ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 7 บุตรคนที่สามของราชันปีศาจ ตอนที่ 8

#8บทที่ 7 บุตรคนที่สามของราชันปีศาจ

ตอนที่ 7 บุตรคนที่สามของราชันปีศาจ

ราชันปีศาจชังหยวนเกลียดชังผู้ฝึกตนอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ไม่ใช่แค่วันสองวัน

ทุกครั้งที่เขาจะเล่นงานผู้ฝึกตนเป็นต้องลากคนธรรมดาเข้ามาเกี่ยวด้วยเสมอ เขามักจะสั่งให้ไม่ต้อนรับผู้ฝึกตนจงถู่อยู่บ่อยๆ แต่ผู้ใดจะสลักฐานะของตัวเองไว้บนใบหน้าบ้างเล่า ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ราชันปีศาจชังหยวนมาสร้างความลำบากให้ ยามอยู่ที่นี่ผู้ฝึกตนส่วนมากล้วนซ่อนของวิเศษกับอาภรณ์ผู้ฝึกตนของสำนักเซียนเอาไว้เสมอ ภายนอกพวกเขาจึงดูไม่แตกต่างกับมนุษย์ธรรมดาแต่อย่างใด จะไปแยกแยะอย่างไรให้ชัดเจนเล่า

การชี้นิ้วบอกว่ามนุษย์ธรรมดาสักคนเป็นผู้ฝึกตนก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เขาตั้งใจจะบีบคั้นมนุษย์ธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ในต้าฮวงฝั่งใต้ให้อับหนหนทาง

ช่างน่าเสียดายที่ต้าฮวงฝั่งใต้ซึ่งเคยรุ่งเรืองที่สุดกลับตกอยู่ในสภาพน่าอดสูเช่นนี้ แม้แต่พ่อค้าชาวปีศาจทั้งหลายก็ไม่ยอมเดินทางมาเยือนอีกต่อไป

อูเยี่ยนจวินดึงแขนเสื้อหลิงหูเจินเจินอย่างเงียบๆ แล้วบอกเสียงเบาว่า “ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน พวกเรารีบกลับกันเถิด”

จักรพรรดิของต้าฮวงฝั่งใต้ไม่รู้เป็นบ้าอันใดจึงปล่อยให้ราชันปีศาจชังหยวนทำตามอำเภอใจเช่นนี้ หากเป็นต้าฮวงฝั่งตะวันตก มีราชันปีศาจเช่นนี้โผล่มา เขาคงถูกซีฮวงตี้ยึดบรรดาศักดิ์ขับไล่ออกจากดินแดนไปนานแล้ว

หลิงหูเจินเจินไม่มีอารมณ์จะสนใจความร้อนอีกต่อไป นางรีบสูดบะหมี่เข้าปากอย่างตะกรุมตะกราม บะหมี่ชามนี้จ่ายเงินไปตั้งสองอีแปะ ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะกินให้ได้มากที่สุด กินได้เพิ่มอีกสักสองสามคำก็ยังดี

ทั้งสองไม่คิดเลยว่าจู่ๆ สายลมก็โหมพัดรอบด้าน โคมไฟที่เรียงรายอยู่บนถนนถูกสายลมกระชากจนแกว่งไกวแทบเอนนอน แม้แต่กระเบื้องบนหลังคาก็ถูกกระชากหลุดร่วงออกมาด้วย เสียงดังโครมคราม คนเดินถนนทั้งหลายหลบไม่ทัน เสียงร้องตกใจดังระงม

เมื่อเห็นกระเบื้องแผ่นหนึ่งร่วงลงมาทางศีรษะ นางจึงรีบขยับหลบ ไม่ทันระวังเพียงชั่วอึดใจ บะหมี่ที่เหลืออยู่ในชามก็หกรดลงบนแขนเสื้อ

โธ่ เงินสองอีแปะของนาง!

รอบด้านมีคนนับไม่ถ้วนตะโกนอย่างลนลาน “ดูนั่นเร็ว!”

