ตราบรักเคียงใจ

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 9 พลิกผันสามตลบ ตอนที่ 10

#10บทที่ 9 พลิกผันสามตลบ

ตอนที่ 9 พลิกผันสามตลบ

วันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ด แสงอัสดงฉายฉานทั่วนภาหมื่นลี้

เพราะมีหิมะตกติดต่อกันมาสองวัน บนยอดเขาจึงเป็นสีขาวโพลนไปหมด แสงอัสดงอันงดงามฉาบย้อมหิมะกับน้ำแข็ง ทำให้ตำหนักหลีหวงถูกห้อมล้อมอยู่ท่ามกลางสีส้มแดงจางๆ

แสงอัสดงอันอบอุ่นอ่อนโยนสายนี้ทอดผ่านหน้าต่างไม้บานมหึมาที่ตำหนักข้างเข้ามาแต้มบนพวงแก้มของเหล่าหญิงงามในตำหนัก

ผู้ดูแลหญิงนั่งเหยียดหลังตรงอย่างสง่างามอยู่บนตั่งนุ่ม นางกวาดสายตามองหญิงสาวที่ถูกแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างประณีตเหล่านั้น จากนั้นจึงผงกศีรษะอย่างพึงพอใจมาก

หนนี้เพราะราชันปีศาจชังหยวนออกคำสั่ง คุณชายสามจึงออกไปตรวจตราทั่วดินแดน ได้หญิงงามชุดใหม่กลับมาสิบห้านาง หลังจากสั่งสอนอย่างถี่ถ้วนในตำหนักหลีหวงแห่งนี้มาสามสี่วัน แต่ละคนก็ดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มากแล้ว ก้าวเดินก็งดงาม ยืนนิ่งก็งดงาม ท่วงท่าเย้ายวนอยู่นิดๆ เฉกเช่นที่คุณชายสามชื่นชอบ

เหลือแต่รอให้คุณชายสามมาเลือกคนด้วยตนเองในค่ำคืนนี้เท่านั้น

สายตาของนางเลื่อนไปจับบนร่างระหงงามวิลาสที่สวมอาภรณ์สีแดงเพียงหนึ่งเดียวในตำหนักหลังนี้

หญิงงามชุดแดงนางนี้เลอโฉมอย่างหาได้ยาก ครั้งแรกที่เห็น นางก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเหมาะกับสีสดจัดจ้าน อาภรณ์ชุดนี้นางเป็นคนเลือกด้วยมือตนเอง แม้ปกติคุณชายสามจะชอบหญิงอ่อนหวานสง่างามมากกว่า แต่สตรีที่งามเฉิดฉายถึงเพียงนี้ย่อมเป็นคนละเรื่อง นางจะต้องได้รับความโปรดปรานอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้รับมาก่อนอย่างแน่นอน

หญิงงามที่คุณชายสามเคยโปรดปรานมากที่สุดมีชีวิตอยู่ในตำหนักหลีหวงได้นานสองปี ผู้ดูแลหญิงคิดว่าหญิงงามอาภรณ์แดงผู้นี้จะต้องอยู่ได้นานกว่าคนก่อนหน้านี้แน่

“หลิงหู เจ้ามานี่” นางเอ่ยปากเรียกหญิงสาว หญิงงามที่อาจจะได้รับความโปรดปรานอย่างท่วมท้นคนนี้ นางจดจำชื่อเอาไว้จะดีกว่า

นางมารเจ้าเสน่ห์ผู้สวมอาภรณ์แดงย่างเท้าอย่างเนิบช้าและระมัดระวัง เฮ้อ ท่าเดินนี้มันผิดปกติชัดๆ ก้าวเท้าดอกบัวอะไรกัน จะเดินเหมือนบนพื้นมีปลายดาบซ่อนอยู่ไปเพื่ออะไร หลายวันนี้นางกำลังฝึกฝนอะไรกันเนี่ย

