ตราบรักเคียงใจ

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 6 ตอบแทนด้วยของวิเศษ ตอนที่ 7

#7บทที่ 6 ตอบแทนด้วยของวิเศษ

ตอนที่ 6 ตอบแทนด้วยของวิเศษ

ยามเฉิน[footnoteRef:1]ล่วงเลยไปสองเค่อ[footnoteRef:2] เมืองสุ่ยชิงที่ฟ้าใสมาหลายวันจู่ๆ ก็มีสายฝนเทกระหน่ำ หลิงหูเจินเจินเร่งเดินทางอย่างไม่หยุดพักมาสองวันเต็มๆ เมื่อมาถึงเมืองยังไม่ทันได้พักหายใจก็ถูกสายฝนรินรดจนเปียกชุ่มทั้งตัว [1: ยามเฉิน การบอกเวลาแบบจีนโบราณ หมายถึงช่วงเวลา 07.00-09.00 น.] [2: เค่อ การบอกเวลาแบบจีนโบราณ หมายถึงเวลา 15 นาที]

ยันต์หลบพิรุณดันมาหมดพลังเอาเวลานี้ สิ่งที่โชคร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือยันต์ใบอื่นที่นางพกติดตัวมาก็ถูกสายฝนอาบจนเปียกเละไปด้วย พวกมันใช้การไม่ได้แล้ว สภาพอากาศเช่นนี้ไม่มีทั้งยันต์หลบพิรุณและยันต์หลบเหมันต์ นางรู้สึกว่าตนเองบอบบางราวกับไข่ไก่ สายลมหนาวเสียดแทงถึงในกระดูก หนาวจนเดินแต่ละก้าวตัวสั่นระริก

ต้องรีบซื้อกระดาษเยื่อเปลือกไม้มาวาดยันต์ให้เรียบร้อย นางชะเง้อมองรอบด้านเพื่อหาร้านขายของ

ศิษย์พี่รองเคยบอกว่าร้านของพวกปีศาจผูกขาดสินค้าส่วนมากในต้าฮวงเอาไว้ หนึ่งในนั้นก็คือกระดาษเยื่อเปลือกไม้ หากอยากซื้อก็ต้องหาร้านที่มีปีศาจเป็นเถ้าแก่เท่านั้น เพราะเหตุนี้ภายในต้าฮวงจึงเกิดวัฒนธรรมประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือพวกพ่อค้าแม่ค้าปีศาจภายในตัวเมืองแต่ละตนๆ ต่างแย่งกันแสดงรูปลักษณ์ปีศาจของตนเองออกมา เพราะกลัวว่าคนที่สัญจรไปมาจะมองไม่ออกว่าตนเองเป็นปีศาจ

แต่ครานี้นางกลับตามหาท่ามกลางสายฝนอยู่เนิ่นนานนัก ร้านรวงบนถนนแทบทุกร้านต่างไม่เปิดประตู ถนนวังเวงเงียบเชียบ นานครั้งจะมีร้านเปิดอยู่สักร้าน แต่เถ้าแก่ของร้านเหล่านั้นแต่ละคนสีหน้าเศร้าซึมหม่นหมอง ไม่ใช่ร้านของพวกปีศาจสักร้าน แม้แต่ร้านเช่าพาหนะก็ยังไม่มีแม้แต่ร้านเดียว

นี่มันเรื่องอะไรกัน หลิงหูเจินเจินเพิ่งเคยมาเยือนต้าฮวงฝั่งใต้หนแรก ชั่วขณะนี้นางจึงมึนงงสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก

อาจารย์บอกว่าเมืองสุ่ยชิงเป็นเมืองที่เจริญที่สุดทางตะวันตกของต้าฮวงฝั่งใต้แล้วไม่ใช่หรือ เพราะมันอยู่ใกล้กับเขาอวิ๋นอวี่ที่ฝนตกตลอดทั้งวันจึงมีทะเลสาบและแม่น้ำไหลผ่านเมือง รวมไปถึงบ่อน้ำร้อนอันโด่งดัง มีนักเดินทางยาวเป็นสายตลอดทั้งปี