อะไรหรือ

หลิงหูเจินเจินหันไปมองบนท้องฟ้าก็เห็นรถม้ามหึมาคันหนึ่งแล่นมากลางอากาศ สิ่งที่ลากรถอยู่คืออาชาปีศาจที่มีดวงตาแนวตั้งสองตัว สายลมแรงพัดออกมาจากบนร่างของพวกมัน แผ่นกระเบื้องบนหลังคาบ้านจำนวนครึ่งหนึ่งในเมืองถูกกระชากจนหลุดล่อน แต่หนนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้ากรีดร้องอีกแล้ว

รถม้าคันมหึมาร่อนลงบนถนนอย่างนุ่มนวลดุจหยดน้ำ เสียงสายลมกรีดแหลมหยุดลงในพริบตา คนเดินถนนที่สภาพน่าอเนจอนาถทั้งหลายต่างถอยหลบอย่างหวาดหวั่น แต่ละคนก้มศีรษะคำนับไม่กล้าเงยหน้า

นั่นคือรถม้าของบุตรชายคนที่สามของราชันปีศาจ

ดูท่าคำสั่งของราชันปีศาจหนนี้ คุณชายสามจะเป็นผู้มาประกาศแทน คำสั่งเพิ่งประกาศจบ เจ้าตัวก็นั่งรถม้าปรากฏตัวตามหลัง นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุตรชายของราชันปีศาจตนนี้มีแต่วงศ์ตระกูลจะซวยไปแปดรุ่น แล้วนี่ยังเป็นคุณชายสามอีก

คุณชายสามคนนี้ชื่อเสียงเลวร้ายยิ่งนัก แน่นอนว่าไม่ใช่เลวร้ายในทางเดียวกับบิดา เขาปฏิบัติกับมนุษย์และปีศาจอย่างเท่าเทียมกัน เท่าเทียมในแง่ที่ว่า...ไม่ว่าจะมนุษย์หรือปีศาจก็สมสู่ได้หมด เรียกว่าบ้าตัณหาเป็นชีวิตจิตใจ ปกติเขาไม่ออกมาข้างนอกเท่าใดนัก แต่ทุกครั้งที่ออกมาจะต้องมีหญิงสาวเคราะห์ร้าย

เมื่อเห็นอาชาปีศาจที่มีดวงตาแนวตั้งสองตัวนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ หญิงสาวอายุน้อยทั้งหลายในกลุ่มคนก็แทบอยากจะซุกศีรษะหลบเข้าไปในท้อง

อูเยี่ยนจวินพยายามกดศีรษะของหลิงหูเจินเจินให้ก้มลง แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาที่สุด “รีบซ่อนใบหน้าไว้เร็วเข้า! อย่าเงยหน้าขึ้นมาเด็ดขาด!”

กีบเท้าอาชาเหยียบย่างบนแผ่นหินปูถนนจนเกิดเสียงทุ้มต่ำประหลาด หลิงหูเจินเจินก้มหน้า ทว่าเพิ่งจะทำความสะอาดเส้นบะหมี่ที่หกรดแขนเสื้อเมื่อครู่เสร็จ นางก็เห็นรถม้าหยุดลงเบื้องหน้าตนเอง

ม่านรถม้าสีแดงแก่เลิกเปิด เผยให้เห็นใบหน้าซูบผอม ใบหน้านั้นดูค่อนข้างเป็นมิตรแต่ดวงตากลับราวกับอสรพิษจับจ้องเหยื่อ เขาจับจ้องนางนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งก็แค่นเสียงทางจมูกอย่างพึงพอใจก่อนจะปิดม่านรถลงอย่างเชื่องช้า

ประตูรถม้าเปิดออก ปีศาจร่างสูงใหญ่ประหนึ่งหอเหล็กสองตนก้าวออกมาจากด้านใน พวกเขาพุ่งปราดเข้ามากระหนาบซ้ายขวาของนางฝั่งละตน

หลิงหูเจินเจินผงะถอยไปสองก้าวอย่างตกตะลึง นี่จะวิวาทกับนางหรือ! นางคิดในใจว่าปีศาจสัตว์รูปร่างเช่นนี้ หากสู้กันขึ้นมาเกรงว่าคงรับมือไม่ง่าย ระหว่างพวกเขากับปีศาจพงไพรฝีมือห่างชั้นกันแสนแปดพันลี้

“เจินเจิน...”

