ตราบรักเคียงใจ
ตอนก่อนหน้า
1 / 102

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 0 บทนำ ตอนที่ 1

#1บทที่ 0 บทนำ

ภาค 1 ผจญภัยในต้าฮวง

บทนำ

หลิงหูเจินเจินลืมตาแล้วกวาดสายตาสำรวจรอบด้านอย่างฉงนสนเท่ห์

ผืนป่าบนภูเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นสาลี่ คงเป็นต้นฤดูวสันต์หลังค่ำคืนพิรุณโปรยปราย ดอกสาลี่จึงแย้มกลีบบานคล้ายเกล็ดหิมะประดับอยู่ตามกิ่ง สีขาวซีดท่ามกลางรัตติกาลดูงดงามทว่าลึกลับ น้ำฝนหยดลงบนกลีบบุปผาดังเปาะแปะ

นางไม่รู้จักที่นี่ นางหลงทางหรือ

น้ำฝนเย็นเฉียบไหลตามผิวลงมายังหน้าผาก หยดน้ำเย็นเยือกชวนให้รู้สึกคันยุบยิบ คล้ายกับความรู้สึกยามสัมผัสไอหนาวอย่างกะทันหัน นางหนาวจนร่างกายเริ่มสั่นระริก สองขาจึงก้าวเดินอย่างไม่รู้ตัว ลัดเลาะป่าต้นสาลี่ที่ออกดอกบานสะพรั่งขึ้นไปบนเนินเขา

ฝนตกหนัก ค่ำคืนมืดสนิท บนเนินเขามีแสงโคมกะพริบวูบวาบ น่าจะมีบ้านคนอยู่

เมื่อเท้าเหยียบขึ้นมาถึงด้านบนสุดของเนินเขาก็พบจวนขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่งจริงๆ กำแพงจวนสูงมาก แต่ประตูจวนกลับแคบอย่างยิ่ง แสงไฟดวงน้อยสองดวงกระพริบวูบวาบอยู่ในโคมเหล็กสีดำที่บิดเบี้ยวจนไม่เป็นทรง

ประตูจวนเปิดอ้าอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้านในมีสตรีนางหนึ่งกำลังตะโกนโวยวายอะไรสักอย่างท่าทางดุร้าย หลิงหูเจินเจินโผล่ศีรษะออกไปครึ่งหนึ่งอย่างสงสัยใคร่รู้ แล้วนางก็เห็นเรือนทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่หลังหนึ่ง บานประตูและบานหน้าต่างเป็นกรอบเหล็กสีดำแบบเดียวกัน หน้าเรือนมีหญิงสาวร่างสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีเขียวต้นไผ่ทั้งเสื้อและกระโปรงกำลังถือไม้คานหาบวิ่งไล่ปีศาจพงไพรร่างเตี้ยเล็กสามสี่ตัวพลางตวาดด่าเสียงดังขรม นางวิ่งไล่จากสุดปลายด้านนี้ไปจรดสุดปลายด้านนั้น แต่กลับตีปีศาจพงไพรไม่ถูกสักตัว มีแต่ตัวนางเองที่เหนื่อยจนหอบแฮ่ก

คนผู้นี้ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย นั่นแหน่ะจะถูกพวกปีศาจตะกุยหน้าเละแล้ว

หลิงหูเจินเจินรู้สึกอยากจะทำอะไรสักอย่าง นางผลักประตูจวนเบาๆ ปีศาจพงไพรทั้งหลายปฏิกิริยาว่องไวนัก พวกมันกรีดร้องเสียงแหลมแสบแก้วหูแล้วกระโจนเข้ามาทันที ตั้งใจว่าจะตะปบเจ้าคนยุ่งไม่เข้าเรื่องคนนี้ให้เผ่นแน่บ

หญิงสาวร่างสูงโปร่งตะโกนบอกอย่างตกใจ “รีบหลบเร็ว!”