แสงอัสดงสว่างไสวทอดผ่านหน้าต่างลงมากระทบร่างนาง เครื่องประดับศีรษะอันหรูหรางดงามที่ทำจากทองคำทอประกายระยิบระยับอยู่บนศีรษะจนคนแทบจะลืมตามองมันไม่ได้ ใบหน้าครึ่งหนึ่งของนางถูกแสงสีส้มแดงอบอุ่นอาบย้อม แพขนตาหนาถูกแสงกลืนหายไปครึ่งหนึ่ง ทั้งร่างงามเย้ายวนเหมือนไม่อาจจับต้องได้ งามจนคนมิอาจพรรณนาอย่างแท้จริง

ผู้ดูแลหญิงกลืนคำตำหนิกลับลงไปในพริบตาแล้วเอ่ยปากด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า “ก่อนนี้เจ้าบอกว่าอยากจะบรรเลงดนตรีให้คุณชายสามฟังสักเพลง เตรียมตัวเป็นเช่นไรแล้ว”

หลิงหูเจินเจินตอบว่า “เตรียมตัวพร้อมแล้วเจ้าค่ะ แต่ข้าตั้งใจจะเป่าขลุ่ยจึงต้องการคนมาร่ายรำคู่กันอีกหนึ่งคน”

กล่าวจบนางก็ชี้เยี่ยเสี่ยวหว่านที่อยู่ตรงมุมห้อง

อ้อ หญิงสาวที่สวมอาภรณ์ผ้าโปร่งสีขาวนางนั้นก็งดงามอย่างยิ่งเหมือนกัน ดวงตาคู่นั้นคล้ายสายน้ำ ในความอ่อนหวานแฝงความแข็งแกร่งอย่างที่อธิบายไม่ถูก

“ดีมาก ให้นางออกมา พวกเจ้าแสดงให้ข้าดูหนหนึ่งซิ” ผู้ดูแลหญิงอมยิ้มพยักหน้า

เสียงกระดิ่งเงินดังกังวาน เยี่ยเสี่ยวหว่านกระโดดอย่างนุ่มนวลไปด้านหน้า เท้าเปลือยเปล่าขยับไปพร้อมกับเสียงใสของกระดิ่งเงิน อาภรณ์สีขาวที่โปร่งบางจนเกือบจะเห็นทะลุถึงด้านในช่วยขับเน้นท่วงท่าอันอ้อนช้อยของนาง จนดูเหมือนนางกำลังจะล่องลอยขึ้นไปบนอากาศ นางเคลื่อนกายมาข้างหลิงหูเจินเจิน ปลายนิ้ววาดเป็นรูปบุปผา งดงามยิ่งนัก

หลิงหูเจินเจินยกขลุ่ยหยกสีขาวแวววาวจรดริมฝีปาก ริมฝีปากนางแดงสด เมื่อแต้มชาดยิ่งดูยั่วยวน ปลายนิ้วเรียวกดลงบนขลุ่ยหยก ไม่รู้ว่าหยกหรือมือของนางที่ขาวกว่ากัน

ฉับพลันที่เสียงขลุ่ยหวีดแหลมดังออกมาเป็นจังหวะสั้นๆ ผู้ดูแลหญิงก็กำหมัดทันใด

เสียงขลุ่ยนี่...ช่างไปคนละทางกับรูปโฉมอันงดงามของนางเสียจริง...

ผู้ดูแลหญิงขมวดคิ้วกุมหน้าผาก ทุกคนที่อยู่ในตำหนักต่างมีสีหน้ากล้ำกลืนฝืนทน มีเพียงเยี่ยเสี่ยวหว่านที่ยังคงระบำอย่างพลิ้วไหว ร่ายรำได้อย่างน่ามองยิ่งนัก ไม่รู้จริงๆ ว่านางจับจังหวะจากเสียงหวีดแหลมหนวกหูนี่ได้อย่างไรกัน

ไม่ไหวแล้ว ปวดกะโหลกจนดวงตาไม่อาจดื่มด่ำกับสิ่งสวยงามได้เลย ผู้ดูแลหญิงโบกมือ “เลิกเป่าได้แล้ว!”

