ตราบรักเคียงใจ: บทที่ 10 หนี้ค่าช่วยชีวิต ตอนที่ 11

#11บทที่ 10 หนี้ค่าช่วยชีวิต

ตอนที่ 10 หนี้ค่าช่วยชีวิต

หลิงหูเจินเจินดึงแขนของตนเองที่คล้องอยู่รอบคอเขากลับมาแล้วถอยออกมาสองสามก้าว นางรู้สึกเชื่องช้าราวกับว่าตนเองอยู่ในความฝัน “พวกเจ้า...สำนักบะหมี่ราชัน...เหตุใด เหตุใดจึง...”

ยังจะสำนักบะหมี่ราชันอีก นางต้องจงใจแน่

“พวกข้ามาช่วยศิษย์พี่จากทะเลสาบลมวสันต์”

พวกเขาใช้อาคมกำบังตาปลอมตัวเป็นนางปีศาจ แต่เดิมมันควรเป็นแผนการที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ แต่คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแผนกลับพังเละไม่เป็นท่า เกรงว่าหลังจากนี้คงจะอยู่ที่ต้าฮวงฝั่งใต้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ฉินซีหันหลังกลับแล้วสาวเท้าเร็วไวไปตามริมฝั่ง พอเห็นนางไม่ขยับจึงบอกว่า “ตามมาเร็ว เดี๋ยวคงมีทหารไล่ตามมา”

หลิงหูเจินเจินมองทิศทางที่เขาเดินไป แล้วถามอย่างประหลาดใจว่า “นั่นเจ้าจะไปที่ใด”

“ต้าฮวงฝั่งตะวันตก”

...ฝั่งนั้นมันไปทางทิศใต้ต่างหาก เจ้าหมอนี่แยกแยะทิศไม่ได้หรือว่าตั้งใจเดินกลับไปทางเดิม

หลิงหูเจินเจินหันไปอีกทางแล้วออกวิ่ง “ฝั่งนี้ต่างหากทิศตะวันตก”

เขาบอกว่ามีทหารไล่ตามมา ถ้าเช่นนั้นก็ต้องเร็วหน่อย นางยกชายกระโปรงยาวเฟื้อยขึ้นแล้วออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว ฉินซีเหินมาด้านหลังอย่างรวดเร็วแล้วคอยตามอยู่ไม่ชิดไม่ห่าง

ในเมื่อกำลังหนีเอาชีวิตรอด นางย่อมไม่มีเวลามานั่งรังเกียจยามมีคนตามอยู่ด้านหลังแล้ว นางวิ่งเต็มฝีเท้าตลอดทาง การวิ่งกลางป่าบนภูเขาครึ่งค่อนคืนผลาญเรี่ยวแรงจนพละกำลังเริ่มไม่พอใช้ อาภรณ์บนร่างก็รุ่มร่ามเหลือเกิน ขวางมือขวางเท้ายิ่งนัก เครื่องประดับทองคำชิ้นนั้นบนศีรษะก็หนักอึ้งมากขึ้นทุกที นางเจ็บหนังศีรษะไปหมดแล้ว ส่วนลำคอยิ่งเจ็บมากกว่า ต่างหูทองคำหนักอึ้งนั่นเหมือนจะลากติ่งหูนางยานไปถึงหัวไหล่

ทรมานนัก นางหอบแฮ่กยกมือขึ้นมาหมายจะกระชากของเกะกะพวกนั้นทิ้งไป ตอนนั้นเองฉินซีก็หยุดฝีเท้า

“พักสักครู่เถิด” เขาหาพื้นราบแห่งหนึ่ง แสงสว่างแลดูอ่อนโยนผุดขึ้นมาบนพื้นลากล้อมเป็นเส้นวงกลมขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กวงหนึ่ง เสร็จแล้วตัวเขาก็ลงไปนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้

หลิงหูเจินเจินหอบอย่างหนัก “ไม่ใช่ว่ามีทหารไล่ตามมาหรือ” นางรู้สึกว่าตนเองยังวิ่งได้อีกระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็คงทนได้จนฟ้าสว่าง