แต่นางกลับไม่เห็นเลยว่า ‘นักเดินทางยาวเป็นสาย’ นั่นอยู่ตรงไหน

หลิงหูเจินเจินเลี้ยวอ้อมต้นฉางชิงริมทาง ทันใดนั้นนางก็ได้กลิ่นน้ำแกงหอมอบอวล นางเอาแต่นั่งแทะแผ่นแป้งแห้งๆ มาครึ่งเดือนแล้ว กลิ่นนี่ช่างเย้ายวนอย่างร้ายกาจ สองเท้าของหลิงหูเจินเจินก้าวตามกลิ่นไปอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่นานนางก็เห็นร้านแห่งหนึ่งตรงมุมถนน ลูกค้าในร้านมากมายกว่าที่คิด สองสามีภรรยาเจ้าของร้านวิ่งวุ่นอุตลุด แต่เมื่อเห็นนาง พวกเขาก็ยังต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “วันฝนตกอากาศหนาวเช่นนี้ เหตุไฉนแม่นางจึงไม่พกร่มกันเล่า! รีบเข้ามากินบะหมี่น้ำร้อนๆ สักชามอบอุ่นร่างกายเร็วเข้า!”

ถ้าอย่างนั้นสักชามก็แล้วกัน ดวงตาคู่นั้นของนางเป็นประกายระยับพลางก้าวเข้าไปในร้าน แล้วถามว่า “เหตุไฉนในเมืองไม่มีร้านค้าของพวกปีศาจเปิดอยู่เลยเล่า”

สองสามีภรรยาเจ้าของร้านยุ่งจนไม่ทันตอบ มีลูกค้าด้านข้างหัวเราะแล้วตอบคำถามแทน “ไม่มีตั้งนานแล้ว แม่นางคงไม่ได้มาเยือนต้าฮวงฝั่งใต้นานแล้วสินะ พวกพ่อค้าแม่ค้าปีศาจไม่มีสำนึกรักบ้านเกิดอยู่ในสมองหรอก พอทำการค้าที่นี่ไม่ได้ ผู้อื่นก็ย้ายไปทำการค้าที่อื่น”

ทำการค้าไม่ได้หรือ หลิงหูเจินเจินไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่บะหมี่น้ำทำเสร็จพอดี ตัวบะหมี่แช่อยู่ในน้ำแกงซีอิ๋ว ด้านบนมีต้นหอมสีเขียวสดโรยหน้า กลิ่นหอมตลบอบอวล ลองชิมไปคำเล็กๆ หนึ่งคำก็สัมผัสกับรสชาติหอมอร่อย นางโยนคำถามทั้งหลายทิ้งออกไปจากสมองทันควัน

ลูกค้าภายในร้านมีจำนวนมากเกินไปจนไม่มีที่นั่ง นางจึงยกชามมายืนอยู่ใต้ชายหลังคา แล้วค่อยๆ เป่าควันร้อนที่ลอยฉุยทีละนิด เพิ่งจะคีบบะหมี่ขึ้นมาได้เพียงคำเดียว นางก็ได้ยินเสียงสัตว์ปีศาจแผดเสียงคำรามดังเหนือศีรษะ ต่อมาเสียงของศิษย์พี่รองอูเยี่ยนจวินก็ดังขึ้นอย่างร้อนรน “ฟ้าเมตตาแล้ว! เจินเจิน! ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าพบเสียที!”

วันนี้พบเรื่องไม่คาดคิดไม่น้อยเลยจริงๆ เหตุไฉนจู่ๆ ศิษย์พี่รองจึงเดินทางมาได้เล่า

หลิงหูเจินเจินโผล่ศีรษะออกไปดูก็เห็นอูเยี่ยนจวินขี่พยัคฆ์สีดำตัวหนึ่งกระโจนลงมาหน้าร้าน ไม่รู้ว่านางมีเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินอันใด ตอนลงมาที่พื้นนางจึงรีบร้อนจนเกือบจะหน้าทิ่มโคลน แต่สุดท้ายก็เดินตุปัดตุเป๋มาคว้าแขนนางดังหมับจนได้

“ข้านับวันดูคิดว่าเจ้าน่าจะลงมาจากเขาอวิ๋นอวี่แล้ว! วันสองวันนี้จึงเอาแต่ตามหาเจ้ารอบๆ มาตลอด!” อูเยี่ยนจวินพูดรัวเร็ว พลางลากนางออกไปยังมุมที่ไม่มีคนอย่างว่องไวราวกับลมหอบหนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “เป็นเช่นไรบ้าง บาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่”

