ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 8 ลงมือสองทาง ตอนที่ 9
ตอนที่ 8 ลงมือสองทาง
เที่ยงคืน หลังจากรักษาเสร็จสิ้น ฉินซีก็วางเจิงจิ้งลงบนพื้นแล้วผ่อนลมหายใจออกมา
หลัวจืออวิ๋นที่อยู่ด้านข้างบาดเจ็บไม่หนักมาก นางตื่นขึ้นมาหลายชั่วยามแล้วและกำลังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้โจวจิ่งฟังพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “วันนั้นหลังจากบอกลากับทั้งสองคนที่เขาอวิ๋นอวี่ ศิษย์พี่ศิษย์น้องกับข้า พวกเราสามคนรีบเดินทางไปที่ท่าเรือของต้าฮวงฝั่งตะวันตก ระหว่างทางก็ได้ยินคำสั่งที่ราชันปีศาจชังหยวนประกาศ พวกข้าสามคนเกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายจึงตั้งใจจะรีบเดินทางตลอดคืน แต่กลับพบคุณชายสามของราชันปีศาจไล่ตามหลังมาติดๆ คุณชายสามสั่งให้ปีศาจสัตว์ลูกน้องของเขาไล่ตามจับศิษย์น้องเยี่ยไม่ยอมเลิกรา ระหว่างที่ฉุดกระชากกันอยู่ผลหลวนมู่ในแขนเสื้อของศิษย์น้องเยี่ยก็ถูกเขาพบเข้า เขาจึงลงมือแย่งชิงคนทันที ศิษย์พี่เจิงพยายามจะปกป้องพวกเราจนโดนอาคมเสียงค้างคาวไปถึงสองครั้ง...”
เล่ามาถึงตรงนี้ นางก็สะอื้นขึ้นมาอีกหน “คุณชายสามบอกว่า ราชันปีศาจชังหยวนออกคำสั่งเพราะเหตุการณ์ลักลอบเก็บผลหลวนมู่ แล้วยังบอกว่าเพราะพวกเราทำลายหุ่นยันต์ เขาจะเอาชีวิตของพวกเราไปชดใช้ ศิษย์น้องเยี่ยจึงเป็นฝ่ายเสนอตัวรับความผิดแทน นางจึง จึงถูกคุณชายสามคนนั้นลากขึ้นรถม้าไป! เขาบอกว่าจะพานางไปที่วังจวิ้นถานอะไรสักอย่าง เอานางไปเป็น...เป็น... ข้ากลัวว่าศิษย์น้องเยี่ยจะ...”
หลิวจืออวิ๋นพูดต่อไม่ออก หยดน้ำตาพรั่งพรูดุจตาน้ำพุ
โจวจิ่งฟังจบก็ขมวดคิ้วเป็นปม “ราชันปีศาจบัดซบตนนั้นช่างก่อเรื่องเก่งจริงๆ จักรพรรดิหนานฮวงตี้จะปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจเช่นนี้หรือ”
แม้จะบอกว่ากฎเหล็กของต้าฮวงห้ามไม่ให้สังหารปีศาจ แต่ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกตนจงถู่จะถูกทำร้ายได้ง่ายๆ เช่นกัน ส่วนใหญ่ต่างฝ่ายต่างรักษาความกลมเกลียวอันเปราะบางนี้ไว้และไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ทว่าราชันปีศาจชังหยวนดูเหมือนจะเป็นบ้าไปแล้ว เขาตั้งกฎใหม่ในอาณาเขตของตนเองให้ ‘ปีศาจสังหารมนุษย์ได้ แต่มนุษย์ห้ามสังหารปีศาจ’
แม้ในต้าฮวงจะมีปีศาจอยู่มาก แต่มนุษย์มีมากยิ่งกว่า เขาแสดงออกชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้มนุษย์มีชีวิตที่ดี
หลัวจืออวิ๋นปาดน้ำตา “ได้ยินว่าหนานฮวงตี้ไม่ดูแลบ้านเมืองมาหลายปีแล้ว มีข่าวลือว่าเขาชิงชังผู้ฝึกตนอย่างที่สุด ดังนั้นจึงปล่อยให้ราชันปีศาจชังหยวนทำตามอำเภอใจเช่นนี้”