“ข้าวาดค่ายกลแสงวิสุทธิ์แล้ว”

ฉินซีคร้านจะอธิบายว่าสิ่งใดคือค่ายกลแสงวิสุทธิ์ เขาดึงชายเสื้อของตน ตอนนั้นเองเขาก็พบว่าบนคอเสื้อของตนมีชาดเปื้อนอยู่หลายจุด ชวนให้คลางแคลงว่าไปทำสิ่งใดมา

เขาจดจ้องมันอยู่นานแล้วเงยหน้ามองหลิงหูเจินเจิน ริมฝีปากของนางสีเข้มสดยิ่งนัก เจ้าสิ่งนี้คงติดมาตอนนางกอดเขาระหว่างที่กระโดดลงมาจากหน้าผา เขาขมวดคิ้วอยู่พริบตาหนึ่งก็ยกมือขึ้นปัด ใครจะไปคิดว่ารอยชาดกลับไม่เหมือนฝุ่น มันยิ่งเปื้อนเป็นวงกว้างยิ่งกว่าเดิม สุดท้ายเขาก็จนปัญญาจะจัดการมัน

ผู้ฝึกตนหลบธุลี หลบพิรุณ หลบเหมันต์ หลบคิมหันต์ได้ แต่กลับหลบรอยชาดเปื้อนไม่พ้น แล้วดันมาติดบนอาภรณ์สีขาวอีก

เงาร่างสีแดงฉูดฉาดขยับเข้ามานั่งยองๆ ตรงหน้าเขา นางยังหอบอยู่ เส้นทองบนเครื่องประดับศีรษะทองคำแกว่งไกว นางจ้องรอยชาดเปื้อนหลายรอยนั้น จากนั้นก็มีสีหน้าอารมณ์ดีอย่างไม่ถูกกาลเทศะ

ทันทีที่เห็นเครื่องประดับศีรษะทองคำชิ้นนั้นทำท่าเหมือนจะจิ้มใบหน้าของตนอีกรอบ เขาก็ผงะถอยหลัง แล้วก็ได้ยินนางพูดว่า “พวกเรามาไล่เรียงหนี้กันให้ชัดดีกว่า พวกเจ้าติดค้างค่าช่วยชีวิต ค่านำทาง ค่าตอบคำถามกับค่าขนน้ำของข้า แล้วยังมาทำลายแผนการหลบหนีของข้าทำให้ข้าเอากำไลกลับคืนมาไม่ได้ แต่ก็ต้องขอบคุณที่เจ้ามาช่วยเหลือ ฉะนั้นหนี้ที่ติดค้างอยู่พวกนั้นถือว่าหายกันแล้ว”

...คนต้าฮวงนี่พูดจาภาษาคนไม่เป็นใช่หรือไม่ ข้าช่วยนางแท้ๆ แต่นางกลับมาตีสีหน้า ‘ข้าไม่ถือสาเจ้าแล้วก็ได้’ ใส่ข้า ใบหน้าของนางช่างหนาจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ก็ได้ ในเมื่อจะไล่เรียงหนี้ที่ติดค้างกันให้ชัด ถ้าเช่นนั้นก็ต้องนับให้ถี่ถ้วนสักหน่อย

ฉินซีตอบเสียงเย็นชา “เจ้ากรีดเสื้อข้าขาด ห้าสิบตำลึง หุ่นยันต์แปดตัวนั่นถูกสายลมคลั่งของเจ้าเรียกออกมา หากข้าไม่ทำลายยันต์แผ่นนั้น เจ้าก็คงถูกหุ่นยันต์สังหารไปแล้ว เงินค่าช่วยชีวิตหนนั้นจะว่าอย่างไร”

หลิงหูเจินเจินโบกมือแล้วพูดอย่างใจกว้างยิ่ง “เรื่องพวกนั้นจะรวบยอดชดใช้ให้เดี๋ยวนี้ล่ะ อ้อ เจ้าพกกระดาษเยื่อเปลือกไม้มาบ้างหรือไม่”

เขาล้วงหาในแขนเสื้ออยู่นานก็ล้วงกระดาษสีขาวสองสามแผ่นออกมา “มีแต่กระดาษใยป่านสีขาว”