อูเยี่ยนจวินตกใจจนตัวแข็งทื่อ นางกลัวเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ในต้าฮวงฝั่งใต้บุตรชายของราชันปีศาจชังหยวนไม่ต่างจากทรราช ผู้ใดกล้าหาเรื่องเขาบ้างเล่า นางได้แต่เบิ่งตามองปีศาจร่างยักษ์สองตนนั้นหิ้วศิษย์น้องเล็กขึ้นรถไปเหมือนหิ้วลูกเจี๊ยบ ไม่มีหนทางทำอันใดแม้แต่น้อย

หลังจากขึ้นไปบนรถม้า หลิงหูเจินเจินกลับสงบนิ่ง...ปีศาจสัตว์สองตนนั้นไม่ได้มาหาเรื่องวิวาทกับนางสินะ

นางมองสำรวจรอบด้าน ภายในตัวรถม้ากว้างขวางอย่างประหลาด คุณชายสามของราชันปีศาจผู้มีเรือนกายซูบผอมกำลังเอนกายอยู่บนตั่งนุ่มตัวหนึ่ง ด้านล่างของตั่งนุ่มนับไล่ไปตามผนังรถม้ามีหญิงสาวเยาว์วัยมากถึงห้าคน แต่ละคนปิดหน้าขดตัวเป็นก้อนกลม น้ำตาไหลนองหน้า

...นางเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นโจรฉุดคร่าผู้หญิงกลางถนนนี่เอง

ตรงนี้คงจะเป็นผู้หญิงที่เขาฉุดคร่ามาสินะ ผู้หญิงคนหนึ่งในนั้นหน้าตาคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด กระโปรงยาวสีเหลืองผลซิ่งเนื้อผ้านุ่มนิ่มพลิ้วไหวกับปิ่นปักผมที่เกล้าผมอย่างประณีตเป็นพิเศษนั่น...นี่มันหนึ่งในผู้ฝึกตนหญิงสามของสำนักทะเลสาบลมวสันต์ เยี่ยเสี่ยวหว่าน

ไม่จริงน่า นางก็ถูกฉุดคร่ามาด้วยหรือ นางเป็นผู้ฝึกตนไม่ใช่หรือไร

เยี่ยเสี่ยวหว่านคล้ายจะสัมผัสสายตาที่มองจ้องมาได้ นางจึงเงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ นางไม่ได้ร้องไห้ แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจ เมื่อเห็นหลิงหูเจินเจิน นางก็หลุดร้อง ‘เอ๊ะ’ ออกมาอย่างห้ามตนเองไม่ทัน “แม่นางหลิงหู! เจ้าก็...”

คุณชายสามยิ้มตายิบหยีเอ่ยว่า “พวกเจ้ารู้จักกันหรือ แซ่หลิงหูนี่น่าสนใจทีเดียว มันค่อนข้างหายาก เจ้านามว่าอันใด”

หลิงหูเจินเจินขบคิดแล้วตอบว่า “ข้าแซ่หลิง นามว่าหู”

คุณชายสามไม่ถือสาอันใด เขาหัวเราะแล้วกวักมือเรียกนาง “เจ้ามานี่”

นางประเมินความห่างชั้นของพลังอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงตัดสินใจทำตามคำสั่งทันที เขาหรี่ตาพิจดูนางอยู่ครู่หนึ่ง ก็ติด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “สภาพเหมือนไก่ตกน้ำ สกปรกเสียจริง” กล่าวจบก็ยกมือปิดจมูก แล้วทอดมองด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ “บนอาภรณ์มีแต่กลิ่นซีอิ๋ว”