บาดเจ็บน่ะไม่มีหรอก แต่โทสะน่ะมีไม่น้อย

อูเยี่ยนจวินยามรีบร้อนมักจะพูดจาน้ำไหลไฟดับ ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นเอ่ยแทรกแม้แต่น้อย ไม่ทันที่หลิงหูเจินเจินจะเอ่ยปาก นางก็พูดต่อยาวเฟื้อย “เจ้าบอกจะไปก็ไป! หลังจากออกเดินทางอาจารย์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้าฮวงฝั่งใต้น่าจะไม่มีพาหนะให้เช่า พอคิดจะตามหาเจ้าก็หาคนไม่พบแล้ว! ผลไม้นั่นเก็บไว้ไม่กี่วันก็เน่าหมด เจ้าจะเบิ่งตามองดูพวกมันเน่าอย่างนั้นหรือ เจ้าไม่ปวดใจ แต่ข้าปวดใจแทนเจ้า! แต่ข้าดูท่าทางของเจ้าแล้ว น่าจะเก็บมาไม่ได้สินะ ไม่เป็นไร คนปลอดภัยก็ดีแล้ว ไปกันเถิด พวกเรารีบกลับ ที่บ้านเกิดเรื่อง...”

หลิงหูเจินเจินฉวยจังหวะที่นางพูดติดกันโดยไม่หายใจสักเฮือก ควานหาในแขนเสื้อที่เปียกโชก สุดท้ายก็หยิบห่อกระดาษสีขาวห่อหนึ่งออกมาได้สำเร็จ ด้านในคือผลหลวนมู่ที่ยังอวบอิ่มขาวสะอาดแต่เปียกน้ำฝนนิดๆ หกผล

คำพูดที่ไหลออกมาราวกับไม่มีวันจบสิ้นของอูเยี่ยนจวินเงียบหายไปทันที

นางเบิ่งตามองผลหลวนมู่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสับสน “นั่น นั่นผลไม้ของจริงหรือ”

ยังจะมีของปลอมได้หรือไร หลิงหูเจินเจินคีบบะหมี่กินหนึ่งคำ “ท่านลองจับดูสิ”

อูเยี่ยนจวินเอื้อมมือออกมาใช้ปลายนิ้วแตะมันอย่างแผ่วเบาและระมัดระวัง เป็นของจริงจริงๆ ด้วย! ความยินดีแล่นปราดขึ้นมาทันใด นางรู้สึกราวกับตกลงไปในห้วงฝัน พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

แม้จะรู้ว่าศิษย์น้องเล็กคนนี้ว่องไวนัก นางกำราบพวกปีศาจพงไพรจนสงบเสงี่ยม แต่หุ่นยันต์ของราชันปีศาจเป็นคนละเรื่อง แม้แต่ผู้ฝึกตนก็ไม่แน่ว่าจะรับมือพวกมันได้ หลังจากนางออกเดินทางมาตามอำเภอใจ ตนเองกับอาจารย์ก็เป็นห่วงทั้งวันทั้งคืน กลัวว่านางจะเป็นอันใดไป คิดไม่ถึงสักนิดว่านางจะเก็บผลไม้มาได้สำเร็จจริงๆ

ฉับพลันดวงตาของอูเยี่ยนจวินก็น้ำตาคลอ “...ครานี้ก็มีหนทางช่วยศิษย์พี่ใหญ่แล้ว”