หลิงหูเจินเจินกำลังจะยื่นมือมารับ แต่เขากลับหดมือกลับ “จะเอาไปใช้ทำสิ่งใด”

ตัวนางเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ไม่ว่าการเคลื่อนไหวที่ว่องไวจนใช้มีดสั้นทำร้ายปีศาจบาดเจ็บหนักได้ หรือความเยือกเย็นที่ทำให้ออกวิ่งเต็มฝีเท้าได้ทันทีหลังร่วงมาจากหน้าผา แล้วก็ของประหลาดหายากมากมายก่ายกองที่นางพกไว้กับตัว สรุปก็คือในสายตาเขา นางไม่นับเป็นคนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว

ใบหน้าของนางอารมณ์ดีจนราวกับจะเปล่งแสงออกมา แม้แต่น้ำเสียงก็ร่าเริงขึ้นหลายส่วน “ข้าจะช่วยเจ้ากำจัดรอยพวกนั้นอย่างไรเล่า แล้วก็รับประกันด้วยว่าต่อให้จะบุกป่าฝ่าดงอีกมากเท่าใด ตัวเจ้ากับเสื้อผ้าจะสะอาดหมดจดจนกว่าจะถึงต้าฮวงฝั่งตะวันตก พวกเราสองคนจะเดินทางไปต้าฮวงฝั่งตะวันตกเหมือนกัน ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ฝึกตน เรื่องวิวาทก็ยกให้เจ้า ส่วนเรื่องเสื้อเอยเรื่องหุ่นยันต์เอยที่เจ้าพูดถึงเมื่อครู่ หนี้ก้อนนั้นคงสักห้าร้อยตำลึง ข้าช่วยวาดยันต์หลบธุลีให้เจ้าใบหนึ่งก็เท่ากันแล้ว”

“ยันต์-หลบ-ธุลี” ฉินซีเอ่ยทวนทีละคำพลางจ้องนางเขม็ง “เจ้าวาดยันต์เป็นด้วยหรือ”

เขารู้ว่าที่ต้าฮวงมีช่างฝีมือเวทอยู่มากมาย แต่ได้ยินมาว่าพวกเขามักจะเก็บตัวเงียบเชียบอย่างยิ่ง น้อยครั้งนักที่จะเผยตัวตน นี่เขาบังเอิญมาเจอเข้าคนหนึ่งจริงๆ หรือ

เขาส่งกระดาษไปให้ “เจ้าวาดให้ข้าดูหน่อย”

หลิงหูเจินเจินหยิบกระดาษใยป่านสีขาวมาถูระหว่างนิ้วมืออย่างพิถีพิถัน พลังวิญญาณของกระดาษใยป่านสีขาวสู้กระดาษเยื่อเปลือกไม้ไม่ได้ เกรงว่าใช้น้ำหมึกธรรมดาอาจจะไม่ได้ผล

นางปลดต่างหูทองคำที่หูซ้ายออกมาแล้วใช้ปลายแหลมแทงเข้าที่นิ้วชี้อย่างแรง นางใช้เลือดวาดลายเส้นอย่างมั่นคงตั้งแต่เส้นแรกจรดเส้นสุดท้าย วาดยันต์หลบธุลีสำเร็จออกมาหนึ่งใบ โลหิตปลุกปฏิกิริยาของยันต์บนกระดาษใยป่านสีขาว ผิวกระดาษฉับพลันเปล่งแสงวูบหนึ่ง อักขระยันต์สีโลหิตเส้นนั้นจู่ๆ ก็คล้ายมีชีวิต มันทอแสงสีแดงออกมาเรืองๆ

“ให้เจ้า” นางส่งยันต์ไปให้อย่างใจกว้าง

ฉินซีใช้ปลายนิ้วจับขอบกระดาษยันต์ทีละนิด เขาสำรวจหน้าหลังซ้ายขวาอยู่นาน แล้วหันไปมองนางอีกหลายครั้ง นัยน์ตาสีอำพันของนางสะท้อนแสงจันทร์กลายเป็นสีเขียวหม่น ในนั้นเต็มไปด้วยแววตาคาดหวัง

เขาวางยันต์ลงบนเสื้อเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็เห็นรอยชาดที่ถูเท่าไรก็ไม่ออก กระจายหลุดไปจากเนื้อผ้าราวกับเม็ดฝุ่น เพียงดีดทีเดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

จริงเสียด้วย

ฉินซีกางกระดาษยันต์ออกอย่างอดใจไม่ไหว เขาตั้งสมาธิพิจดูยันต์ที่ทอแสงสีแดงเรืองๆ แผ่นนั้น มองปราดเดียวก็มองออกว่าฝีมือการวาดยันต์ของนางชำนาญมาก ทั้งยังมือนิ่งมาก นางเป็นช่างฝีมือเวทจริงหรือ

สายตาเขาจับจ้องมือของนาง ฝ่ามือของนางเรียวเล็กและขาวผ่อง ไม่มีหนังด้านสักนิด

ช่างฝีมือเวทจะไม่มีรอยหนังด้านได้อย่างไรกัน

หลิงหูเจินเจินรู้สึกโล่งไปทั้งตัว นางพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ “ครานี้สองฝ่ายไม่ติดค้างกันแล้ว”

ฉินซีพับยันต์หลบธุลีซุกเข้าไปในแขนเสื้ออย่างเงียบๆ จากนั้นจู่ๆ แสงสีขาวก็ลอยจากฝ่ามือของเขามาโอบล้อมปลายนิ้วชี้ของนางอย่างนุ่มนวล เขาบอกอย่างเนิบช้า “อาคมรักษาของข้ามีค่าห้าร้อยหนึ่งตำลึง เจ้าคงต้องจ่ายเงินคืนข้าแล้ว”

หลิงหูเจินเจินตกตะลึง “แพงปานนั้นเชียว!”

แล้วอีกอย่างห้าร้อยก็ห้าร้อย หกร้อยก็หกร้อยสิ ห้าร้อยหนึ่งตำลึงนี่มันอะไรกัน!

“ข้า...ไม่ได้ขอให้เจ้ารักษาเสียหน่อย” นางพยายามหาช่องโหว่ของหนี้ก้อนนี้

“เจ้าก็ไม่ได้ขอให้ข้าช่วยเจ้า แต่ความจริงก็คือข้าช่วยเจ้ามาแล้วแล้วก็รักษาเจ้าแล้วด้วย” เขาลูบปอยผม ห่วงหยกเรียวเล็กแกว่งไกวเบาๆ อยู่ริมใบหู ดวงตาสีดำสนิทหรี่ลงเล็กน้อย “แล้วอีกอย่างนี่ก็เป็นรอยที่เจ้าทำเปื้อนตั้งแต่แรก เจ้าทำความสะอาดมันย่อมเป็นเรื่องถูกต้องสมควรอยู่แล้ว”

เขาไม่พูดเรื่องนี้ก็แล้วไปเถิด พอพูดถึงเรื่องนี้หลิงหูเจินเจินก็ไม่สบอารมณ์ทันที “เจ้าต่างหากที่ลากข้ากระโดดหน้าผาลงมาก่อน”

ฉินซีตอบเสียงเฉยเมย “ก็เจ้าไม่บอกข้านี่ว่าอย่ากระโดด”

หลิงหูเจินเจินรู้สึกว่าตนเองเริ่มถูกเขาชักจูงจนสับสน ทั้งที่ในความคิดของนางพวกเขาสองคนชดใช้หนี้จบสิ้นไม่ติดค้างกันแล้ว แต่ฝั่งเขากลับมีหนี้เหลวไหลไร้สาระงอกขึ้นมาจนหนี้ไม่จบ ยามนี้กลายเป็นว่าตนเองมอบยันต์ให้เขาแล้วแต่ดูเหมือนจะต้องแถมเงินเพิ่มให้อีก นี่มันท่าไม่ดีแล้วจริงๆ

นางหันหลังทำท่าจะเดินหนีไป แต่แล้วก็ได้ยินเขาบอกว่า “ทางที่ดีเจ้าอย่าออกจากค่ายกลแสงวิสุทธิ์จะดีกว่า ศัตรูที่ไล่ตามมาคงใกล้มาถึงแล้ว”