เสียงแสบแก้วหูนั่นหยุดลงในที่สุด คนงามในอาภรณ์สีเพลิงหันมามองอย่างไม่รู้สักนิดว่าตนเองทำสิ่งใดผิด

“เจ้าจะเอาสิ่งนั้นไปแสดงให้คุณชายสามชมเช่นนั้นหรือ” ผู้ดูแลหญิงถามเสียงสั่น

หลิงหูเจินเจินถามอย่างแปลกใจ “ข้าเป่าไพเราะพอตัวไม่ใช่หรือไร”

ผู้ดูแลหญิงรู้สึกว่าโทสะแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่นางปีศาจด้านข้างกลับหลุดหัวเราะดังพรืด นางเอี้ยวหน้าหันกลับไปถลึงตาใส่นางปีศาจขวัญกล้าตนนั้น เจ้าเด็กใหม่พวกนี้ไม่รู้จักกฎระเบียบถึงเพียงนี้เชียว!

นางพยายามสงบใจแล้วหันกลับมาจ้องหลิงหูเจินเจินเขม็ง นางมารเจ้าเสน่ห์ในอาภรณ์สีแดงกำลังทำหน้าไร้เดียงสา ไร้เดียงสาและนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด

ไม่ต้องคุยอะไรกันแล้ว นางน่าจะจงใจทำแน่นอน หญิงสาวที่มาเยือนตำหนักหลีหวง หากเป็นพวกที่ร้องไห้โวยวาย อ้อนวอนหรือไปจนถึงพยายามหาทางตาย พวกนั้นกลับรับมือง่ายกว่า พวกที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือคนเช่นนาง คนที่ท้าทายหาเรื่องตายเก่งนัก หากนางบังอาจไปทำเช่นนี้ต่อหน้าคุณชายสามจริงๆ นั่นก็คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตนเช่นกัน

คงต้องให้บทเรียนเล็กๆ กับนางเพื่อกำจัดความใจกล้าบ้าบิ่นนั่นสักหน่อยแล้ว

นางชี้หลิงหูเจินเจินแล้วสั่งนางปีศาจสี่ตนที่อยู่ด้านข้าง “จับนางไว้ ตีฝ่าเท้าสิบหน”

ตีฝ่าเท้าหรือ สายตาของหลิงหูเจินเจินเลื่อนไปมองนางปีศาจร่างสูงใหญ่สี่ตนที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาหาตน นางปีศาจตนหนึ่งในนั้นหยิบไม้บรรทัดเหล็กดำยาวสองฉื่อออกมาจากแขนเสื้อ...จะใช้เจ้านั่นตีฝ่าเท้าเช่นนั้นหรือ! ผู้ใดคิดการลงทัณฑ์ที่เลวร้ายเกินมนุษย์เช่นนี้ออกมากัน!

นางถอยหลังอย่างเชื่องช้าสองก้าว ในตอนนี้เองจู่ๆ เยี่ยเสี่ยวหว่านที่ก้มตัวค้างอยู่ด้านข้างก็เคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ควันสีเขียวทะลักออกมาจากแขนเสื้อโปร่งยาว ก่อนจะกลายเป็นเถาวัลย์หลายเส้นมัดนางปีศาจสี่ตนนั้นไว้ในพริบตา

เถาวัลย์เส้นนั้นไม่หนา อีกทั้งแรงรัดของมันก็อ่อนแออย่างยิ่ง แต่เพราะว่าไม่ทันตั้งตัว นางปีศาจทั้งหลายจึงถูกมัดเอาไว้ ดิ้นไม่หลุดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

หลิงหูเจินเจินก็ลงมือแล้วเช่นกัน ร่างสีแดงเพลิงพลิ้วกายเป็นเส้นโค้งอย่างว่องไว ไม่ทันไรไม้บรรทัดเหล็กดำก็ถูกนางแย่งมาไว้ในมือ

“ยัยชาม ยึดมีดปิดประตู” นางสั่งสั้นกระชับอย่างยิ่ง

ยัยชามหมายถึงนางหรือ

เยี่ยเสี่ยวหว่านไม่เห็นว่า ‘ยัยชาม’ ที่นางเรียกจะฟังคล้าย ‘เยี่ยเสี่ยวหว่าน’ ที่ตรงไหน แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลามาจู้จี้เรื่องพวกนี้ นางกระทืบฝ่าเท้าลงบนพื้น ประตูหน้าต่างของตำหนักข้างทั้งหมดปิดผนึกสนิทแน่นในพริบตา รอบด้านมืดสลัวลงทันใด