สภาพเหมือนไก่ตกน้ำแถมยังมีแต่กลิ่นซีอิ๋ว แล้วฉุดนางมาทำไมกันเล่า

คุณชายสามมีใบหน้าที่ดูอ่อนโยน แต่คำพูดคำจากลับทำให้คนขนลุกชัน เขามองเยี่ยเสี่ยวหว่านแล้วผงกศีรษะหงึกหงัก “เจ้าเป็นผู้ฝึกตนจากจงถู่ ซ้ำร้ายยังลักลอบเก็บผลหลวนมู่ในอาณาเขตของพ่อข้า”

กล่าวจบก็หันหน้ากลับมามองหลิงหูเจินเจินอีกหน “ข้าได้ยินปีศาจเถาวัลย์บนต้นหลวนมู่บอกว่ามีสาวน้อยกระโปรงเขียว ริมฝีปากสีแดงสดนางหนึ่งฟันเขาจนบาดเจ็บ เจ้าสินะ มิน่าเล่าเจ้ากับนางจึงรู้จักกัน พวกเจ้าแต่ละคนๆ ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ”

เพราะเรื่องผลหลวนมู่หรอกหรือ! ที่แท้คำสั่งของราชันปีศาจก็มีเป้าหมายเพื่อจับตัวนางหรือนี่!

หลิงหูเจินเจินแอบสูดลมหายใจเข้า ราชันปีศาจทังหยวนช่างใจแคบขี้เหนียวนัก!

คุณชายสามกล่าวเนิบช้า “บังเอิญยิ่ง แม้ข้าจะจับตัวหัวขโมยที่ลักลอบเก็บผลไม้ได้ แต่ข้ารู้ว่าคนที่ทำร้ายต้นหลวนมู่และทำลายหุ่นยันต์ไม่ใช่พวกเจ้า ดังนั้นโทษของพวกเจ้าจึงไม่ถึงตาย ในเมื่อหลังจากนี้พวกเจ้าจะกลายเป็นผู้หญิงของข้า ความผิดโทษฐานขโมยผลไม้เล็กน้อยเท่านี้ ข้าจะจัดการให้พวกเจ้าเอง”

เมื่อเห็นเยี่ยเสี่ยวหว่านหน้าซีดเผือด เขาก็หัวเราะอีกหน “พวกเจ้าน่าจะดีใจจึงจะถูก ในเมื่อบิดาของข้าหมายจะจัดการผู้ฝึกตนจงถู่ที่ก่อความวุ่นวายในอาณาเขต เขาย่อมใช้มาตรการโหดเหี้ยม เหตุการณ์พลาดไปทำร้ายมนุษย์ธรรมดาเป็นเรื่องปกติ แต่พวกเจ้าถูกข้าพากลับไปวังจวิ้นถาน ได้กินอยู่สุขสบาย เพียงแต่กลับไปถึงแล้วต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์จำนวนหนึ่งก็เท่านั้น เอาแต่ร้องไห้ ขดตัวหันหลัง ท่าทางหยาบกระด้างตลอดเวลาเช่นพวกเจ้าตอนนี้ย่อมใช้ไม่ได้”

ภายในรถม้าเงียบกริบ หญิงสาวทั้งหลายแม้แต่ร้องไห้ก็ไม่กล้าร้องแล้ว

หลิงหูเจินเจินแอบดมกลิ่นซีอิ๋วบนแขนเสื้อ เฮ้อ บะหมี่ราคาสองอีแปะ ยังไม่ทันกินได้สักกี่คำก็เสียของเช่นนี้ นางเร่งรีบเดินทางไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวันสองคืนจนเหนื่อยแทบตายแล้ว แม้แต่งีบนางก็ไม่ได้หลับสักงีบ แล้วยังโชคร้ายมาพบกับคุณชายสามตนนี้อีก

เรื่องราวบนโลกใบนี้ช่างไร้เหตุผลจริงๆ

...