นางชะงักกึกอยู่กับที่ เขาจึงเอ่ยต่อ “นี่ก็ช่วยเจ้าอีกหนึ่งหน ระหว่างเดินทางไปต้าฮวงฝั่งตะวันตกหนนี้ เกรงว่าเจ้าคงจะต้องติดค้างเงินข้าไม่น้อย”

หลิงหูเจินเจินโพล่งอย่างตกตะลึง “ข้าให้ยันต์หลบธุลีเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ”

ฉินซีทำหน้าเหมือนตกตะลึงยิ่งกว่านางอีก “แม่นางหลิงหูไม่เคยทำการค้าหรือไร การค้าเป็นเรื่องของทั้งสองฝ่าย เจ้าจะตัดสินใจเองคนเดียวได้อย่างไรกัน”

...แย่แล้ว นางรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมีเหตุผลอย่างยิ่ง

“เจ้า แล้วเจ้าจะคิดเงินเท่าไร” น้ำเสียงของนางเริ่มเบาหวิว

เขาโคลงศีรษะเล็กน้อย “ข้าคงต้องคิดสักหน่อย รอคิดออกแล้วค่อยบอกเจ้า”

“ข้าเอากำไลกลับมาไม่ได้ ตอนนี้ที่ตัวข้าไม่มีเงิน”

ทว่าฉินซีกลับทำมือบอกให้นางเงียบเสียง อึดใจต่อมาในป่าพลันมีสายลมโหมกระหน่ำ เมฆปีศาจก่อตัวรวมกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่โตบดบังแสงจันทร์จนมิด ไม่รู้ว่าในนั้นมีสัตว์ปีศาจซ่อนอยู่กี่ตัว แต่บนร่างสัตว์ปีศาจแต่ละตัวมีปีศาจร่างยักษ์รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาโหดเหี้ยมขี่อยู่บนหลัง ดาบยาวในมือพวกเขาทอประกายวาววับเย็นยะเยือก

ไม่ทันไรเสียงตีฆ้องก๊องๆ ก็ดังลั่นท้องนภา มันกังวานก้องไปจรดพื้นที่อันไกลลิบ ดูท่าทางราชันปีศาจทังหยวนจะตัดสินใจประกาศคำสั่งของตนเองไปทั่วทั้งอาณาเขต

“ราชันปีศาจชังหยวนมีคำสั่ง! นับจากวันนี้จงกำจัดผู้ฝึกตนทุกคนภายในอาณาเขต! ด่านสำคัญของต้าฮวงฝั่งใต้ที่เชื่อมไปยังต้าฮวงฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตกและฝั่งเหนือต้องถูกควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวด! หากมีผู้ใดในอาณาเขตกล้าซ่อนตัวผู้ฝึกตน ประหารไม่มีละเว้น!”

หลิงหูเจินเจินกุมใบหน้าอย่างกลัดกลุ้ม ครานี้จบสิ้นกันแล้ว แม้แต่เสื้อผ้านางก็ไม่มีเปลี่ยน สวมชุดนี้เดินทางก็เหมือนเป้าที่มีชีวิต ไม่มีวันเดินทางไปถึงต้าฮวงฝั่งตะวันตกคนเดียวได้แน่

นางจัดการปีศาจพงไพรสองสามตัวได้ กัดฟันรับมือกับทหารปีศาจที่หลงอยู่ตนเดียวสักสองสามตนก็น่าจะยังไม่เป็นปัญหา แต่หากต้องเผชิญหน้ากับทหารปีศาจนับพันหมื่นที่แห่แหนมาดุจน้ำหลาก คงมีแต่ผู้ฝึกตนเท่านั้นที่รับมือได้

หากเป็นเช่นนั้นนางรู้สึกว่านางคงจะต้องติดเงินคนแซ่ฉินมหาศาล

ทหารปีศาจที่ดูคล้ายเมฆดำทะมึนขบวนนั้นลับหายไปจากท้องฟ้า ฉินซีเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าไม่รีบเดินทาง ไม่คิด ‘หนึ่งวันหนึ่งร้อยตำลึงเงิน’ แน่ รอเจ้ามีเงินเมื่อใดค่อยสะสางหนี้กัน ไม่รีบร้อน”

...เขายังจะพูดเรื่องที่คุยกันเมื่อครู่ต่ออีก ว่าแต่ไฉนคำพูดนี้มันฟังดูคุ้นหูชอบกลนะ

หลิงหูเจินเจินเค้นสมองครุ่นคิด แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเพราะเหตุใด นางตัดสินใจดึงเครื่องประดับทองคำหนักอึ้งบนศีรษะลงมา “ไม่เช่นนั้นเจ้าเห็นว่าเครื่องประดับศีรษะชิ้นนี้เป็นอย่างไร น่าจะขายได้ราคาไม่น้อย”

ฉินซีพินิจเครื่องประดับศีรษะทองคำอย่างตั้งใจแล้วตอบว่า “ก็ได้”

หลิงหูเจินเจินรีบดึงต่างหูทองที่ถ่วงติ่งหูจนเจ็บลงมาด้วยอย่างคล่องแคล่ว “เจ้านี่ก็เอาไปด้วยเถอะ”

เขาสะบัดแขนเสื้อยาวหนึ่งหน เครื่องประดับสีทองอร่ามพลันถูกเก็บเข้าจักรวาลในแขนเสื้อ จากนั้นก็บอกว่า “เช่นนั้นเงินค่าช่วยชีวิตครั้งเมื่อครู่นับว่าชดใช้กันหมดแล้ว”

นางเกือบจะเต้นผาง “เจ้าคิดเงินเป็นครั้งหรือ ทองคำมากมายถึงเพียงนั้น มีค่าเท่ากับครั้งเดียวเท่านั้นหรือ”

ฉินซีแสร้งตีสีหน้าจริงจังราวกับกำลังเจราการค้ากับนาง “แม่นางหลิงหูบอกเองไม่ใช่หรือว่ายันต์หลบธุลีหนึ่งแผ่นมีค่าเท่ากับห้าร้อยตำลึง ข้าคิดว่าชีวิตของแม่นางคงจะล้ำค่ากว่ายันต์แผ่นนั้นมากกระมัง เจ้าไม่ชอบคิดเงินตามจำนวนครั้ง ถ้าเช่นนั้นหรือว่าจะคิดตามจำนวนวัน การค้าขายแลกเปลี่ยนย่อมเป็นเรื่องของทั้งสองฝ่าย เจ้าเสนอความเห็นมาได้ พวกเราค่อยๆ หารือกัน”

หารือกับเจ้ามีประโยชน์ด้วยหรือ ในที่สุดหลิงหูเจินเจินก็มองออกแล้ว เขาฉวยโอกาสที่ราชันปีศาจทังหยวนเป็นบ้า อาศัยว่าตนเองเป็นผู้ฝึกตนต่อสู้เก่งมาโก่งราคารีดเงินจากนาง หากคิดเงินตามวันอย่างที่เขาว่า หนี้ที่นางติดค้างคงมากมายจนกองสูงเท่าภูเขา ถมลึกได้ถึงก้นสมุทร

น่ารำคาญนัก เหตุไฉนนางจึงต่อสู้กับทหารปีศาจไม่ได้บ้างนะ หากนางสู้ได้ นางคงจะเดินทางไปคนเดียวแล้ว ไม่มีเหตุผลให้ต้องมาอยู่กับผู้ฝึกตนเฮงซวยผู้นี้หรอก

“ข้าได้ยินว่าช่างฝีมือเวทส่วนมากต่างเป็นมหาเศรษฐี” ฉินซีถึงขั้นยอมเริ่มเป็นฝ่ายหาทางไกล่เกลี่ยกับนาง “ยันต์หนึ่งแผ่นขายได้หลายร้อยตำลึง เจ้าก็ขายเพิ่มสักสองสามแผ่นก็ใช้ได้แล้วไม่ใช่หรือ ไยต้องมากลัดกลุ้มกับเงินเล็กน้อยเท่านี้”

คนผู้นี้ต้องสายตาเพี้ยนไปแล้วแน่ ถึงเห็นว่านางเป็นมหาเศรษฐี

หลิงหูเจินเจินตัดสินใจบอกอย่างตรงไปตรงมา “ข้ายังไม่นับว่าเป็นช่างฝีมือเวท ข้าวาดได้แต่ยันต์เท่านั้น ต้องเป็นช่างฝีมือเวทที่แท้จริงจึงจะมีช่องทางขายของ”

เป็นเช่นนี้เองสินะ มิน่าบนมือจึงไม่มีรอยหนังด้าน นางก็ตรงไปตรงมามากอยู่เหมือนกัน

ฉินซีเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามว่า “เจ้ารู้จักเมืองติ้งอวิ๋นที่ดินแดนต้าฮวงฝั่งตะวันตกหรือไม่”

แน่นอนต้องรู้สิ รู้ดีจนไม่รู้จะรู้ดีอย่างไรแล้ว ก็สำนักของอาจารย์ตั้งอยู่บนเขาร้างนอกเมืองติ้งอวิ๋นนี่นา นางมองเขาอย่างคลางแคลง คงไม่บังเอิญเช่นนั้นกระมัง

“หากเจ้าพาข้าไปเมืองติ้งอวิ๋นได้ ค่าอาหารกับค่าที่พักตลอดทางนี่ข้าจะออกให้เอง”

เรื่องนี้ก็ได้อยู่หรอก แต่เงินค่าช่วยชีวิตนั่น...

“แน่นอนว่าหากพบทหารปีศาจหนึ่งหนก็เท่ากับช่วยเจ้าหนึ่งครั้ง เงินนี่เจ้าต้องจ่าย รอไปถึงเมืองติ้งอวิ๋นแล้ว ข้าจะสะสางหนี้ให้เรียบร้อย”

รู้อยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นเช่นนี้

หลิงหูเจินเจินพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ ดีล่ะ พอไปถึงต้าฮวงฝั่งตะวันตกนางจะหนี เจ้าคนสำนักบะหมี่ราชันคนนี้คิดเงินแพงบรรลัย นางไม่หลงกลเขาหรอก พบพานคนชั่วเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องชดใช้หนี้ให้หมด

ฉินซีมองนาง “ตอนนี้เจ้าคงไม่ได้กำลังคิดว่า พอไปถึงต้าฮวงฝั่งตะวันตกแล้วเจ้าจะหนี เป็นตายไม่ยอมจ่ายเงิน ข้าจะไปมีปัญญาทำอะไรเจ้าได้กระมัง”

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า” นางแสร้งทำเป็นชมจันทร์อย่างใจเย็น

ฉินซีชี้ค่ายกลแสงวิสุทธิ์ที่ใช้หลบปีศาจแล้วบอกว่า “ข้าจะทิ้งค่ายกลแสงวิสุทธิ์ไว้ที่นี่ ขอเพียงมันยังอยู่ ข้าก็ย้อนกลับมาได้ตลอดเวลา หากเจ้ากล้าหนีหนี้ ข้าคงได้แต่ส่งเจ้ากลับมา”

จริงหรือหลอก! นางหันขวับกลับไปมองเขา

“เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า” น้ำเสียงของเขานิ่งสงบอย่างยิ่ง ไม่มีสุ้มเสียงสั่นไหวตรงไหนให้ฟังออกเลยว่าจริงหรือลวง “สรุปก็คือ ข้าไม่จำเป็นต้องมีเจ้านำทางก็ได้ แต่เจ้าจำเป็นต้องมีข้าคอยช่วยชีวิตเจ้า”

คำพูดนี้เตะตรงจุดสำคัญอย่างตรงเผง หลิงหูเจินเจินทรุดยวบไปเกาะต้นไม้ ร่างกายรูดลงไปชนกิ่งไม้จนใบไม้ร่วงลงมาเกลื่อนกลาด

ในที่สุดฉินซีก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว เขาหัวเราะออกมาดังพรืด “ข้าจะคิดราคาถูกหน่อย เจ้าจ่ายไหวแน่นอน”