นางยกฝ่ามืออีกหน มีดสั้นที่ห้อยอยู่ข้างเอวของนางปีศาจทั้งหลายตกอยู่ในมือของนาง แต่กลับพบว่าพวกมันมีเพียงสองเล่ม นางงงงันไปวูบหนึ่ง

เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ดูแลหญิงว่องไวกว่าที่พวกนางคาดมากเหลือเกิน นางชะงักไปเพียงพริบตาก็ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ดูเหมือนนางคิดจะดึงยันต์ส่งสัญญาณเตือนออกมา หลิงหูเจินเจินลงมือไวดุจสายฟ้า ไม้บรรทัดเหล็กดำในมือขว้างออกไปอย่างไม่ลังเล ปั้ก! เสียงดังก้อง ไม้บรรทัดโจมตีถูกข้อศอกของนางอย่างจัง ไม่รอให้ผู้ดูแลหญิงเคลื่อนไหวอะไรอีก นางก็คว้ามีดสั้นจากมือเยี่ยเสี่ยวหวาน ประกายคมปลาบฉายวาบอย่างรวดเร็ว คมดาบเฉือนใบหูของผู้ดูแลหญิงแล้วเสียบทะลุดอกฉาฮวาภูเขาดอกยักษ์บนปิ่นของนาง ก่อนจะพุ่งไปปักตรึงบนกำแพง

การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้รวดเร็วฉับไวดุจสายน้ำไหล แขนเสื้อสีแดงสดของนางดูคล้ายเส้นสีแดงเส้นหนึ่งขยับเคลื่อนอย่างไม่มีหยุดชะงักสักนิด เพียงชั่วอึดใจนับตั้งแต่ทะยานร่างจากพื้นจนกระทั่งกลับลงมาเหยียบพื้นอย่างนุ่มนวล ผู้ดูแลหญิงก็ล้มคว่ำอยู่บนพื้นแล้ว โลหิตปีศาจสีคล้ายน้ำหมึกทะลักออกมาใต้ร่างอย่างเชื่องช้า เห็นแล้วน่าทึ่งอย่างยิ่ง

เยี่ยม เยี่ยมมาก! เยี่ยเสี่ยวหว่านพลันรู้สึกว่าผู้ฝึกตนเช่นตนเองช่างอ่อนแอเสียนี่กระไร นางคุ้นชินแต่กับการใช้วิชาอาคมจัดการเรื่องต่างๆ ดูผู้อื่นสิฝีมือเฉียบขาดถึงเพียงไหน ไม้บรรทัดหนึ่งอันกับมีดสั้นหนึ่งเล่มก็เล่นงานปีศาจจนบาดเจ็บสาหัสได้

เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ลมหายใจ สถานการณ์ก็พลิกกลับตาลปัตร นางปีศาจสี่ตนนั้นยังดิ้นไม่หลุดจากอาคมเถาวัลย์เลย

เยี่ยเสี่ยวหว่านชักมีดแทงทันที ใครจะไปคิดว่านางปีศาจตนหนึ่งกลับมีแสงสีทองแผ่ออกมาจากร่าง นางรู้สึกว่าข้อมือของตนถูกใครบางคนยึดจับเอาไว้ อึดใจต่อมาเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ “มารดามันเถอะ! พวกเจ้ามันบ้าระห่ำจริงๆ!”

นางร้องอย่างตกใจ

อีกฝั่งหนึ่งหลิงหูเจินเจินกำลังพลิกร่างผู้ดูแลหญิงหงายขึ้นมา นางยังไม่ได้กำไลคืน ดังนั้นจะปล่อยให้นางตายไม่ได้

แผนการหลบหนีจะบอกว่ายากก็ไม่ยาก แต่จะบอกว่าง่ายก็ไม่ง่าย ขอเพียงกำราบผู้ดูแลหญิงได้ก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว หลังจากลอกคราบเสื้อผ้านางออกจนหมดให้นางใช้เล่ห์กลอันใดอีกไม่ได้ หลิงหูเจินเจินก็จะบังคับนางจนได้กำไลคืน จากนั้นก็ชิงพาหนะของนาง เท่านี้พวกนางก็หนีไปจากยอดเขาเดียวดายลูกนี้ได้แล้ว