“ศิษย์พี่ใหญ่หรือ” ครั้งนี้ผลัดถึงตาหลิงหูเจินเจินสับสนบ้างแล้ว

อาจารย์ต่างหากที่ต้องการผลหลวนมู่มาเป็นวัตถุดิบในการวาดยันต์ปราณเทพ ช่างฝีมือเวทมักจะออกตามหาวัตถุดิบไปทั่วดินแดนต้าฮวง ยันต์ปราณเทพเป็นหนทางปกป้องตนเองที่ดีที่สุด แต่จนปัญญาที่ราชันปีศาจทังหยวนของต้าฮวงฝั่งใต้ไม่รู้เป็นบ้าอะไร เมื่อไม่กี่ปีก่อนจึงเที่ยวแปะยันต์ลงบนสิ่งของดีๆ ในอาณาเขตแล้วยึดเป็นของตนเองไปเสียหมด หนึ่งในนั้นก็มีต้นหลวนมู่ที่เขาอวิ๋นอวี่ด้วย ในสำนักมีแต่คนธรรมดา ไหนเลยจะมีวิธีการมาเก็บมัน ส่วนอาจารย์ก็ชิงชังผู้ฝึกตนมาตลอด ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่นั่งเสียดายเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้นางจึงออกเดินทางมายังเขาอวิ๋นอวี่เพื่อเก็บผลหลวนมู่แทนอาจารย์ สาเหตุอันเรียบง่ายนี้โยงไปถึงศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน

อูเยี่ยนจวินปาดน้ำตาตรงหางตาทิ้ง แล้วเก็บผลไม้ไปอย่างระมัดระวัง นางถอนหายใจแล้วเล่าว่า “เจ้ายังไม่เคยพบศิษย์พี่ใหญ่สินะ นางเป็นบุตรสาวแท้ๆ ของอาจารย์ ก่อนหน้านี้เดินทางออกไปจากสำนัก หลายวันก่อนเพิ่งถูกคนพากลับมาส่ง บอกว่าระหว่างเก็บเปลือกไม้ที่ต้าฮวงฝั่งเหนือนางถูกพ่อค้าปีศาจทำร้ายจนบาดเจ็บหนัก! เฮ้อ! น่าชังจริงๆ! ข้าคิดว่าจะมีเพียงต้าฮวงฝั่งใต้ที่โหดร้ายเสียอีก คิดไม่ถึงว่าพ่อค้าปีศาจพวกนั้นในต้าฮวงฝั่งเหนือจะเหิมเกริมเช่นนนี้!”

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ก็ปีศาจนี่นะ หาตนที่อยู่ในต้าฮวงแล้วไม่เหิมเกริมได้น้อยนัก

หลิงหูเจินเจินก้มหน้าคีบบะหมี่กินต่อ อูเยี่ยนจวินเป็นคนใจร้อน เอาแต่จะลากนางไปท่าเดียว “ดูสภาพน่าเวทนาของเจ้าสิ! ข้าก็บอกเจ้าแล้วว่าอย่าใช้ยันต์ที่วาดบนกระดาษเยื่อเปลือกไม้ธรรมดา ยันต์พวกนั้นจะทนได้นานสักเท่าใดกันเชียว เร็ว! หาโรงเตี๊ยมสักแห่งอาบน้ำร้อนสักหนก่อน พอจัดการตัวเองสะอาดแล้วก็รีบกลับบ้าน!”

หลิงหูเจินเจินสูดบะหมี่คำโตติดๆ กันหลายคำ พลางพูดตอบเสียงอู้อี้ “บะหมี่นี่ตั้งสองอีแปะ ให้ข้ากินหมดก่อน”

ดีเลวก็เป็นคนที่กำลังเตรียมตัวเป็นช่างฝีมือเวท แต่ดันมาขี้เหนียวกับเงินเพียงสองอีแปะ อูเยี่ยนจวินทั้งโมโหทั้งขบขัน “เจ้าเก็บผลหลวนมู่มาได้ ยังจะกลัวอาจารย์ไม่มอบเงินให้อีกหรือ”

หลิงหูเจินเจินส่ายหน้า พลางชี้ไปที่กำไลไม้แกะสลักบนข้อมือ นั่นคือของวิเศษแกะสลักจากไม้สำหรับใช้วิชาจักรวาลในแขนเสื้อที่อาจารย์ทำให้ด้วยมือตนเอง ศิษย์ทั้งสามคนต่างมีกันคนละวง

“ไม่คิดเงิน ผลไม้เป็นของตอบแทนกำไลวงนี้” นางกลืนบะหมี่ สีหน้าโล่งใจที่ชดใช้หนี้สำเร็จแล้ว