แต่หลิงหูเจินเจินเบี่ยงตัวหลบเล็บคมกริบของพวกมันพ้นตั้งนานแล้ว นางยื่นมือออกมา “ไม้”

หญิงสาวนางนั้นลังเลเพียงพริบตาเดียวก็โยนไม้คานหาบให้ สตรีแปลกหน้าหวดไม้คานหาบเพียงไม่กี่หนก็ทุบตีปีศาจพงไพรทั้งหลายจนร้องโอดโอยเสียงดังลั่น ก่อนจะหิ้วพวกมันข้างละตัวโยนออกไปนอกกำแพงจวน

สายฝนตกหนักมากขึ้นทุกที หลิงหูเจินเจินเขี่ยเส้นผมเปียกโชกให้พ้นใบหน้าแล้วยื่นไม้คานหาบกลับมาให้อย่างนิ่มนวล

แสงโคมวูบไหวตรงหน้าเรือนตกกระทบดวงหน้า นัยน์ตาของนางกระจ่างใสคล้ายดวงแก้ว สีเดียวกับน้ำชา เส้นผมหลายช่อแนบติดพวงแก้มขาวผ่อง หยดน้ำไหลรินลงมาจรดริมฝีปากสีแดงสด ไม่ว่ามองอย่างไร นางก็ดูไม่เหมือนคนที่จะฟาดพวกปีศาจพงไพรจนร้องโอดโอยได้สักนิด

หญิงสาวร่างสูงโปร่งผู้นั้นอัศจรรย์ใจกับฝีมืออันว่องไวเฉียบขาดของนางได้ครู่หนึ่ง ก็ตกตะลึงกับรูปโฉมงามวิลาสของนางต่อ จากนั้นนางจึงเพิ่งระลึกได้ว่าบนดินแดนต้าฮวงเต็มไปด้วยปีศาจพงไพร หญิงสาวอย่างอีกฝ่ายโผล่มากลางป่ายามดึกดื่นคนเดียวช่างประหลาดนัก นางจึงอดไม่ได้พึมพำออกมาว่า “ขอบคุณที่ช่วยเหลือ...เจ้า เจ้าคือ...”

“ข้าเหมือนจะหลงทางมา” หลิงหูเจินเจินโคลงศีรษะนิดๆ น้ำเสียงนุ่มนวลฟังดูนิ่งสงบอย่างบอกไม่ถูก “ให้ข้าค้างแรมสักคืนได้หรือไม่ แล้วที่ไล่ปีศาจให้เมื่อครู่ข้าจะไม่คิดเงิน”

เงินอะไร นางไม่ได้เข้ามาช่วยเพราะต้องการช่วยเหลือคนผดุงความยุติธรรมหรือ จะเก็บเงินด้วย?

ตอนนั้นเองเสียงของอาจารย์ก็ดังมาจากประตูเรือนด้านหลัง “เยี่ยนจวิน ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องไปสนใจปีศาจพงไพรพวกนั้น! กลับมาเร็ว! ยังปักคาถาไม่เสร็จ เดี๋ยวถูกตะปบจนบาดเจ็บจะปักต่ออย่างไร!”

อูเยี่ยนจวินตะโกนตอบ “อาจารย์ พวกปีศาจถูกแม่นางคนหนึ่งไล่ตะเพิดไปแล้ว นางบอกว่าอยากขอค้างแรมสักคืน”

นางใจเต้นตึกตักลุ้นอยู่หน่อยๆ แต่ไหนแต่ไรอาจารย์ก็ไม่ใช่แม่เฒ่าผู้เมตตาอารี ออกจะเย็นชาปากร้ายเป็นส่วนมาก หลายวันนี้ยิ่งอารมณ์ไม่ดีเพราะศิษย์พี่ใหญ่ทะเลาะกับนางอย่างหนักจนศิษย์พี่ใหญ่เดินทางออกไปจากสำนัก เรื่องอนุญาตให้คนนอกมาพักค้างแรมสักคืนอะไรนี่ ดูท่าจะยาก

ประตูเรือนเปิดออก อาจารย์เห็นหญิงสาวผู้มีน้ำหยดติ๋งๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าก็ตกใจไปวูบหนึ่ง จากนั้นก็เผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ อูเยี่ยนจวินคิดทันทีว่าเรื่องค้างแรมนี่คงไม่สำเร็จแน่แล้ว

ผู้ใดจะคิดว่าจู่ๆ อาจารย์ก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมีมารยาทนักว่า “เจ้าเข้ามานี่หน่อย เอามือมาให้ข้าดูซิ”

หลิงหูเจินเจินไม่ขวยเขินและไม่ลังเล นางส่งมือให้อย่างฉับไว

มือของนางเรียวสวยและขาวผ่อง นิ้วมือเรียวยาวทั้งยังตรงแน่ว ไม่มีผิวหยาบตุ่มตาปลาแม้แต่นิดเดียว ดูไม่เหมือนมือของคนที่จะทำงานทำการได้ แต่อาจารย์กลับเห็นแล้วตาเป็นประกาย สีหน้านั่นทำให้อูเยี่ยนจวินหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่นางรับตนเองเป็นศิษย์ ยามนั้นนางก็จับมือของตนไปเพ่งมองอยู่นานเช่นนี้

“เจ้านามว่าอะไร” อาจารย์จ้องอยู่นานโขกว่าจะตัดใจปล่อยมือจากมืองามคู่นั้น น้ำเสียงของนางอ่อนโยนอย่างหาได้ยากยิ่ง

“หลิงหูเจินเจิน”

“หลิงหูเป็นแซ่ที่หายาก เจ้ามาเตร็ดเตร่ตามลำพังกลางป่าดงพงไพรตอนค่ำมืดแบบนี้ ต้องการไปที่ใดเล่า”

หลิงหูเจินเจินถูกคำถามของนางทำให้นิ่งงัน จะไปที่ใดหรือ นางก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่านลุงจากไปแล้ว นางจึงลงจากภูเขามาดูโลกภายนอก ไปที่ใดหาสำคัญไม่

อาจารย์เห็นนางนิ่งไปจึงเปิดประตูเรือน “เข้ามาสิ ในเมื่อไม่มีที่ไป จะพักอยู่สักสองสามวันก็ได้”

หลิงหูเจินเจินไม่เกรงใจ นางก้าวเข้ามาในเรือนพร้อมกับน้ำที่หยดเป็นทาง นางเหยียบแผ่นหินที่สะอาดเงาวับด้านในจนเต็มไปด้วยรอยน้ำ

อูเยี่ยนจวินถามว่า “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะไม่คิดเงิน หมายความว่าอะไร”

นางตอบอย่างฉับไว “ข้าช่วยขับไล่ปีศาจพงไพรให้พวกเจ้า แลกกับค้างแรมหนึ่งคืน”

ก็สมเหตุสมผลดี แต่จากการทำความดีช่วยเหลือคน พอเอาเงินมายุ่งแล้วความรู้สึกกลายเป็นคนละเรื่อง แล้วนางยังพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาอีก รู้สึกแปลกพิกล

อาจารย์เห็นสภาพเหมือนกับไก่ตกน้ำของนางก็สั่งว่า “เยี่ยนจวิน เจ้าพาหลิงหูไปอาบน้ำอาบท่า แล้วหาเสื้อผ้าหนาๆ สักตัวให้นางเปลี่ยน”

อูเยี่ยนจวินฉากหน้าตอบรับ แต่ในใจกลับบ่นกระปอดกระแปด นางกราบเป็นศิษย์อาจารย์มาสิบกว่าปี ไม่เคยเห็นอาจารย์เมตตาคนแปลกหน้าเช่นนี้ หรือว่าหลิงหูเจินเจินผู้นี้จะมีพรสวรรค์ในการเป็นช่างฝีมือเวทซ่อนอยู่

แต่กระทั่งประวัติความเป็นมาของนางก็ลึกลับ บอกว่าอาศัยอยู่บนภูเขามาตลอด แต่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าภูเขาลูกนั้นชื่อว่าอะไรและมันตั้งอยู่ที่ใด ช่างน่าสงสัยจริงๆ