หลิงหูเจินเจินลงมือว่องไวยิ่ง แต่แล้วขณะที่นางกำลังกระชากสายคาดเอวของผู้ดูแลหญิง เสียงร้องตกใจของเยี่ยเสี่ยวหว่านด้านหลังก็ทำให้นางตกใจสะดุ้งโหยง

นางหันกลับไปเห็นเยี่ยเสี่ยวหว่านถูกบุรุษอาภรณ์สีม่วงเข้มคนหนึ่งจับข้อมืออยู่ เขาก็คือโจวจิ่งนั่นเอง

ส่วนมุมตำหนักฝั่งที่ใกล้กับตนเอง ฉินซีผู้สวมอาภรณ์สีขาวก็เพิ่งรั้งมือกลับจากลำคอของนางปีศาจผู้คุ้มกันตนสุดท้าย

ผู้ฝึกตนของสำนักบะหมี่ราชันหรือ นางนิ่งอึ้งด้วยความคิดไม่ถึง

ตอนนี้เองในที่สุดหญิงสาวมากมายในตำหนักข้างที่เดิมทีตกใจจนแน่นิ่งก็เริ่มตอบสนอง พวกนางพากันกรีดร้องร่ำไห้วิ่งเตลิดไปทางประตูตำหนักที่ปิดสนิท รีบร้อนอยากหนีไปจากสถานที่คลุ้งคาวเลือดแห่งนี้

เมื่อเห็นพวกนางกำลังจะเริ่มทุบประตู หลิงหูเจินเจินก็ไม่มีเวลามาสนใจผู้ฝึกตนทั้งสองคนอีก นางตวัดมือจะคว้าจับผู้ดูแลหญิง แต่คิดไม่ถึงว่ากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ผู้ดูแลหญิงร่างโชกเลือดตนนั้นหลบออกไปไกลตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ มือของนางกำลูกแก้วน้อยที่เรืองแสงสีเขียวลูกหนึ่ง

แย่แล้ว! ไม้บรรทัดพุ่งหลุดจากมือของนาง แต่มันสายไปก้าวหนึ่ง ลูกแก้วน้อยถูกผู้ดูแลหญิงบีบจนแหลกละเอียด วิ๊ง! เสียงหวีดแหลมดังก้องในตำหนัก แสงสีเขียวแผ่ขยายอย่างรวดเร็วบังเกิดเป็นข่ายอาคมมนตร์ปีศาจ

ข่ายอาคมที่ลอยอยู่กลางอากาศดูคล้ายตาข่ายเหล็ก มันแผ่ซ้อนเป็นชั้นๆ อยู่ในห้องโถง หญิงสาวนางหนึ่งไม่ทันระวังไปสัมผัสถูกแสงสีเขียวนั่นเข้า ไม่ทันไรนางก็ถูกข่ายอาคมพันธนาการจนกลายเป็นรังไหมทันที หลิงหูเจินเจินสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างหวาดหวั่น

จบสิ้นแล้ว ดันมาล้มเหลวก้าวสุดท้ายเสียได้

เสียงระฆังดังสนั่นแสบแก้วหูก้องกังวานมาจากบนสุดของยอดเขา นั่นคือเสียงของยันต์สัญญาณเตือน อยู่ๆ หญิงสาวสองนางก็สร้างความยุ่งยากให้แผนการช่วยเหลืออย่างเงียบๆ ของพวกเขา ครานี้คุณชายสามต้องรู้ตัวแล้วแน่ ไม่มีหนทางช่วยคนที่เหลือแล้ว

ฉินซีขมวดคิ้วแล้วใช้วิชาวายุอสนีบาต ฝั่งโจวจิ่งอึกทึกครึกโครมยิ่งกว่า ฟังดูเหมือนได้ยินเสียงกำแพงตำหนักข้างพังครืน

“หยวนซี! ไปเจอกันตรงที่นัดกันไว้!” จู่ๆ เสียงของเขาก็ทะลวงผ่านอากาศมาจากที่ไกลๆ

ไปเจอกันตรงที่นัดกันไว้ย่อมไม่มีปัญญา ขอเพียงเขาเจอคนที่บอกทางได้น่ะนะ

ฉินซีกระแทกข่ายอาคมมนตร์ปีศาจตรงหน้าแหลกกระจุย ในที่สุดเขาก็หาหลิงหูเจินเจินผู้สวมอาภรณ์สีแดงพบ นางกำลังวิ่งหลบหลีกหนีแสงสีเขียวมากมายในข่ายอาคม ดูคล่องแคล่วว่องไวราวกับกระต่าย