จักรพรรดิที่ไม่สนใจบ้านเมืองแล้วยังเกลียดชังผู้ฝึกตนกับราชันปีศาจบ้าตนหนึ่ง...ต้าฮวงฝั่งใต้เละเทะไปหมดแล้วจริงๆ
ฉินซีทรุดนั่งอย่างเหนื่อยล้า มือข้างหนึ่งปัดห่วงหยกวิสุทธิ์ตรงข้างหูไปด้านหลัง
หากไม่ใช่เพราะราชันปีศาจชังหยวนสร้างเรื่อง ตอนนี้เขาคงกำลังนอนอยู่ในห้องพักหรูหรา ดื่มสุราเลิศรสของต้าฮวง ไม่ใช่นอนอยู่ในกระท่อมร้างกลางป่าบนพื้นดินที่ทั้งเย็นทั้งแข็ง
คิดขึ้นมาแล้วเพลิงโทสะก็ลุกโชน
“วังจวิ้นถาน” น้ำเสียงของเขาแฝงไอสังหารน่าขนลุกอยู่เลือนราง “น่าสนุกนี่ เพื่อยันต์ภาพวาดหุ่นแผ่นเดียวกลับลงมือใหญ่โตเช่นนี้ ไม่รู้ว่าหากคุณชายสามถูกฉีกกระจุยเหมือนยันต์แผ่นนั้น ราชันปีศาจชังหยวนจะมีปฏิกิริยาเช่นไร”
...ก็บอกแล้วว่าอยู่ในต้าฮวงไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำตัวเงียบๆ ไว้ สังหารคุณชายสามไป ยังจะอยู่ในต้าฮวงแห่งนี้ต่อได้อีกหรือ
โจวจิ่งไม่สนใจศิษย์น้องของตน เขาเอ่ยปลอบหลัวจืออวิ๋น “ศิษย์น้องหลัวอย่าเพิ่งร้อนใจ วันพรุ่งนี้เมื่อศิษย์พี่เจิงตื่นแล้ว เจ้ากับนางก็ไปรอที่ท่าเรือของต้าฮวงฝั่งตะวันตกสักสองสามวัน ข้ากับศิษย์น้องจะพาศิษย์น้องเยี่ยไปที่นั่น”
หลิวจืออวิ๋นซาบซึ้งอย่างยิ่ง นางร้องไห้หนักกว่าเดิม
เห็นชัดว่าผู้ฝึกตนทั้งสองคนจากบรรพตราชันไม่ถนัดจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ คนหนึ่งถูกร้องไห้ใส่จนนอนไม่หลับ ส่วนอีกคนก็ทำหน้ากระอักกระอ่วน แต่นางเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บภายใน เรี่ยวแรงยังฟื้นกลับมาไม่สมบูรณ์ดี ร้องไห้ไปร้องไห้มาก็หลับไปอย่างไม่รู้ตัว
โจวจิ่งพรูลมหายใจ แล้วถามขึ้นมาว่า “เจ้าใช้อาคมนิทราหรือ”
“ใช่แล้ว” ฉินซีง่วงงุน “เจ้าจะแก้อาคมให้นางหรือไม่”
หากพูดเช่นนี้ก็เท่ากับไม่ได้ใช้สินะ โจวจิ่งค่อนข้างรู้จักนิสัยของเขาดี ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “วังจวิ้นถานอยู่ห่างจากที่นี่ไกลมาก ได้ยินว่าการคุ้มกันแน่นหนายิ่งนัก คงต้องคิดหาวิธีแอบลอบเข้าไปอย่างเงียบเชียบและเหมาะสมสักวิธี”
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้คือการทำลายยันต์ เรื่องนี้พวกเขามีส่วนรับผิดชอบไม่มากก็น้อย ดังนั้นต้องช่วยคนออกมาให้ได้
ฉินซีพลิกตัว “ข้าจะคิดหาหนทางเอง ศิษย์พี่เจ็ดเงียบสักพักได้หรือไม่ ศิษย์น้องง่วงมาก”
โจวจิ่งไหนเลยจะสนใจเขา “ใช้อาคมกำบังตาเข้าไปได้ แต่จะถูกจับได้ง่ายเกินไป หากไม่ไหวจริงๆ ก็อาจจะ...”
ฉินซีลืมตาขึ้นมามองเขา “แล้วจะสังหารคุณชายสามจริงๆ หรือเปล่า”
“สังหารบ้าบออันใดเล่า!” โจวจิ่งเหนื่อยหน่ายกับเขายิ่งนัก
ถ้าเช่นนั้นเขาก็วางใจแล้ว เมื่อครู่เขาก็พูดเล่นไปอย่างนั้น ขืนทำจริงขึ้นมาก็แย่สิ
...
