ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 45 ตอนที่ 45
ตอนที่ 45
เผยโย่วลืมตาขึ้น
อากาศในห้องหนังสืออบอุ่น ถึงขั้นค่อนข้างร้อน กำยานในโถยังติดไฟ มีควันลอยขึ้นมา หนังสือเล่มโปรดของเขาวางเรียงรายบนชั้นวาง ทั้งยังมีภาพวาดที่ยังวาดไม่เสร็จ
เผยโย่วเป็นคนเลือกมาอยู่ที่เรือนชิงฮุยเอง เรือนแห่งนี้อยู่ห่างจากเรือนอื่นๆ ในจวน เขามีบ่าวรับใช้ไม่มาก เมื่อค่ำคืนมาเยือน เรือนนี้จึงเงียบมาก
ไม่รู้ว่าเวลานี้ยามใดแล้ว เงียบสงัดเป็นพิเศษ
เผยโย่วลุกขึ้น เดินไปเปิดหน้าต่าง ลมเย็นพัดผ่านเข้ามา ทำให้เขาสดชื่นขึ้นมาก
ฝันอีกแล้ว
นับตั้งแต่ฝันครั้งแรกเมื่อคืนวันที่ยี่สิบห้าเดือนสาม ครึ่งปีที่ผ่านมานี้เขาก็ฝันตลอด ความฝันเหล่านี้คล้ายจะเป็นเรื่องจริงและคล้ายไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องราวในฝันคล้ายเคยเกิดขึ้น จากตอนแรกที่เขารู้สึกสงสัย เวลานี้เริ่มยอมรับได้แล้ว
โลกกว้างใหญ่ ย่อมมีหลายสิ่งยากที่จะอธิบาย มีเรื่องที่ไม่อาจอธิบายได้
บางทีอาจจะมีเขาอีกคนในที่ไหนสักแห่งจริงๆ ทั้งยังเคยพบเจอเหตุการณ์ตามที่เขาฝัน
ในตอนหลังเขาพบว่ามีหลายสิ่งที่ความฝันกับความจริงบังเอิญเหมือนกัน จึงเริ่มใช้ประโยชน์จากความฝัน
ยกตัวอย่างเช่นเศษผ้าที่ไม่น่าจะมีใครสังเกตเห็น
ในความฝัน เพลิงไหม้ครั้งนั้นคร่าชีวิตท่านพ่อท่านแม่และหวังฉินเซิงไป ถึงแม้หลังจากเกิดเรื่องตนไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ แต่สุดท้ายด้วยความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา จึงให้คนตามสืบ ท้ายที่สุดจึงพบร่องรอยการลอบวางเพลิง ตนในฝันร้อนใจอยากจะรู้ความจริงว่าใครเป็นคนวางเพลิงมากกว่าตนในตอนนี้ ไม่นานก็ถามองค์หญิงใหญ่ไปตามตรง องค์หญิงใหญ่กับเขาทะเลาะกันใหญ่โต แม้จะคืนดีกันอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองมีรอยร้าว
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เขาและถูไป๋กลับตระกูลหวัง เจอเศษผ้านั้น เพราะในความฝัน เขาจะกลับไปที่นั่นทุกครั้งที่คิดถึงท่านพ่อท่านแม่ ครั้งหนึ่งเขาบังเอิญเปิดหน้าต่าง จึงเห็นเศษผ้านั้น
หลังจากตื่นจากความฝันในครั้งนั้น เขากับถูไป๋มุ่งหน้าไปที่ตระกูลหวังทันที คิดไม่ถึงว่าเขาจะเจอเศษผ้าผืนเดียวกับในความฝัน
แค่ว่าเศษผ้านี้ไม่ได้ติดอยู่ที่หน้าต่างห้องหวังฉินเซิง แต่ติดอยู่ที่หน้าต่างห้องคู่สามีภรรยาหวัง
เห็นชัดว่าเป็นเพราะในฝันไฟไหม้เริ่มจากห้องหวังฉินเซิง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงไฟไหม้เริ่มจากห้องคู่สามีภรรยาหวัง
เช่นนี้ หมายความฝันสิ่งที่แตกต่างระหว่างความฝันกับความจริง แท้จริงแล้วมีหลักเหตุผลให้อ้างอิงได้
ฝันครั้งแรกของเขาคือ หวังฉินเซิงถูกทำร้ายจนเสียขาทั้งสองข้างไป
ในเมื่อหวังฉินเซิงถูกทำร้ายจนเสียขาทั้งสองข้างไป เขาย่อมไม่อาจพาหวังฉินเซิงกลับจวนกั๋วกง คนวางเพลิงจึงเลือกจุดไฟที่ห้องของหวังฉินเซิง ผู้ที่เคลื่อนไหวลำบาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ สามารถตัดสินได้ว่า อีกฝ่ายต้องรู้จักคู่สามีภรรยาหวังและหวังฉินเซิงระดับหนึ่ง มิเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อห้องของหวังฉินเซิงไฟไหม้ สองสามีภรรยาไม่มีทางหนีเอาตัวรอด
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง หวังฉินเซิงกลับจวนกั๋วกงกับเขา คนร้ายจึงเลือกวางเพลิงที่ห้องของคู่สามีภรรยาหวัง จึงเป็นเหตุให้เศษผ้านั่นติดที่หน้าต่างห้องคู่สามีภรรยาหวัง
เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ มีเหตุและผลที่น่าเชื่อถือ เขาจึงเชื่อว่าความฝันเหล่านั้นไม่ใช่แค่ความฝัน
เพียงแต่เขาจะฝันถึงเรื่องราวเหล่านั้นเพียงครั้งเดียว อีกทั้งภาพในฝันยังชัดเจนราวกับประสบพบเจอด้วยตนเอง มีเพียงความฝันเมื่อครู่...