ต้าฮวงแบ่งออกเป็นสี่อาณาเขตเหนือใต้ออกตก สี่อาณาเขตต่างมีจักรพรรดิตนหนึ่งปกครอง ดูเหมือนว่าจักรพรรดิของต้าฮวงฝั่งใต้จะไม่สนใจดูแลดินแดนสักเท่าใดนักจึงทำให้หลายปีนี้ราชันปีศาจชังหยวนเข้ามาดูแลมากขึ้นทุกที กฎเกณฑ์ไร้เหตุผลของเขาแผ่ขยายขอบเขตกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากถูกร้านอาหารปฏิเสธไม่ต้อนรับเป็นร้านที่แปด ในที่สุดโจวจิ่งก็ข่มความโกรธไม่ไหว “ราชันปีศาจบัดซบตนนั้นจะทำสิ่งใดกันแน่! จักรพรรดิแห่งต้าฮวงยังอนุญาต แล้วเขานับเป็นตัวอันใดถึงไม่ยอมให้ผู้ฝึกตนจงถู่เดินทางมาต้าฮวงฝั่งใต้!”

ฉินซีมองท้องถนนที่ว่างเปล่าอย่างเงียบๆ ไม่ต้อนรับเพียงผู้ฝึกตนจงถู่เสียที่ไหน เห็นชัดๆ ว่าแม้แต่มนุษย์ธรรมดาก็ยังถูกรังเกียจ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ช้าก็เร็วต้าฮวงฝั่งใต้คงไม่เหลือมนุษย์สักคน

ราชันปีศาจตนนี้สมองพังไปแล้วใช่หรือไม่

ยามนี้แม้แต่ร้านริมทางขนาดเล็กที่สุดก็ไม่ต้อนรับผู้ฝึกตนจงถู่ ในที่สุดเขาก็เริ่มหงุดหงิดแล้วเหมือนกัน

ลำบากนักกว่าจะหาร้านแลกเงิน แลกทองแท่งเป็นเงินได้ แต่ราชันปีศาจชังหยวนนั่นกลับออกคำสั่งสร้างความลำบากให้ผู้ฝึกตนจงถู่ แม้แต่ข้าวก็ไม่มีที่ให้กิน ถึงจะบอกว่าด้วยพลังที่ฝึกบำเพ็ญมาย่อมทนเรื่องเท่านี้ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาที่ต้องทานอาหารทุกวัน แต่พวกเขาก็ยังไม่บรรลุถึงขอบขั้นที่ไม่ต้องกินเสียหน่อย ยามที่ควรหิวก็ยังหิวอยู่เช่นเดิม

ริมถนนมีร้านหนึ่งอบอวลด้วยกลิ่นควันไฟและไอน้ำ หากอยู่ที่จงถู่พวกเขาคงไม่คิดจะเดินเข้าร้านเช่นนี้ ทว่ายามนี้เปลวเพลิงแห่งความหิวโหยกำลังแผดเผาจิตใจ ไอน้ำจากบะหมี่ช่างยั่วยวนใจยิ่งนัก ฉินซีจับจ้องบะหมี่ในหม้อ ดวงตาทอประกายวาววับ โจวจิ่งเห็นดังนั้นจึงรีบลากเขาเดินจากไป เขารู้ว่าศิษย์น้องผู้นี้ทำเรื่องเลวร้ายอย่างใช้กำลังบังคับแย่งชิงของได้อย่างแน่นอน

หนนี้พวกเขาเดินทางมาต้าฮวงเพื่อตามหาคนสำคัญยิ่งผู้หนึ่งและตามหาของสำคัญยิ่งอีกชิ้นหนึ่ง ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด ด้วยเหตุนี้หากทำตัวสงบเสงี่ยมได้ก็ควรทำตัวสงบเสงี่ยมไว้ หากทนทำตัวสงบเสงี่ยมไม่ไหวก็ต้องกัดฟันทำตัวสงบเสงี่ยมไว้อยู่ดี

เขาตัดสินใจขุดงานสำคัญออกมาข่มเปลวเพลิงของความหิวโหย แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ท่อนที่ว่าสุสานหุบผากับจิตตธิดาไร้ทายาทในคำพยากรณ์ เจ้าคิดออกหรือยังว่าหมายถึงสิ่งใด”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ หัวก็เหมือนจะปวดขึ้นมาทันควัน ฉินซีลูบห่วงหยกเรียวเล็กตรงข้างหู “คิดไม่ออก สรุปก็คงจะต้องค่อยๆ ตามหาไปล่ะนะ”

กล่าวจบเขาก็ส่งหมั่นโถวร้อนควันฉุยลูกหนึ่งให้

โจวจิ่งตาค้าง “เจ้าขะ ขโมย...”