ทว่าอาจารย์กลับไม่จู้จี้ ปล่อยให้นางมาพักอยู่ในสำนัก มาพักหนนี้กลับพักอยู่นานถึงครึ่งเดือน

ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาอูเยี่ยนจวินดื่มด่ำกับความสงบสุขอันหาได้ยาก นั่นเพราะว่าพวกปีศาจพงไพรบนภูเขาด้านหลังที่มักมาก่อกวนบ่อยๆ ถูกหลิงหูทุบตีเรียงตัวจนขี้หดตดหายกันถ้วนหน้า อูเยี่ยนจวินถึงขั้นออกไปเดินเตร่บนภูเขาด้านหลังได้ตามใจโดยที่พวกปีศาจพงไพรทั้งหลายหลบลี้หนีหายกันไปหมด

นางเริ่มคุ้นชินกับการมีหลิงหูเจินเจินอยู่ข้างๆ แผ่นดินต้าฮวงมีเรื่องประหลาดมากมายให้เห็นทุกวันอยู่แล้ว มีเรื่องของนางเพิ่มมาอีกเรื่องก็ไม่ได้มากขึ้นหรือน้อยลง

วันนี้สายฝนวสันต์ที่ตกติดกันมาระยะหนึ่งหยุดตกแล้ว คล้อยบ่ายหมู่เมฆเปิดให้เห็นท้องฟ้า ดวงตะวันแย้มหน้าเยี่ยมเยือน อูเยี่ยนจวินเด็ดดอกสาลี่มาตากในกระจาด นางตั้งใจว่าจะทำเครื่องหอมกลิ่นแรงๆ สักจำนวนหนึ่งเอาไว้กลบกลิ่นเหม็นที่ลอยอวลอยู่ในจวน พวกปีศาจหวาดกลัวหลิงหูเจินเจินจนไม่กล้าบุกมาที่จวนอีกก็จริง แต่นั่นไม่ทำให้พวกมันหยุดหาเรื่องก่อกวน ระยะนี้พวกมันเปลี่ยนมาใช้ใบไม้เน่าห่อสิ่งสกปรกสารพัดขว้างมาจากไกลๆ แทน ทำเอากลิ่นเหม็นฟุ้งตลบอบอวล น่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด

หลังจากพลิกดอกสาลี่ดอกสุดท้ายเสร็จแล้ว สายตาของอูเยี่ยนจวินก็หันไปมองร่างที่สวมอาภรณ์สีเหลืองนวลยืนอยู่หน้าห้องเก็บฟืน

อาจารย์ทนเห็นแม่นางน้อยแต่งตัวมอซอไม่ได้ นางรู้สึกว่าภาพเช่นนั้นขัดหูขัดตานัก ไม่กี่วันก่อนนางจึงตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้หลิงหูหลายชุด ด้วยความที่นางอายุมากแล้วจึงชอบให้แม่นางอายุน้อยทั้งหลายสวมเสื้อผ้าสีอ่อนดูสดใส แต่อูเยี่ยนจวินกลับรู้สึกว่าหลิงหูเจินเจินเหมาะกับสีเข้มสดมากกว่า

ตั้งแต่เส้นผม นัยน์ตาไปจรดสีผิวของนางดูเหมือนจะสีอ่อนกว่าคนปกติอยู่เล็กน้อย แต่ริมฝีปากกลับแดงจัด คิ้วก็หนาเข้ม ยิ่งประกอบกับเรือนร่างสูงระหง เอวอ้อนแอ้นและท่อนขาเรียวยาว หากตั้งใจแต่งเนื้อแต่งตัวให้นาง ดีไม่ดีอาจกลายเป็นนางมารเจ้าเสน่ห์

แต่ตอนนี้สิ่งที่นางทำอยู่ไม่เหมือนนางมารเจ้าเสน่ห์แม้แต่นิดเดียว เพราะนางกำลังลับขวานผ่าฟืน คมขวานถูกลับจนวาววับ

อูเยี่ยนจวินหัวเราะ “เจ้ามาอยู่กับพวกเราไม่กี่วันก็เหมางานที่พวกเราต้องจ่ายเงินจ้างคนไปทำเองเสียหมดแล้ว”

ช่างฝีมือเวทไม่เคยแตะงานจิปาถะประจำวัน ปกติพวกนางจะจ้างคนขึ้นภูเขามาทำความสะอาดจวน รวมไปถึงจัดการเก็บฟืน หาบน้ำ และตระเตรียมข้าวของต่างๆ ทว่านับตั้งแต่หลิงหูเจินเจินมาอาศัยอยู่ด้วย เรื่องเหล่านี้นางก็เหมาไปทำเองทั้งหมด ถามก่อนก็ไม่ถาม

“เจ้าทำงานพวกนี้ให้มันน้อยลงหน่อยเถอะ ช่างฝีมือเวทต้องทะนุถนอมมือของตัวเองให้ดีสิ อย่าให้งานหนักๆ อย่างผ่าฟืนหาบน้ำมาทำลายมือของเจ้า”

อูเยี่ยนจวินเพิ่งเอ่ยจบก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ดังมาจากนอกกำแพงจวน ไม่ทันไรใบไม้เน่าห่อหนึ่งก็ลอยตามเข้ามาติดๆ สิ่งสกปรกด้านในกลิ้งออกมากระจายเต็มพื้น นางตอบสนองเร็วอย่างยิ่ง คว้าไม้คานหาบได้ก็วิ่งตามไปทันที แต่จะตามทันได้อย่างไรเล่า นางมองเงาของพวกปีศาจพงไพรเผ่นแน่บไปไกล ส่วนตัวเองทำได้เพียงผรุสวาทดังลั่นด้วยความโมโห

หลิงหูเจินเจินหยิบกระบุงมาเก็บสิ่งสกปรกเหล่านั้นแล้วสาดน้ำล้าง ขณะเดียวกันก็ถามว่า “เหตุใดพวกมันมาก่อกวนบ่อยเช่นนี้เล่า”

แม้พวกปีศาจจะมาก่อกวนผู้คนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่การมาหาเรื่องพวกนางทั้งวันราวกับไม่มีสิ่งอื่นให้ทำเช่นนี้ดูผิดปกติอยู่มาก

อูเยี่ยนจวินบอกด้วยความโมโห “เจ้าคงรู้ว่าภูเขาด้านหลังมีต้นซังขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง สองปีก่อนตอนพวกเราเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ ศิษย์พี่ใหญ่เผลอเด็ดผลต้นซังมาสองสามผล ล่วงเกินปีศาจต้นซังอย่างไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นลูกพี่ใหญ่ของพวกปีศาจพงไพรบนภูเขาด้านหลัง ดังนั้นปีศาจพงไพรทั้งหลายจึงถูกมันบงการให้มาก่อกวน”

อ๋อ ที่แท้ก็มีลูกพี่ใหญ่ด้วย

หลิงหูเจินเจินราดน้ำในถังลงบนพื้น แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า “ข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ครึ่งเดือนแล้ว อาหารที่กินเสื้อผ้าที่สวมอยู่ทุกวันล้วนเป็นของพวกเจ้า วางใจเถิด ข้าจะต้องตอบแทนอย่างแน่นอน”

...มีการตอบแทนด้วย นี่นางยึดถือวิถีวิญญูชนแบบแปลกๆ อะไรอยู่หรือเปล่า

อูเยี่ยนจวินจ้องนางเขม็ง “เจ้าอย่าเสียสติไปหาเรื่องปีศาจต้นซังตนนั้นเชียว มันไม่ใช่ปีศาจพงไพรตัวเล็กตัวน้อยทั่วไป หมัดเดียวของมันก็ต่อยศีรษะเจ้ากระจุยได้! หากทนไม่ไหวจริงๆ ค่อยย้ายสำนักก็ได้ ข้าดูแล้วอาจารย์ต้องอยากรับเจ้าเป็นลูกศิษย์อยู่แน่ ถ้าเช่นนั้นก็พอดี พวกเราค่อยย้ายไปที่ใหม่แล้วเลือกจวนหลังที่กว้างกว่านี้อีกสักหน่อย”