สายลมเอื่อยพัดเข้ามาจากประตูตำหนักที่เปิดอ้า ไอหนาวเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูก เยี่ยเสี่ยวหว่านหนาวจนตัวสั่นเทา นางกอดแขนตัวเองแน่นพลางลอบมองสำรวจรอบด้าน
ภายในตำหนักมีหญิงสาวสวมกระโปรงไหมตัวบางแบบเดียวกับนางรวมทั้งสิ้นสิบกว่าคน บางคนหน้าตาคุ้นตา แต่บางคนก็ไม่คุ้น บางทีคุณชายสามอาจฉุดคร่าคนมาใหม่เมื่อวันสองวันนี้ แต่นางหาหลิงหูเจินเจินไม่พบเลย
แย่แล้ว คุณชายสามคงรอไม่ไหวยื่นอุ้งมือมารมาตะครุบนางไปแล้วแน่
เยี่ยเสี่ยวหว่านรู้สึกโกรธแค้นโศกเศร้ากับสิ่งที่สหายร่วมชะตากรรมประสบ
การเดินทางมาต้าฮวงหนนี้พวกนางถูกราชันปีศาจชังหยวนเล่นงานจนตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเสียจริง ต้องโทษที่นางระวังตัวไม่มากพอ แต่เดิมคุณชายสามยังมีความหวั่นเกรงอยู่บ้างจึงไม่กล้าฉุดคร่าผู้ฝึกตนจากจงถู่ แต่เขาดันมาเห็นผลหลวนมู่ในอกเสื้อของนาง คราวนี้จึงถูกจับได้อย่างจัง ไม่เพียงแต่ตนเองที่โชคร้าย ยังลากศิษย์พี่ทั้งสองคนให้มาบาดเจ็บหนักไปด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกนางยังรอดอยู่หรือตายไปแล้ว
นางพยายามสะกดกลั้นอารมณ์สุดกำลัง แล้วโผล่ศีรษะออกไปแอบมองนอกหน้าต่าง
ที่แห่งนี้อยู่บนยอดเขาเดียวดายที่สูงจรดเหนือชั้นเมฆ ไม่มีต้นหญ้าพืชพรรณงอกแม้แต่ต้นเดียว วังจวิ้นถานสร้างขึ้นบนยอดเขาที่ถูกฝังอยู่ใต้หิมะและน้ำแข็ง อาคารและห้องหับทั้งหมดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบกระจายไปตามหน้าผาชัน ไม่ได้เชื่อมเป็นอาคารหลังเดียวกัน นอกหน้าต่างคือหน้าผา เบื้องล่างมีเมฆาลอยละล่องเป็นทะเลเมฆ ไม่รู้ว่ามันหนาสักเท่าใด เพียงปรายตามองแวบเดียวก็ทำให้ใจเต้นด้วยความหวาดเสียว
พวกนางอยู่ในสถานที่ซึ่งเรียกว่าตำหนักหลีหวง หญิงสาวที่คุณชายสามฉุดคร่ามาล้วนถูกพามาไว้ที่นี่ ตำหนักหลีหวงเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ในวังจวิ้นถานอันซับซ้อน มันถูกสร้างอยู่บนจุดสูงชันที่สุด หากไม่มีปีกบิน ไม่ว่าอย่างไรก็ไร้หนทางหลบหนี
เสียงฝีเท้าดังมาจากระเบียงทางเดินไม้นอกตำหนัก เป็นไปได้มากกว่าครึ่งว่าจะเป็นผู้ดูแลตำหนักหลีหวง เยี่ยเสี่ยวหว่านรีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่ปลายหางตาให้แห้ง ผู้ดูแลบัดซบของสถานที่บัดซบแห่งนี้แม้แต่ร้องไห้ก็ไม่ยอมให้พวกนางร้อง เดี๋ยวๆ ก็ใช้ไม้บรรทัดเหล็กดำตีฝ่าเท้า เจ็บเข้าไปถึงกระดูก นางไม่อยากถูกตีอีกแล้ว
อึดใจต่อมาเรือนร่างสูงระหงสะโอดสะองก็เดินเข้ามาจากประตูตำหนัก กลับกลายเป็นหลิงหูเจินเจิน
นางสวมกระโปรงผ้าไหมเบาบางเกือบโปร่งใสเช่นเดียวกับทุกคน แม้ว่านางจะหนาวจนใบหน้าเริ่มเป็นสีเขียวคล้ำ แต่นางก็ยังนิ่ง หลังจากเดินเข้ามานางก็กวาดสายตาสำรวจรอบหนึ่งแล้วเดินมาหาเยี่ยเสี่ยวหว่าน
“แม่นางหลิงหู!” เยี่ยเสี่ยวหว่านกดเสียงเบา “เจ้า เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
นางก็เป็นอยู่นะ
หลังจากเข้ามาในตำหนักหลีหวง อาภรณ์และข้าวของทั้งหมดบนตัวนางก็ถูกนางปีศาจกลุ่มหนึ่งริบเอาไปหมด แม้แต่กำไลไม้แกะสลักก็ไม่เว้น ช่างโหดร้ายจริงๆ สมบัติทั้งหมดของนางอยู่ในกำไลวงนั้น ไม่มีกำไล ต่อให้หนีออกไปสำเร็จก็คงไม่รอด เพราะไม่มีเงินกินข้าวแล้ว
โชคดีหนึ่งเดียวที่ควรค่าแก่การดีใจก็คือนางมอบผลหลวนมู่ให้ศิษย์พี่รองไปก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้นคงจะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดแน่
หลิงหูเจินเจินพ่นลมหายใจสีขาวออกมา ในที่สุดนางก็ห้ามร่างกายไม่ให้สั่นระริกไม่ไหว นางซุกมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วใช้เสียงแผ่วเบาที่สุดถามว่า “ผู้ฝึกตนใช้อาคมส่งสารเป็นไม่ใช่หรือ เรียกพวกศิษย์พี่ของเจ้ามาช่วยสิ”
เยี่ยเสี่ยวหว่านก้มหน้าอย่างละอายใจ “ข้า...เพิ่งฝึกวิชามาได้ไม่เท่าไร ยังไม่ทันได้เรียนอาคมส่งสาร อีกอย่างพวกศิษย์พี่ก็ถูกคุณชายสามเล่นงานจนบาดเจ็บ ยังน่าเป็นห่วงอยู่ว่าจะรอดหรือไม่”
ดูท่าผู้ฝึกตนจากจงถู่จะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างพวกคนจากสำนักบะหมี่ราชันกันทุกคนสินะ
เยี่ยเสี่ยวหวานกระตุกชายเสื้อนางเบาๆ “แม่นางหลิงหู เจ้าไม่กลัวหรือ”
หลิงหูเจินเจินส่ายหน้า “ข้ากลัวมาก”
เยี่ยเสียวหว่านเสียงสั่นเทา “เจ้าสังเกตหรือไม่ ตำหนักหลีหวงมีแต่พวกเราที่ถูกจับมาใหม่ พวกที่ถูกจับมาก่อนหน้าพวกเราไปที่ใดกันหมดแล้วเล่า”
หลิงหูเจินเจินมองนอกหน้าต่าง “คงจะโยนลงไปหมดแล้วกระมัง” ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะไม่ได้ส่งกลับไปดีๆ อย่างแน่นอน
เยี่ยเสี่ยวหว่านหน้าซีดเผือด “เมื่อวานข้าแอบฟังพวกนางปีศาจคุยกันจึงได้รู้! พวกหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวมา พอคุณชายสามเล่นจนเบื่อแล้วก็จะโยนลงไปจากยอดเขา! แม่นางหลิงหู! พวกเราต้องหนีไปให้ได้!”
หลิงหูเจินเจินกระซิบเสียงเบาลงอีก “เจ้ามีวิธีหรือ”
เยี่ยเสี่ยวหว่านก้มหน้าอย่างละอายใจอีกหน “ข้า...ยังคิดไม่ออก ขอเวลาข้าคิดอีกหน่อย”
หลิงหูเจินเจินหันไปมองด้านนอก ยอดเขาเดียวดายลูกนี้สูงมากนัก ต่อให้มีปีกผ้าน้ำมันก็ไม่มีทางร่อนลงบนพื้นอย่างปลอดภัยได้ หากจะปีนป่ายก็คงไม่ไหวเช่นกัน ยอดเขาทั้งลูกถูกหิมะกับน้ำแข็งหนาเตอะปกคลุม หากปีนลงไป ถึงครึ่งทางก็คงเหนื่อยตายหรือไม่ก็หนาวตายแล้ว
ตอนนี้นางเองก็คิดวิธีไม่ออก ขณะที่กำลังจนหนทาง จู่ ๆก็ได้ยินเสียงคำรามทุ้มต่ำของสัตว์ปีศาจดังมาจากด้านนอก นั่นมันเสียงคำรามของสัตว์ปีศาจพาหนะ ผู้ใดขี่สัตว์พาหนะมา นางชะเง้อคอมองออกไปนอกตำหนักก็เห็นผู้ดูแลหญิงของตำหนักหลีหวงกำลังขี่พยัคฆ์ปีศาจสีขาวโพลนตัวหนึ่งร่อนลงมาบนพื้น ด้านหลังมีนางปีศาจร่างกำยำคอยตามมาเป็นทหารคุ้มกันอีกสี่นาง
ผู้ดูแลหญิงนางนี้ นางเคยเห็นมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามหน แต่ละหนด้านหลังนางจะต้องมีนางปีศาจติดตามอยู่สี่ตน นางปีศาจเหล่านั้นล้วนพกมีดสั้นไว้ข้างเอวกันทุกตน ดูจากขนาดร่างกายเป็นไปได้มากกว่าครึ่งว่าพวกนางจะเป็นปีศาจสัตว์ หากอยากล้มพวกนางอย่างเงียบเชียบ เกรงว่าคงไม่ง่าย
ผู้ดูแลหญิงเข้ามาในตำหนักก็วางท่าหยิ่งยโสกวาดสายตามองรอบด้าน พอเห็นหญิงสาวทั้งหลายหนาวจนใบหน้าไร้สีเลือด ก้มหน้างุดยืนเงียบกริบ นางก็เผยรอยยิ้มจางๆ เมื่อเชลยเชื่อฟัง น้ำเสียงของนางก็อ่อนโยนลงมาก
“พวกเจ้าทำตัวว่าง่าย คุณชายสามก็ชอบใจ ข้าก็ประหยัดแรง คุณชายสามเป็นบุตรชายของราชันปีศาจผู้สง่างาม พวกเจ้าได้มาเยือนตำหนักหลีหวงแห่งนี้ นับจากนี้ย่อมไม่ต้องห่วงเรื่องกินอยู่ ทั้งยังได้รับความรักใคร่ ความจริงแล้วนับว่ามีบุญไม่น้อย หญิงสาวมากมายเท่าใดอยากมาก็มาไม่ได้ ขอเพียงทำตัวดีว่าง่าย ไม่ขัดใจคุณชายสามย่อมไม่มีผู้ใดสร้างความลำบากให้พวกเจ้า หากเรียนรู้การวางตัว รู้จักปรนนิบัติคุณชายสามอย่างอ่อนหวาน นั่นยิ่งดีที่สุด”
หลิงหูเจินเจินมองสำรวจนางอย่างเงียบๆ
ระหว่างครึ่งปีที่อยู่ในสำนัก นางเคยเห็นปีศาจพงไพรมาไม่น้อย นางจึงค้นพบกฎข้อหนึ่ง นั่นก็คือปีศาจจำพวกพืชอยู่ห่างจากร่างต้นไกลมากเกินไปไม่ได้ เหมือนกับปีศาจเถาวัลย์กับปีศาจต้นซัง พวกมันเคลื่อนไหวได้ในบริเวณจำกัดเท่านั้น ส่วนปีศาจบุปผามักจะพาร่างปีศาจของตนเองพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย แม้จะคล่องแคล่วกว่าอยู่บ้าง แต่ส่วนมากก็ไม่แข็งแกร่งมากนัก
นางสงสัยว่าผู้ดูแลตนนี้จะเป็นปีศาจดอกฉาฮวา[footnoteRef:1] ยามนางขยับ ท่วงท่าเล็กๆ น้อยๆ ของนางมักจะระวังดอกไม้สีแดงบนปิ่นปักผมดอกนั้นอยู่เสมอ แม้จะว่ากล่าวสั่งสอนอยู่ห่างถึงเพียงนั้น แต่นางก็มักจะยกมือขึ้นมาเหมือนจะปกป้องอะไรสักอย่างไม่รู้ตัวอยู่ตลอด [1: ดอกฉาฮวา คือดอกคามิเลีย]
เยี่ยมมาก มีอาวุธแล้ว มีพาหนะแล้ว อีกเดี๋ยวนางจะบีบคอปีศาจบุปผาตัวนี้แล้วบังคับให้นางคืนกำไลมาซะ
หลิงหูเจินเจินกระตุกแขนเสื้อของเยี่ยเสี่ยวหว่านที่อยู่ด้านข้างเบาๆ เสียงนุ่มนวลเอ่ยราวกับเสียงกระซิบ “ข้ามีวิธี แต่ต้องการความช่วยเหลือของเจ้า”