นางทำให้เขาเปิดหูเปิดตาอีกหนหนึ่งแล้ว

วิชาวายุอสนีบาตกระชากข่ายอาคมรอบด้านแตกกระจายในพริบตา ฉินซีก้าวเข้าไปคว้าแขนของนางแล้วว่า “เสียมารยาทแล้ว”

แสงสว่างสีเขียวหยกของอาคมพุ่งออกไป มันซัดสาดเบื้องหน้าราวกับน้ำหลาก หลิงหูเจินเจินรู้สึกเหมือนหูของตนถูกเสียงระเบิดดังกึกก้องทำให้หูดับไปแล้ว เบื้องหน้าฝุ่นควันฟุ้งตลบ มองสิ่งใดไม่ชัดทั้งสิ้น ร่างของนางถูกเขาลากออกไปจากตำหนักข้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลงไปเหยียบลานกว้างด้านนอก

นางกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะลากนางตรงไปยังขอบลานกว้างแล้วทะยานร่างพ้นขอบผาดิ่งลงในทะเลเมฆ สายลมที่ปะทะร่างให้ความรู้สึกคล้ายมีดคมกริบที่กรีดลึกไปถึงกระดูก มันเป่าคำพูดในปากของนางปลิวหายไปหมดเกลี้ยง

นี่เป็นวิธีหนีเอาชีวิตรอดด้วยการฆ่าตัวตายหรืออย่างไรกัน!

การ่วงดิ่งจากที่สูงด้วยความเร็วให้ความรู้สึกเหมือนสายลมโหมคลั่งนับไม่ถ้วนกำลังฉุดกระชากร่างของนางอยู่ ร่างของนางพลิกหงายพลิกคว่ำสลับไปมาราวกับใบไม้ ในตอนที่สติสัมปชัญญะเริ่มลางเลือน นางรู้สึกเหมือนนางคว้าจับบางสิ่งเอาไว้ได้ นางจึงกอดมันแน่นหนึบทันที

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เสียงลมหวีดหวิวโหยหวนเริ่มนุ่มนวล สุดท้ายก็มลายหายสิ้น ไม่นานเสียงอ่อนโยนก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ จุดที่พวงแก้มของนางแนบชิดอยู่สั่นไหวเบาๆ “แม่นางหลิงหู ถึงพื้นแล้ว”

ถึงพื้นแล้วหรือ นางร่วงลงมากระแทกร่างแยกเป็นกี่ชิ้น เหตุไฉนนางจึงยังได้ยินเสียงอยู่

หลิงหูเจินเจินเผยอเปลือกตาขึ้นช้าๆ จากนั้นลองขยับร่างกายดู นางพบว่าดูเหมือนแขนขาจะยังอยู่

นางชะเง้อมองรอบด้านอย่างมึนงง ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใด บนพื้นเต็มไปด้วยเศษหินเกลื่อนกลาด ไม่ไกลมีแม่น้ำกว้างสายหนึ่ง กระแสน้ำรุนแรงจนเกิดเสียงดังซู่ซ่า ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำคือผืนป่าสีดำทะมึนกับยอดเขาสูงๆ ต่ำทอดยาวเป็นแนว

...ยังไม่ตายหรือ

นางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของฉินซีอยู่ใกล้กว่าที่นางคิด เขากำลังก้มมองนางอยู่ มือข้างหนึ่งกุมสันจมูกโด่งไว้ เขาถามเสียงงึมงำ “ปล่อยข้าได้หรือยัง”

เครื่องประดับศีรษะทองคำสูงปรี๊ดชิ้นนั้นของนาง ชิ้นหนึ่งทิ่มดั้งจมูกของเขา ส่วนอีกชิ้นหนึ่งทิ่มถูกหูของเขา เจ็บเป็นบ้า แต่เขาต้องทนมาจนถึงตอนนี้

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 9 พลิกผันสามตลบ ตอนที่ 10