ตอบแทนอีกแล้ว

รู้จักกันมาครึ่งปี อูเยี่ยนจวินเริ่มคุ้นชินกับกฎประหลาดของนางแล้ว

ผลหลวนมู่ใช้ช่วยชีวิตศิษย์พี่ใหญ่ได้ ของวิเศษชิ้นหนึ่งต่อให้ล้ำค่าอีกเท่าใดจะเทียบกับชีวิตของศิษย์พี่ใหญ่ได้หรือ แต่ศิษย์น้องเล็กไม่สนใจเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง หากนางรู้สึกว่าเท่ากัน ผู้ใดพูดอันใดก็ไร้ประโยชน์

ช่างเถิด ตอบแทนก็ตอบแทนสิ นางตอบแทนแล้วจะให้ตีนางหรืออย่างไร

อูเยี่ยนจวินพิจดูหลิงหูเจินเจิน นางเปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อและกระโปรงเนื้อนุ่มแนบติดกาย เผยทรวดทรงอรชรเย้ายวนใจดูไม่เหมือนมีพละกำลังแม้แต่น้อย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่านางเอาพละกำลังที่ใดมาใช้ทุบตีพวกปีศาจพงไพรพวกนั้นจนร้องโหยหวน

นางอดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “เจ้าเอาผลไม้มาได้อย่างไรกัน หุ่นยันต์ของราชันปีศาจไม่เล่นงานเจ้าหรือ”

เรื่องนี้หากจะให้เล่าก็คงยาวมาก แล้วก็น่าโมโหมาก นางไม่อยากพูดถึงมัน

หลิงหูเจินเจินเป่าไอร้อนของน้ำแกงอย่างฉุนเฉียว อูเยี่ยนจวินเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ทราบแล้วว่าต้องประสบเรื่องขัดใจมาแน่ นางจึงตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาปล่อยให้นางเลี่ยงเรื่องนั้นไป “เดินทางกลับไปหนนี้พวกเราจะรักษาศิษย์พี่ใหญ่ให้หายดีก่อน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากออกไปท่องโลกภายนอก รอศิษย์พี่ใหญ่หายดีแล้ว ข้าจะพาเจ้าเดินทางท่องเที่ยว เที่ยวเล่นสักปีก็ไม่เป็นปัญหา”

แต่เดิมคิดว่าศิษย์น้องเล็กจะต้องตกลงอย่างชอบอกชอบใจแน่นอน ใครจะไปคิดว่านางกลับนิ่ง “แต่ข้าต้องเป็นศิษย์ปิดสำนักสิบปีให้เสร็จก่อน”

นี่นางถือว่าเรื่องลูกศิษย์ปิดสำนักสิบปีนั่นเป็นข้อตกลงจริงๆ จังๆ สินะ...

อูเยี่ยนจวินเกาศีรษะแล้วนึกถึงเมื่อครึ่งปีก่อน ยามนั้นศิษย์น้องเล็กจัดการปีศาจต้นซังเสร็จก็ตั้งใจจะเดินทางจากไป ปรากฏว่าอาจารย์ร้องไห้ตะโกนโวยวายจะให้นางกราบเป็นศิษย์ให้ได้ สุดท้ายถึงขนาดยอมลงทุนเอาเงินเข้าล่ออย่างไม่เสียดาย ทุ่มเงินห้ารอยตำลึงซื้อตัวนางให้มาเป็นศิษย์ปิดสำนักเป็นเวลาสิบปี ศิษย์น้องเล็กไม่รู้จักโลกสักเท่าใดจึงถูกเงินเพียงเงินห้าร้อยตำลึงทุบหัวจนตาลายเปลี่ยนความตั้งใจ กราบเข้าเป็นศิษย์ในสำนักอย่างไม่ลังเล

คนหนึ่งก็กล้าซื้อ คนหนึ่งก็กล้าขาย ใช้เงินซื้อตัวลูกศิษย์ปิดสำนัก นี่คงนับว่าเป็นตำนานเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งได้เลยทีเดียว

จากนั้นก็ได้ยินนางพูดต่อว่า “แล้วอาจารย์ก็บอกว่ากลับจากเขาอวิ๋นอวี่หนนี้ นางจะสอนข้าทำงานแกะสลักไม้”

อูเยี่ยนจวินดีใจแต่ก็แปลกใจอยู่นิดๆ “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ชอบเป็นช่างฝีมือเวทเสียอีก ไหนว่ามันฟุ่มเฟือยไร้ประโยชน์อย่างไรเล่า”

หลังกราบเข้าเป็นศิษย์ในสำนัก ศิษย์น้องเล็กก็ตั้งใจทำหน้าที่เป็นอย่างดี วันนั้นนางเฝ้าดูอาจารย์ปักคาถาลงบนอาภรณ์ตลอดทั้งคืน อาภรณ์ชุดนั้นเป็นของตระกูลหนึ่งในต้าฮวงฝั่งตะวันออก พวกเขาต้องการให้มันเปลี่ยนกลิ่นหอมทุกหนึ่งชั่วยาม พอถึงตอนเช้าคาถาเรียกสุคนธ์ก็ปักเสร็จเรียบร้อย เมื่อสะบัดอาภรณ์ กลิ่นหอมมอมเมาผู้คนก็ฟุ้งปะทะใบหน้า อาจารย์ถามนางว่าน่าสนใจใช่หรือไม่ แต่นางกลับตอบมาเพียงประโยคเดียว ‘ฟุ่มเฟือยไร้ประโยชน์’ อาจารย์โมโหจนเอาแต่กลอกตาใส่นางไปหนึ่งวันเต็มๆ

ทว่านางมีพรสวรรค์ที่หาได้ยากจริงๆ ให้วาดยันต์ก็วาดได้ตั้งแต่เส้นแรกยันเส้นสุดท้าย ไม่เคยต้องหยุดชะงักกลางคันสักหน สุดท้ายอาจารย์กลับเป็นฝ่ายต้องยอมแก้นิสัยหน้าบูดปากร้ายของตนเอง กลายเป็นคนยิ้มแย้มอ่อนโยนตลอดวัน

หลิงหูเจินเจินตอบอย่างจริงจังอย่างยิ่ง “ยันต์กับของวิเศษมีประโยชน์”

โดยเฉพาะที่เขาอวิ๋นอวี่หนนี้ ยันต์วาโยเทพกับปีกผ้าน้ำมันเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่ช่วยนางออกจากวิกฤติ ไม่เช่นนั้นนางคงถูกผู้ฝึกตนขี้โกงนั่นเล่นงานจนไม่รอดกลับมาแล้ว

อูเยี่ยนจวินคลี่ยิ้ม “ของที่เกี่ยวข้องกับวิชาอาคมของสำนักเซียนย่อมมีประโยชน์แน่นอนอยู่แล้ว แต่มีประโยชน์อีกเท่าใดก็สู้ผู้ฝึกตนที่แท้จริงไม่ได้ รอเจ้าเรียนจบจากสำนักกลายเป็นช่างฝีมือเวทแล้ว สิ่งที่ได้ทำมากที่สุดก็คือของเล่นฟุ่มเฟือยที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นนั่นแหละ”

หลิงหูเจินเจินกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงดังโหวกเหวกมาจากทางถนน เปรี้ยง! เสียงดังสนั่นดังเลือนลั่นมาจากท้องนภา แผ่นดินสั่นสะเทือนจนผู้คนตกใจกันหมด

เสียงดังสนั่นประหนึ่งอสนีบาตฟาดเปรี้ยงดังติดกันอยู่สามหน จากนั้นบนท้องฟ้าก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นต่อ เสียงนั้นวิ่งตรงดิ่งเข้ามาในหู มันคืออาคมประกาศคำสั่งของราชันปีศาจ “เมื่อไม่กี่วันก่อนมีผู้ฝึกตนก่อเรื่องภายในอาณาเขต เขาเจตนาเลวทราม เข่นฆ่าปีศาจบริสุทธิ์! นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกโรงเตี๊ยมและร้านอาหาร รวมไปถึงบ้านของประชาชนทุกคนไม่อนุญาตให้ต้อนรับผู้ฝึกตนทุกกรณี! หากมีผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง โทษคือประหารเผาทั้งเป็น!”

เสียงนั่นป่าวประกาศเช่นนี้ซ้ำหลายหน ก่อนที่ผู้คนในเมืองจะรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันอย่างกะทันหัน เสียงถกเถียงอื้ออึงดังไปทั่วภายในพริบตา

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 6 ตอบแทนด้วยของวิเศษ ตอนที่ 7