ฉินซีกัดหมั่นโถวลูกหนึ่งหมดภายในสองสามคำ จากนั้นจึงล้วงลูกที่สองออกมาจากแขนเสื้อ “ข้าวางเงินไว้แล้ว ไม่นับว่าขโมย”

อ้อ ถ้าเช่นนั้นก็ดี

โจวจิ่งแย่งหมั่นโถวมากัดคำเดียวกินไปเกินครึ่งลูก แล้วพูดเสียงอู้อี้ “เจ้าราชันปีศาจบัดซบตนนี้น่าหงุดหงิดนัก เลิกอยู่ที่ต้าฮวงฝั่งใต้แล้วไปต้าฮวงฝั่งตะวันตกกันเถิด ข้าว่าคำพยากรณ์มักจะชอบเสริมแต่งคำที่ไม่ใช่ใจความสำคัญ ด้านหน้าคงจะเป็นเพียงคำเกริ่น พวกเราตรงไปที่เมืองติ้งอวิ๋น[footnoteRef:1]ในต้าฮวงฝั่งตะวันตกเลยดีกว่า ไม่แน่อาจตามหาพบทันทีก็เป็นได้ ” [1: ติ้งอวิ๋น ชื่อเมืองติ้งอวิ๋นแห่งนี้เป็นคำเดียวกันและมีความหมายเดียวกับคำว่าเมฆาสงบในคำพยากรณ์]

เขาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ชีวิตที่ทุกวันได้แต่กินหมั่นโถวและนอนพักบนยอดไม้ช่างไม่เหมาะกับเขาจริงๆ

ฉินซีถูเศษหมั่นโถวที่ติดบนปลายนิ้วออก ทันใดนั้นเขาก็เห็นผู้ฝึกตนหญิงสวมกระโปรงสีเหลืองผลซิ่งหน้าตาคุ้นตาสองนางกำลังยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมเยื้องไปฝั่งตรงข้าม พวกนางดูท่าทางไม่ค่อยดีนัก แม้แต่ยืนก็ยังยืนไม่ค่อยมั่นคง พวกนางดูเหมือนกำลังยื้ดยุดผู้ดูแลโรงเตี๊ยมเพื่อวิงวอนขอบางสิ่ง ผู้ดูแลคนนั้นสีหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ ทว่าก็เอาแต่โบกมือ

“ศิษย์น้องหลัว เกิดเรื่องใดกับพวกเจ้าหรือ”

เสียงของโจวจิ่งดังขึ้นเบื้องหลัง หลิวจืออวิ๋นหมุนตัวกลับมาแล้วทำหน้าราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต “ศิษย์พี่โจว! ศิษย์น้องฉิน! ช่วยศิษย์พี่ของข้าด้วย!”

หนนี้นางขยับตัวกะทันหันเกินไป เจิงจิ้งที่ก่อนหน้านี้ถูกประคองอยู่ในอ้อมแขนจึงทรุดยวบลงไปที่พื้น โจวจิ่งรีบคว้าตัวนางไว้ แล้วเขาก็เห็นทันทีว่านางมีโลหิตอาบหน้า โลหิตเส้นน้อยไหลซึมออกมาจากห้าทวาร

บาดเจ็บภายในหนักหนาเพียงนี้เชียว!

จังหวะที่เขาคิดจะสอบถามเรื่องราว คิดไม่ถึงว่าหลิวจืออวิ๋นก็มาหัวทิ่มพื้นไปอีกคน โลหิตเส้นน้อยทะลักออกมาจากจมูกกับปากของนางเช่นกัน เพียงชั่วอึดใจก็ย้อมใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางจนแดงฉาน