตนจากบะหมี่ราชันสินะ” จู่ๆ นางก็ถามขึ้นมา
...บะหมี่ราชันคือสิ่งใด
“ข้าน้อยฉินซี นามรองหยวนซี ผู้ฝึกตนจากบรรพตราชันแห่งจงถู่”
เป็นศิษย์สำนักเดียวกับบุรุษขี้โมโหคนนั้นจริงเสียด้วย ดียิ่ง ในที่สุดเขาก็มาเสียที
“ฉิน...” นางชะงัก ประเดี๋ยวก่อน ฉินอะไรนะ เมื่อครู่เขาเหมือนจะบอกชื่อมายาวเฟื้อยเลยใช่หรือไม่
“ฉินซี นามรองหยวนซี แม่นางเรียกนามรองของข้าก็ได้”
“อ้อได้ นามรองหยวนซี” นางก้าวข้ามใบไม้เน่ากองหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว น้ำเสียงแฝงแววคาดหวังแปลกๆ “ข้านามว่าหลิงหูเจินเจิน เจ้าพกเงินมาหรือไม่”
ฉินซีกะพริบตา “แค่หยวนซี” แล้วพกเงินมาหรือไม่หมายความว่าอย่างไร
นางขมวดคิ้ว “สรุปว่าเจ้าแซ่ฉินหรือว่าแซ่หยวน”
เขาคิดไม่ถึงว่าจะพานพบคำถามเช่นนี้จึงนิ่งอึ้งไปอย่างหาได้ยาก เขามองนางอย่างอึ้งงันอยู่พักใหญ่ “แม่นางหลิงหูเรียกข้าว่าฉินหยวนซีก็แล้วกัน”
ก็บอกเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้วไม่ใช่หรือ คนจงถู่ช่างยุ่งยากเสียจริง แม้แต่นามยังยาวเป็นพรวน
หลิงหูเจินเจินกำลังจะเอ่ยอะไรต่อ แต่ใกล้ๆ มีเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นมาเสียก่อน “บิดาบาดเจ็บที่ซี่โครง! ไม่ใช่ตูด! พวกเจ้าจะห้ามนู่นห้ามนี่อะไรนัก! บุรุษอย่างนั้นสตรีอย่างนี้อะไรนักหนาหา!”
ฉินซีเลิกคิ้วนิดๆ นี่เป็นเสียงของศิษย์พี่เจ็ดโจวจิ่งไม่ผิดแน่ ตะโกนโหวกเหวกได้ดุดันเช่นนี้ ดูท่าคงจะไม่บาดเจ็บถึงชีวิตจริงๆ
เดินตามต้นเสียงไปก็พบผืนดินที่ไหม้เกรียมดำสนิท ต้นไม้โดยรอบถูกเผาจนเหลือแต่ตอตะโก ดูเหมือนที่แห่งนี้จะถูกอสนีบาตผ่าลงมาจนเกิดไฟป่า สิ่งที่ประหลาดก็คือบนผืนดินไหม้เกรียมแห่งนี้กลับมีบ้านศิลาหลังน้อยเก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่หลังหนึ่ง ด้านนอกของบ้านศิลามีเถาวัลย์กับตะไคร่น้ำเกาะอยู่เต็มไปหมดจนกลายเป็นสีเขียวหยก สีสดเข้มจนแทบจะคั้นออกมาเป็นหยดได้
เสียงใสกังวานของหญิงสาวอีกคนดังออกมาจากในบ้านศิลา “ศิษย์พี่โจว เจ้าสวมเสื้อให้มันเรียบร้อยได้หรือไม่”
“เจ้ามีปัญหาอะไร บิดาไม่ได้ถอดกางเกงเสียหน่อย! เจ้าลองซี่โครงหักแล้วยกแขนขึ้นมาสวมเสื้อให้ข้าดูก่อนสิ!”
เสียงของหญิงสาวนางนั้นหงอลง “แต่เจ้าสวมเสื้อแล้วรูปงามกว่านี่”
“เจ้าฟังตัวเองสิว่ากำลังพูดอะไร! คำพูดนี้เข้าท่าหรือ! ข้าขอบอกเจ้า ข้าคือผู้ฝึกตนจากบรรพตราชันผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล!” เสียงเกรี้ยวกราดจากความอับอายของเขาแทบจะระเบิดบ้านศิลาทั้งหลัง
ฉินซีโผล่หน้าเข้าไปด้านใน ภายในบ้านว่างโล่ง มันไม่มีทั้งห้องแยกและเครื่องเรือนแต่บนพื้นปูใบไม้สะอาดหลายชั้น จัดไว้ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน ตรงกำแพงฝั่งซ้ายมีผู้ฝึกตนหญิงสวมกระโปรงสีเหลืองผลซิ่งนั่งจับกลุ่มกันอยู่สามคน พวกนางยังอายุไม่มาก ส่วนโจวจิ่งนั่งพิงผนังอยู่ทางฝั่งขวา เขาเปลือยร่างท่อนบนกำลังตีหน้ายักษ์ จะนั่งก็ไม่นั่ง จะนอนก็ไม่นอน ร่างกายดูขยับติดขัดและเจ็บปวดไม่น้อย
พอเห็นเขา โจวจิ่งก็อุทานเฮ้ยออกมาด้วยอารามดีใจ เขาเผลอขยับตัวอย่างไม่ทันคิด ความเจ็บปวดแล่นปราดจนเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มศีรษะทันใด เสียงของเขาเกรี้ยวกราดไม่ขึ้นแล้ว มันกลายเป็นเสียงสั่นเทาเบาหวิว “...มารดามันเถอะ ในที่สุดเจ้าก็มาสักที! ตามหาที่นี่พบได้อย่างไรกัน”
ศิษย์น้องเก้าคนนี้หากไม่มีใครนำทาง เขาก็พาตัวเองหลงทางไปถึงเกาะเผิงไหลได้ เขากังวลอยู่ตลอดว่าอีกฝ่ายจะเดินทางอ้อมสักกี่เดือนกว่าจะอ้อมมาถึงเขาอวิ๋นอวี่ แต่หนนี้อีกฝ่ายใช้เวลาเพียงสามวันก็มาถึงที่นี่แล้ว เรื่องนี้เรียกได้ว่าปาฏิหาริย์จริงๆ
ฉินซีสืบเท้าเข้าไปใกล้ รองเท้าหุ้มข้อนิ่มเหยียบใบไม้เกิดเสียงแสกสากเบาๆ “ก็ถามทางมาตลอดทางสิ”
ถามทางหรือ ที่นี่มีแต่ปีศาจตลบตะแลงชอบปั้นเรื่องกลั่นแกล้งผู้คนเต็มไปหมด เขาคงทุบตีปีศาจจนน่วมมาตลอดทางเสียมากกว่ากระมัง โจวจิ่วเหลือบมองรองเท้าหุ้มข้อนิ่มบนเท้าของอีกฝ่าย แม้จะถูกเช็ดไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นคราบเลือดของปีศาจได้อยู่ดี
ฉินซีหมุนตัวไปคำนับผู้ฝึกตนหญิงกระโปรงสีเหลืองผลซิ่งทั้งสามคนฝั่งตรงข้ามอย่างมีมารยาท “ศิษย์พี่จากทะเลสาบลมวสันต์ทุกท่าน เป็นเกียรติที่ได้พบ ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งหลายอย่างยิ่งที่ช่วยส่งข่าว ฉินหยวนซีซาบซึ้งยิ่งนัก ศิษย์พี่ของข้าอารมณ์ร้อนเอ่ยวาจามิเหมาะควรอยู่บ้าง หวังว่าทุกท่านจะไม่ถือสาหาความกับเขา”
พวกนางพากันโบกมือ แล้วถามไถ่ตามมารยาทอยู่หลายคำ
ได้ยินคนเล่ากันมานานแล้วว่าผู้ฝึกตนจากบรรพตราชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกตนของบรรพตที่หนึ่ง แต่ละคนล้วนเป็นหงส์มังกรท่ามกลางมนุษย์ พลังลึกล้ำหรือไม่ พวกนางมองมิออก แต่อย่างน้อยสองคนตรงหน้านี้ก็นับว่ามีรูปลักษณ์เหมือนหงส์มังกรท่ามกลางหมู่มนุษย์จริงๆ ศิษย์พี่โจวฉงหวาที่ได้พบคนแรกนั่นรูปโฉมดุจยอดหญิงงาม ยิ่งเขาสวมอาภรณ์สีขาว มองผ่านๆ ยิ่งเหมือนสตรีชาติตระกูลดีสักคน แต่น่าเสียดายที่ต่อมาเขารังเกียจว่าเสื้อสกปรกแล้วจึงถอดออก เรือนร่างของเขาไม่เพรียวบางอ้อนแอ้นสักนิด คะแนนความรูปงามจึงถูกหัก ยามนี้มีฉินหยวนซีเพิ่มมาอีกหนึ่งคน คนเหมือนหยกแกะสลัก นี่บรรพตราชันของพวกเขาเฟ้นหาแต่คนรูปงามมาเป็นผู้ฝึกตนหรือไรกัน
เห็นชัดว่าโจวจิ่งที่อยู่ด้านข้างไม่คุ้นชินกับการฝืนทนความเจ็บปวด เขาเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าตะโกนโวยวาย “หยวนซีเลิกพูดไร้สาระได้แล้ว! รีบมารักษาข้าเร็ว! มารดามันเถอะ บิดาเจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
อาการบาดเจ็บของเขามองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ฝีมือของปีศาจเถาวัลย์ นอกจากซี่โครงหัก ยังบาดเจ็บภายในหนักไม่เบา เขาต้องเสียท่าการลอบโจมตีของหุ่นยันต์มาแน่ มิน่าเล่าจึงใช้อาคมส่งสารไม่ได้ ตอนได้รับสารจากคนของทะเลสาบลมวสันต์ เขาคิดว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรกับโจวจิ่งแล้วเสียอีก
กลางฝ่ามือของฉินซีเปล่งแสงสีขาวออกมา เขานาบฝ่ามือลงบนจุดที่บาดเจ็บนิ่งๆ พลางถามว่า “หุ่นยันต์พวกนั้นเล่นงานเจ้าจนมีสภาพเป็นเช่นนี้เชียวหรือ”
แต่ไหนแต่ไรในหมู่ลูกศิษย์ทั้งเก้าคนของเจ้าบรรพต โจวจิ่งอาจไม่โดดเด่นด้านวิชาอาคม แต่หากกล่าวถึงวิชากระบี่และวิชายุทธ์ เขายึดครองอันดับหนึ่งอย่างไม่ยอมให้ผู้ใดทั้งสิ้น ทว่าวันนี้เดินทางมาถึงต้าฮวงกลับถูกหุ่นยันต์ไม่กี่ตัวเล่นงานจนสภาพเหมือนผ้าขี้ริ้ว นี่น่าเหลือเชื่อจริงๆ
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้โจวจิ่งก็โทสะพลุ่งพล่านอีกหน “แม่สาวกระโปรงเขียวคนนั้นเป็นคนพาเจ้ามาหรือ”
“ใช่” ฉินซีเหลือบมองนาง “เจ้าไม่แม้แต่จะถามนามของนางเลยหรือ”
มิน่าเล่าหลิงหูเจินเจินจึงใช้ถ้อยคำยาวเป็นพรวนบรรยายโจวจิ่ง เกรงว่านางคงไม่รู้เช่นกันว่าเขานามว่าอันใด
“มารดามันเถอะ นางบอกข้าว่ามีหุ่นยันต์ห้าตัว แต่สุดท้ายกลับมีตัวหนึ่งซุ่มอยู่ในเงามืดคอยลอบโจมตี ปีศาจเถาวัลย์บัดซบนั่นก็เอาแต่คุยเล่นหัวเราะคิกคักกับนาง! พวกเขาสองคนต้องเป็นพวกเดียวกันแน่!”
นางอายุน้อย รูปโฉมงดงาม ยามพูดจาก็ดูนิ่งมาก เขาจึงไม่ทันระวังจนตกหลุมพราง เมื่อรวมกับการกระทำหลังจากนั้นของนาง เขาก็ยิ่งเชื่อว่าตนเองถูกผู้อื่นตั้งใจวางกับดัก
เป็นเช่นนั้นจริงๆ สินะ ปีศาจเถาวัลย์นั่นไม่ได้พูดจาเหลวไหล
ฉินซีกำลังจะเอ่ยบางอย่างก็เห็นหลิงหูเจินเจินเดินเข้ามา นางวางไหที่ใส่น้ำจนเต็มปริ่มสองใบไว้ข้างพวกเขา
ไหใบไม่เล็กเลย แม่นางคนนี้รูปร่างเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงแท้ๆ แต่กลับยกมาได้โดยที่น้ำไม่กระฉอกสักหยด
ไม่ทันรอให้พวกเขาเอ่ยอันใด นางก็เปิดปากถามว่า "ในเมื่อคนมาถึงแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็จ่ายเงินได้แล้วใช่หรือไม่"