ไม่รู้ว่าหลิงหูเจินเจินฟังเข้าหูหรือไม่ นางลับขวานเสร็จก็หยิบเส้นด้ายมาฟั่นเป็นเชือก นางฟั่นเชือกอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ

มือของนางนิ่งอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าทำสิ่งใดก็มั่นคงไปเสียหมด นางไม่ลนลานไม่ร้อนรน ทั้งยังคล่องแคล่วฉับไว คนเป็นช่างฝีมือเวท สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมือต้องนิ่ง สายตาของอาจารย์ช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก หากให้เวลาอีกสักหน่อย นางจะต้องเป็นผู้สืบทอดที่โดดเด่นที่สุดในสำนักอย่างแน่นอน

อูเยี่ยนจวินคิดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิงว่าวันถัดมา ‘ผู้สืบทอดที่โดดเด่นที่สุด’ คนนี้จะจัดการตอบแทนบุญคุณพวกนางจริงๆ

เช้าตรู่วันถัดมานางเพิ่งเปิดประตูห้องออกมาก็เห็นอาจารย์ยืนอยู่นอกประตูเรือน ไม่รู้ว่านางกำลังมองสิ่งใดอยู่จึงนิ่งอึ้งเช่นนั้น ดูเหมือนอาจารย์จะได้ยินเสียงนางเดินมาหาจึงชี้ลานเรือนแล้วบอกว่า “นี่ฝีมือหลิงหูสินะ แล้วตัวนางไปที่ใดแล้วเล่า”

อูเยี่ยนจวินเพิ่งสังเกตว่าลานเรือนถูกปัดกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง กำแพงจวนที่เคยมีเถาต้นปี้ลี่เลื้อยอยู่เต็มไปหมดถูกทำความสะอาดเสียเกลี้ยงเกลา ภายในลานมีกระต่ายป่าสี่ตัว ไก่ป่าแปดตัวกับปลาอ้วนพีอีกกองหนึ่งวางเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ

นางอึ้งงัน “นี่คือ...”

กล่าวยังไม่ทันจบ ประตูจวนก็ถูกใครบางคนเปิดออก หลิงหูเจินเจินแบกปีศาจพงไพรรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคุ้นๆ ตนหนึ่งเดินเข้ามา

เสื้อกับกระโปรงสีเหลืองอ่อนบนร่างนางถูกโลหิตปีศาจสีดำย้อมไปครึ่งหนึ่ง พวงแก้มก็เปื้อนโลหิตสีดำหลายจุด ในมือของนางยังกำขวานวาบวับเล่มนั้น แวบแรกที่เห็นดูน่ากลัวมากทีเดียว แต่เสียงของนางกลับเบิกบานเริงร่า “พวกเจ้าบอกว่าสังหารปีศาจตามใจไม่ได้ ข้าจึงตัดกิ่งของมันไปเพียงไม่กี่กิ่ง ข้าคุยกับลูกพี่ต้นซังตนนี้เรียบร้อยแล้ว อีกเดี๋ยวเขาจะโขกศีรษะขอขมาพวกเจ้า แล้วหลังจากนี้ก็จะไม่มาก่อความวุ่นวายอีก”

กล่าวจบนางก็โยนปีศาจพงไพรที่แบกติดมือมาตนนั้นลงบนพื้น วางเรียงแถวต่อจากระต่ายป่ากับปลาอ้วนพี

“ที่มารบกวนครึ่งเดือน นับว่าชดใช้หมดแล้ว” นางทำหน้าเหมือนโล่งอกที่ชดใช้หนี้คืนได้หมด “ยามนี้สองฝ่ายไม่ติดค้างกันแล้ว ข้าขอตัวลา”