ตราบรักเคียงใจ

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 3 ดูท่าจะถูกรีดไถเสียแล้ว ตอนที่ 4

#4บทที่ 3 ดูท่าจะถูกรีดไถเสียแล้ว

ตอนที่ 3 ดูท่าจะถูกรีดไถเสียแล้ว

โจวจิ่งหน้าเหม็นบูดอย่างยิ่ง เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน “เอาเงินมาซิ!”

ฟังเท่านี้ฉินซีก็เข้าใจทันที เขาหยิบถุงเงินออกมาแต่แล้วก็ชะงัก...ดูจากน้ำหนักกับสัมผัสบนมือ ด้านในน่าจะมีทองอยู่เพียงสองแท่ง ทองสองแท่งนี้เขาคว้ามาส่งๆ ก่อนเดินทางมาต้าฮวง ยังไม่ทันได้แลกเป็นเงิน

เห็นนางจ้องถุงเงินตาไม่กะพริบ เขาก็คลี่ยิ้มบางๆ ถามว่า “ขอถามแม่นาง เงินค่าสิ่งใดแล้วเป็นเงินเท่าใด”

“เงินค่าช่วยศิษย์พี่ของเจ้า สิบอีแปะ ค่านำทางให้เจ้า ห้าอีแปะ ค่าตอบคำถามของพวกเจ้าสองคนคนละห้าอีแปะ ส่วนศิษย์พี่ของเจ้าพักรักษาตัวอยู่ที่นี่มาสามวัน ทุกวันข้าเป็นคนขนน้ำมาให้วันละสองรอบ รอบละห้าอีแปะ ทั้งหมดเท่ากับห้าสิบห้าอีแปะ”

นี่นางคิดค่าหมูหมากาไก่อะไรกัน

ฉินซีกวาดสายตามองรอบหนึ่ง ในบ้านนอกจากโจวจิ่ง ผู้ฝึกตนหญิงสามคนฝั่งตรงข้ามก็บาดเจ็บไม่เบา เขาเหมือนจะเข้าใจบางอย่างแล้ว จึงถามพวกนางว่า “ศิษย์พี่ทั้งหลายบาดเจ็บได้อย่างไร”

ผู้ฝึกตนหญิงเหล่านั้นอับอายพอสมควร “พวกข้า...ฝึกตนมาไม่มากพอจึงหลงกลปีศาจเถาวัลย์ ถูกเขาลอบโจมตี...”

ฉินซีหันกลับไปมองหลิงหูเจินเจิน นางมีสีหน้าเบิกบานใจอย่างไม่ถูกกาลเทศะเท่าใดนัก “พวกนางก็เหมือนพวกเจ้า เป็นผู้ฝึกตนที่เดินทางมาจากจงถู่ พอบาดเจ็บไม่มีที่ไป ข้าจึงช่วยพวกนางเอาไว้”

ก่อนหน้านี้ตอนนางเรียกเก็บเงินจากโจวจิ่ง อยู่ดีๆ เขาก็โมโห ถามไปถามมาเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะมีคนมาสมทบ ถึงเวลานั้นค่อยจ่ายเงินให้ ไม่ชักดาบเด็ดขาด นางรอจนมาถึงวันนี้ ในที่สุดก็รอจนคนมาเสียที

หลิงหูเจินเจินดวงตาเป็นประกายวาววับ “เหลือแต่พวกเจ้าที่ยังไม่จ่ายเงิน”

นี่สินะที่คนเขากล่าวกันว่าโลกกว้างใหญ่เรื่องประหลาดเช่นไรก็มี นางยังจะมีหน้ามาเรียกร้องเอาเงินอีก แถมยังหน้าหนาพูดออกมาได้ว่าช่วยคนไว้ คนต้าฮวงผู้นี้อายุยังน้อยแท้ๆ แต่ช่างไร้มโนธรรม

ฉินซีเปิดถุงเงินให้ดูอย่างตรงไปตรงมา “ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้พกเงินอีแปะติดตัวมา”

ไม่มีเงินอีกแล้วหรือ หลิงหูเจินเจินผิดหวังมาก “ถ้าเช่นนั้นสำนักบะหมี่ราชันของพวกเจ้ายังจะมีคนมาอีกหรือไม่ เขาจะพกเงินมาหรือไม่”

“บรรพตราชัน!” โจวจิ่งเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแก้คำเรียกที่เรียกผิดอย่างไร้เหตุผลของนาง ผู้หญิงคนนี้น่ารำคาญเป็นบ้า ไม่รู้ว่านางจงใจหรือเพราะเหตุใดกันแน่ แต่เขาอกจะแตกตายเพราะนางอยู่แล้ว

ฉินซีเห็นท่าทางนางจะเอาเงินให้ได้ จึงคิดว่าสมควรแสดงความใจกว้างของบรรพตราชันให้เห็น “รอเก็บผลไม้เรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปแลกเงินที่เมืองใกล้ๆ แล้วค่อยนำมาให้แม่นางหลิงหู เป็นเช่นไร”

เช่นนั้นต้องเสียเวลาอีกกี่วัน นางรอได้ แต่ผลหลวนมู่ที่เน่าง่ายรอไม่ได้หรอกนะ

นางขบคิดอย่างตั้งใจ แล้วเอ่ยว่า “เมืองที่มีร้านแลกเงินต้องเดินทางไปทางตะวันออกสามวัน เสียเวลาเดินทางของข้าหลายวันนัก ถ้าเช่นนั้นหนึ่งวันหนึ่งร้อยตำลึงเงิน”

...ช่วยคนสิบอีแปะ นำทาง ถามคำถามคิดห้าอีแปะ แต่พอเห็นทองแท่ง ราคากลับพุ่งกระฉูดไปหนึ่งวันหนึ่งร้อยตำลึง นี่มันแม่ค้าหน้าเลือดขึ้นราคาส่งเดชตามใจชัดๆ

ฉินซีจ้องนาง “หากข้าบอกว่าจะไม่จ่ายเล่า”

หลิงหูเจินเจินตอบอย่างไม่หยุดคิด “พวกเจ้าถามทางแล้ว ถามเรื่องต้นหลวนมู่กับหุ่นยันต์แล้ว ดื่มน้ำที่ข้าขนมาแล้ว ก่อนหน้านี้ข้ายังแบกเขามาถึงที่นี่ ไม่จ่ายเงินไม่ได้ ไม่เช่นนั้นทุกสิ่งนี้ก็ต้องคืนข้ามา”

พูดจาเหลวไหล ของพวกนั้นจะคืนได้อย่างไร

เขาเข้าใจแล้ว นางกับปีศาจเถาวัลย์เป็นพวกเดียวกันจริงๆ นางจงใจทำท่าทีไร้พิษภัยหลอกลวงผู้ฝึกตนที่ไม่รู้ รอหุ่นยันต์ทำร้ายคนจนเจ็บหนัก นางก็แสร้งเป็นคนดีเข้ามาช่วยเหลือ ตอนแรกดูเหมือนจะเรียกเงินค่าตอบแทนเพียงไม่กี่อีแปะ แต่ความจริงในใจซ่อนแผนการร้าย รอจนถึงวันที่ผลไม้สุกนางคงโก่งราคาเรียกร้องค่าตอบแทนมหาศาล ไม่ว่าอย่างไรผู้ฝึกตนทั้งหลายก็บาดเจ็บไปแล้วย่อมไม่มีหนทางทำอันใดกับนางได้

คนต้าฮวงช่างไร้ยางอาย มารีดไถเงินกันซึ่งๆ หน้า ทั้งเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงก็ย่ำแย่นัก ก่อนนี้เห็นนางเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจึงไม่อยากถือสาหาความกับนาง แต่นางกลับจะขึ้นมาเหยียบหน้าของพวกเขา

ฉินซีเอ่ยเสียงราบเรียบ “แม่นางหลิงหูเดินทางมาเขาอวิ๋นอวี่เพื่อเก็บผลหลวนมู่ใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว”

“ถ้าเช่นนั้นก็บังเอิญนัก หนนี้พวกข้าเดินทางมาที่นี่เพื่อผลไม้เช่นกัน แล้วพวกข้าก็ต้องการทั้งหมด”

ทั้งหมดเลยหรือ หลิงหูเจินเจินคิดว่านั่นประหลาดมาก “แต่ผลไม้เน่าเร็วมากเลยนะ”

อาจารย์เคยบอกว่าหลังจากผลหลวนมู่สุก มันจะมีผลหลายร้อยลูก ห้อยโตงเตงอยู่เป็นพวงใหญ่ หลังจากเด็ดลงมาเก็บได้อย่างมากที่สุดห้าหกวันก็เน่า เพื่อไม่ให้เสียของ คนที่มาเก็บผลไม้ปกติแล้วจะเก็บไปเพียงไม่กี่ผล ไม่เคยมีผู้ใดฮุบไปผู้เดียวมาก่อน

ฉินซีก้มลงมารักษาอาการบาดเจ็บให้โจวจิ่งต่อ จู่ๆ น้ำเสียงของเขาก็กระแทกแดกดัน “เจ้าพูดถูกแล้ว ข้าจะทุบพวกมันให้เละบี้พวกมันให้แหลก แต่จะไม่ยอมเหลือให้เจ้าแม้แต่ครึ่งลูก แม่นางเจ้ารีบไปเสียเถิด อยู่ต่อก็เสียเวลาเปล่า”

หลิงหูเจินเจินรู้สึกราวกับอสนีบาตห้าสายฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อม นี่มันคนสารเลวไร้มโนธรรมขาดจิตสำนึกพรรค์ไหนกัน! คำที่เขาพูดยังเป็นคำพูดคนอยู่หรือ เขาจงใจเช่นนั้นหรือ เขาจงใจกลั่นแกล้งนางใช่หรือไม่! แต่เหตุใดเล่า!

“เจ้าจะบอกว่า เจ้าไม่เพียงคิดจะเบี้ยวหนี้อย่างไร้ยางอาย แต่ยังคิดจะยึดผลหลวนมู่เอาไว้คนเดียวอย่างไร้ยางอายด้วยหรือ” นางแทบจะแปะคำว่า ‘ไร้ยางอาย’ สองคำนี้ใส่หน้าผากเขาอยู่แล้ว

แต่เขากลับหัวเราะ “คำว่าไร้ยางอายคำนี้ข้ามิกล้ารับ ขอคืนให้แม่นางก็แล้วกัน”

สะใจยิ่ง!

โจวจิ่งร้องชมในใจ เรื่องพ่นวาจาร้ายกาจตอกหน้าคนนี่ต้องยกให้หยวนซีจริงๆ ศิษย์น้องเก้าคนนี้ดูเหมือนเป็นคนโอนอ่อนผ่อนปรน แต่ความจริงทะนงตัวเป็นที่สุด ใครก็อย่าคิดจะมาเอาเปรียบเขา

โทสะที่อัดแน่นในอกมาสามวันเต็มในที่สุดก็ได้ระบายออกไปเสียที เขาเริ่มสาดน้ำมันใส่กองไฟอย่างเบิกบานใจ “อะไรกัน ยังไม่ไปอีก ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไร”

มี นางอยากทุบพวกเขาสักป้าบ

แต่อาจารย์กำชับไว้ว่านอกสำนักมีมนุษย์กับปีศาจที่ฝีมือเก่งกาจมากมายดุจขนวัว ในหมู่คนเหล่านั้นมีพวกสารเลวไร้ยางอายที่ไม่มีเหตุผลอยู่มากมายนัก อย่างเช่นจอมขี้โกงสองคนนี้เป็นถึงผู้ฝึกตน แล้วเจ้าคนแซ่ฉินคนนั้นก็ฝีมือร้ายกาจเอาการ ดีไม่ดีลงมือไปนางกลับจะเป็นฝ่ายถูกเขาระเบิดกระจุยเป็นชิ้นๆ

นางจะลงไม้ลงมือตามใจเหมือนยามอยู่ในสำนักไม่ได้ มิเช่นนั้นคนที่เสียท่าจะเป็นตัวนางเอง

หลิงหูเจินเจินสูดหายใจเข้าลึกยาว สะกดกลั้นโทสะเอาไว้อย่างสุดความสามารถ นางชี้หน้าฉินซี แล้วหมุนตัวเดินจากไป

โจวจิ่งเห็นนางวิ่งไปไกลแล้วก็ถามว่า “เจ้าจะเอาผลหลวนมู่ทั้งหมดไปจริงหรือ”

เจ้าสิ่งนั้นทั้งหนักทั้งเน่าง่าย นอกจากเกะกะแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก

ฉินซีตอบเสียงราบเรียบ “เรื่องนั้นก็ต้องดูว่านางไปหรือไม่”

“ข้าล่ะแปลกใจนัก นางหน้าตาเหมือนคุณหนูตระกูลร่ำรวยสักตระกูล ผิวบางเนื้อตัวนุ่มนิ่ม แต่กลับวิ่งมาที่เขาอวิ๋นอวี่เพียงลำพัง ประหลาดยิ่ง”

จะเป็นคุณหนูชนชั้นสูงได้เช่นไร แม้แต่นามแรกกับนามรองนางยังแยกไม่ออก แต่เขาสังเกตมือของนางแล้ว บนนั้นไม่มีรอยหนังด้านแม้แต่น้อย ไม่ใช่มือของผู้ฝึกตนอย่างแน่นอน โจวจิ่งจะคิดว่านางเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยก็ไม่แปลก

ประหลาดแท้ เดาตัวตนของนางไม่ออกจริงๆ แต่ในเมื่อคนไปแล้ว เขาก็คร้านจะขบคิดเรื่องนี้ต่อจึงพูดเพียงว่า “เจ้ากับข้าต่างไม่คุ้นเคยกับผู้คนและขนบธรรมเนียมในต้าฮวง แม้แต่ต้นหลวนมู่ต้นหนึ่งยังมีราชันปีศาจมาแปะยันต์ไว้ จะมีแม่นางประหลาดๆ สักคนก็คงไม่นับว่าแปลกสักเท่าใดหรอก”

“ราชันปีศาจชังหยวนตนนั้นน่ะหรือ” โจวจิ่งหัวเราะหยัน “สองสามปีที่ผ่านมาเขาดูเหมือนจะจงเกลียดจงชังผู้ฝึกตนจากจงถู่มากขึ้นทุกที ดีไม่ดีเขาอาจตั้งใจสร้างความขัดแย้งอะไรกับจงถู่อยู่ก็เป็นได้”

“แค่ราชันปีศาจตนเดียว ไม่ใช่สี่จักรพรรดิแห่งต้าฮวงสักหน่อย เอาล่ะใช้ได้แล้ว เจ้าต้องนอนพักอีกสองสามชั่วยามจึงจะหายสนิทดี”

รักษาอาการบาดเจ็บเสร็จ ฉินซีก็หยิบอาภรณ์สีขาวที่สกปรกจนดูไม่ได้ด้านข้างไปวางไว้บนตัวโจวจิ่ง “เหตุใดจู่ๆ ก็แวะมาเขาอวิ๋นอวี่เล่า”

เพิ่งเดินทางมาถึงต้าฮวงจู่ๆ โจวจิ่งก็วิ่งหายไปโดยไม่บอกอะไรทั้งสิ้น หากไม่ใช่ว่าได้รับสารจากคนสำนักทะเลสาบลมวสันต์ เขาก็เกือบจะกลับไปตามหาคนที่จงถู่แล้ว

พูดถึงเรื่องนี้ โจวจิ่งก็กระตือรือร้นขึ้นมาเล็กน้อย สีหน้าของเขาเหมือนแปะป้ายบอกว่า ‘ข้ามีเรื่องจะนินทา’ เขาเล่าเสียงเบา “ข้าสงสัยว่าศิษย์พี่สามมีคนในใจแล้ว พอนางได้ยินว่าพวกเราจะเดินทางมาต้าฮวงก็เรียกข้าไปไหว้วาน ขอให้ข้าเก็บผลหลวนมู่ตากแห้งสองผลไปให้นาง แล้วกำชับข้าว่าอย่าบอกผู้อื่น”

ผลหลวนมู่ที่ตากแห้งแล้วจะกลายเป็นสีขาวมันวาวทั้งผลคล้ายทำจากหยก แต่กลับมีกลิ่นหอมรวยริน นำมาทำเครื่องประดับได้ ศิษย์พี่สามต้องการสองผลในคราเดียวแล้วยังทำตัวลับๆ ล่อๆ ถึงเพียงนี้ อีกผลหนึ่งต้องตั้งใจมอบให้ผู้อื่นแน่

“เจ้าเดาออกหรือไม่ว่าเป็นผู้ใด” โจวจิ่งปล่อยจินตนาการของตนเองให้โลดแล่น ศิษย์พี่สามเป็นคนแข็งกร้าวดุดัน บุรุษที่ทำให้หัวใจนางหวั่นไหวได้จะต้องเป็นยอดวีรบุรุษในหมู่วีรบุรุษอย่างแน่นอน “ข้าดูแล้วในบรรพตที่หนึ่งของพวกเราไม่มีใครที่นางน่าจะต้องใจนะ สงสัยนางคงไปชอบศิษย์พี่สักคนของบรรพตที่สองแน่”

“นางอาจมอบให้ศิษย์พี่ใหญ่กระมัง” ฉินซีไร้สัญชาตญาณในด้านนี้อย่างสิ้นเชิง

โจวจิ่งเหล่ตามองอีกฝ่ายอย่างดูแคลน เขาโง่แล้วที่ดันมาคุยเรื่องนี้กับศิษย์น้องเล็กคนนี้ พอเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ทีไร เจ้าหมอนี่มันคนซื่อบื้อชัดๆ

เขากระชากเสื้อสีขาวตัวนั้นมาห่มคลุมไหล่แล้วหลับตา “ข้าจะนอนแล้ว เจ้าจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ไป”

...

พลบค่ำแสงอัสดงยังไม่ทันได้สาดแสงสักเศษเสี้ยว เมฆสีดำทะมึนก็เริ่มรวมตัวกันเหนือยอดเขา ดูท่าฝนคงใกล้ตกแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใสยามกลางวันประหนึ่งภาพลวงตาสั้นๆ

โจวจิ่งยังหลับอยู่ ผู้ฝึกตนหญิงทั้งสามนางในบ้านก็ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนักเช่นกัน ฉินซีจึงตัดสินใจเดินออกไปสูดอากาศด้านนอก

ต้นไม้แห้งกรอบที่ถูกเผาดำเป็นตอตะโกบนพื้นดินไหม้เกรียมดูเหมือนไม้หลักสีดำขนาดมหึมาต้นแล้วต้นเล่า ผืนป่าที่ทอดตัวกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ไกลๆ ดูราวกับสัตว์ปีศาจที่หมอบซุ่มอยู่ ในหุบเขามีก้อนหินยักษ์กับต้นไม้สลับปะปนกันอย่างไร้ระเบียบ ทุกสิ่งแลดูยุ่งเหยิงและหาความประณีตไม่พบ

แม้จะเพิ่งมาเยือนหนแรก แต่ต้าฮวงช่างเป็นสถานที่ซึ่งชวนให้คนเกลียดชังเสียจริง ไม่ว่าจะผืนฟ้าหรือผืนดิน ภูเขาหรือสายน้ำ คนหรือปีศาจ ไม่มีสิ่งใดน่ารักแม้แต่อย่างเดียว

ทว่าเพื่อตามหาคนที่สำคัญยิ่งคนหนึ่งและเพื่อทวงคืนสิ่งที่สำคัญยิ่งสิ่งหนึ่ง เขาจึงจำเป็นต้องมา

ฉินซีล้วงแท่งไม้ฝังทองแผ่นบางออกมา บนนั้นมีอักษรสลักอยู่หนึ่งแถว เขียนเอาไว้ว่า ‘สองแดนรกร้างทักษิณประจิม สุสานหุบผา จรดเมฆาสงบ จิตตธิดาไร้ทายาท’

คำพยากรณ์ที่ได้รับมาจากชั้นบนสุดของตำหนักเชียนฉงมีเพียงถ้อยคำสั้นๆ หนึ่งบรรทัด แต่ครอบคลุมทุกสิ่งที่เขาต้องการตามหา

ทว่าถ้อยคำที่ดูคล้ายคำทำนายแต่ก็ไม่เหมือนคำทำนาย ดูคล้ายบทกวีแต่ก็ไม่เหมือนบทกวีนี่ทำให้เขาจับต้นชนปลายไม่ถูก ท่อนแรกไม่กี่คำนั่นเขาพอเข้าใจ ดังนั้นเขาจึงเดินทางมาถึงต้าฮวง แต่สุสานหุบผานั่นหมายถึงสิ่งใด แล้วจิตตธิดาไร้ทายาทคืออะไรกัน

น่ารำคาญนัก คำพยากรณ์มักจะชวนสับสนอยู่เสมอ เหมือนจะเป็นสิ่งนั้นแต่ก็ไม่ใช่ ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขาถามสักนิด

สายลมส่งเสียงดังขึ้น วาโยพัดพาไอน้ำพร่ามัวในป่าจากไป อาจเพราะฝนใกล้ตกแล้ว ผืนดินไหม้เกรียมจึงส่งกลิ่นไม่น่าดมโชยออกมา ฉินซีถูกกลิ่นนั่นรมจนแสบตา เขาจึงตัดสินใจเดินอ้อมบ้านศิลาออกไปไกลสักหน่อย ทันใดนั้นเขาก็เห็นผ้าผืนหนาผืนหนึ่งแขวนอยู่ระหว่างต้นไม้ที่แห้งตายสองต้น สภาพคล้ายกับเปลญวน

แขวนเปลญวนในสถานที่พรรค์นี้น่ะนะ

เขาเปิดขอบผ้าผืนหนาที่ยืดหยุ่นผืนนั้นอย่างแผ่วเบา ด้านในมีเสื้อตัวเก่าที่ถูกขยุมเป็นก้อนกลมๆ หนึ่งตัว บนนั้นมีเส้นผมยาวสลวยพันอยู่หลายเส้น แล้วก็มีผ้าคาดผมผ้าไหมสีเขียวโยนอยู่ด้านข้างอีกเส้นหนึ่ง

เขารู้แล้ว นี่จะต้องเป็นเปลญวนของหลิงหูเจินเจินแน่ มีบ้านศิลาไม่นอนดันมานอนด้านนอก กลิ่นดินไหม้เกรียมนี่ คนปกติที่ไหนเขาทนไหวกันบ้าง

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นใกล้ๆ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย...นางยังไม่ไปอีกหรือ จะกลับมาวิงวอนขออภัยหรือไร

“นั่นเตียงของข้า” เสียงนุ่มละมุนแฝงโทสะดังขึ้นด้านหลัง

ฉินซีหันกายกลับไปอย่างเชื่องช้า แล้วจึงเห็นหลิงหูเจินเจินหิ้วไหน้ำกระเบื้องสองใบอยู่ในมือ สีหน้านางไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ดูไม่เหมือนมาวิงวอนขออภัยสักนิด แววตานี้ของนางหมายความว่าอย่างไรกัน

“ปล่อยมือจากเตียงข้าซะ” นางข่มความโกรธอย่างสุดความสามารถ

ปล่อยก็ปล่อยสิ ฉินซีคลายปลายนิ้วแล้วหมุนตัวตั้งใจจะเดินจากไป คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะกระโดดผลุงเร็วดุจกระต่าย เพียงพริบตาเดียวถอยออกไปห่างหนึ่งจั้งกว่า

“เจ้าจะทำอันใด”

หลิงหูเจินเจินยืนอยู่ไกลๆ ท่าทางระวังระไว แต่แววตากลับเหมือนอยากสับร่างเขาเป็นแปดส่วน

นางดูเหมือนจะกลัวเขา เฉกช่นคนที่มีชนักติดหลังมักเป็นกัน แต่นางก็ยังรนหาที่ตายไม่เลิกรา หลอกต้มตุ๋นรีดไถผู้คนแล้วกลับยังทำหน้าเหมือนตนไม่ผิด ทำราวกับว่าผู้อื่นผิดต่อนางเสียอย่างนั้น

แผ่นดินต้าฮวงแห่งนี้ ไม่ได้มีแต่ปีศาจที่ชอบหาเรื่องตาย มนุษย์ก็ดูจะชอบเหมือนกัน

ฉินซีเอาความชิงชังที่มีต่อต้าฮวงทั้งหมดมาสุมไว้บนตัวนาง “เจ้ายังอยู่ที่นี่อีก อยากเห็นผลหลวนมู่ถูกบีบเละจนหมดนักใช่หรือไม่”

โทสะที่หลิงหูเจินเจินกดลงไปอย่างยากลำบากปะทุพรวดขึ้นมาที่ศีรษะอีกหน “สำนักบะหมี่ราชันของพวกเจ้าทำผู้ฝึกตนจงถู่ขายหน้าหมดสิ้นแล้ว!”

บะหมี่ราชันขายหน้าแล้วเกี่ยวอันใดกับบรรพตราชันเล่า

ฉินซีโต้เสียงเรียบเฉย “คนต้าฮวงก็ถูกเจ้าทำขายหน้าหมดสิ้นแล้วเช่นกัน”

หลิงหูเจินเจินลองสืบเท้าไปข้างหน้าสองก้าว แต่พอเห็นปลายเท้าของเขาขยับ จะลงมือแล้วหรือ! นางก็ถอยหลังกลับไปทันที

คนขี้โกงคนนี้ดันเป็นผู้ฝึกตน นางสู้เขาได้เสียที่ไหนเล่า

ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 3 ดูท่าจะถูกรีดไถเสียแล้ว ตอนที่ 4