ครั้งแรกที่ฝันถึงเรื่องนั้นคือเมื่อสามเดือนก่อน ซึ่งตรงกับเวลาในความฝัน รัชศกเจียเหอปีที่สิบสี่เดือนเก้า เขาตื่นจากฝัน จำได้ว่าตนพากู้เฟยไปที่ร้านยาเหรินเหอ จำได้ว่าตนเจอใครคนหนึ่งหน้าร้านขายยา
แต่คือใครนั้น พูดคุยอะไรกับเขาบ้าง ทำอะไรบ้าง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ออก
ทั้งยังฝันซ้ำไปมาอีกหลายครั้ง
แต่ไม่ว่าจะฝันกี่ครั้ง ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาล้วนจำไม่ได้
เขาพอจะเดาได้ว่าตนเจอตัวเสี่ยวหย่าแล้ว ครั้งแรกที่ฝัน เขาพากู้เฟยไปที่ร้านยาเหรินเหอทันที
แต่เขาไปติดต่อกันหลายวัน กลับไร้วี่แวว
ตอนหลังเขาวาดรูปสมัยเด็กของนาง ให้กู้เฟยไปเฝ้าที่ร้านยาเหรินเหอ
ผ่านไปสามเดือนแล้ว ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ
เผยโย่วปิดหน้าต่าง อากาศในห้องเย็นขึ้นมากแล้ว
เขากลับไปนั่งที่โต๊ะ มองภาพทิวทัศน์หิมะที่ยังวาดไม่เสร็จ เก็บภาพวาด แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านครู่หนึ่ง แล้วโยนทิ้ง
ภาพความฝันเมื่อครู่ฉายขึ้นมาอีกครั้ง
เขาจำไม่ได้ว่าตนเจอใคร หลังจากนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างเขาก็จำไม่ได้ แต่ความรู้สึกในเสี้ยววินาทีนั้นเสมือนจริงยิ่งนัก
หากคือเสี่ยวหย่าจริงๆ ก่อนหน้านี้เขาตามหานาง แค่อยากจะทำตามสัญญาในวัยเด็ก เป็นห่วงไม่อยากให้นางต้องกลายเป็นอนุภรรยาของคนอื่น แต่ในความฝันนั้น...
เผยโย่วพ่นลมหายใจ
ในความฝัน คล้ายว่าตนจะตกหลุมรักเสี่ยวหย่าตั้งแต่แรกพบ
…
เพิ่งผ่านยามไฮ่ ไฟนำทางจวนกั๋วกงสว่างอีกครั้ง หน้าประตูส่งเสียงดัง มีทั้งเสียงรถม้า เสียงคน ดังครู่หนึ่งกว่าจะเงียบลง
แตกต่างจากท่านซื่อจื่อผู้รักความเงียบสงบ อดีตคุณชายใหญ่จวนกั๋วกง ซึ่งก็คือคุณชายรองเผยเซ่า เป็นคนให้ความสำคัญกับมารยาทและพิธีการต่างๆ มาก ไม่ว่าจะออกจากจวนหรือกลับเข้าจวน ล้วนต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของ ‘จวนกั๋วกง’
หลังจากเสียงดังครู่หนึ่ง ประตูใหญ่ปิดลง เผยเซ่ากลับเรือนติงสุ่ยโดยมีบ่าวรับใช้คอยติดตามมากมาย
เทียบกับเรือนชิงฮุยแล้ว เรือนติงสุ่ยหรูหรากว่ามาก ทว่าหลังจากเผยโย่วกลับมา เขาบอกว่าไม่ชอบให้ในเรือนเต็มไปด้วยบ่าวรับใช้ เผยกั๋วกงจึงพูดเปรียบเปรย สุดท้ายด้วยความชาญฉลาดของพ่อบ้าน เขาจึงลดบ่าวรับใช้ในเรือนติงสุ่ยไปครึ่งหนึ่ง
ทันทีที่เข้ามาในเรือน เผยเซ่าก็โมโหโดยอ้างว่าเป็นเพราะตะเกียงส่องสว่างไม่มาก หวนคิดถึงเมื่อก่อนตอนเขากลับมาดึกๆ เช่นนี้ มีครั้งใดบ้างที่ไฟไม่ถูกจุดจนสว่างไสว ในเรือนเต็มไปด้วยบ่าวรับใช้?
เข้ามาในห้อง ติงกุ้ยรีบยกน้ำชามาให้เขา “คุณชายใจเย็นขอรับ พวกบ่าวรับใช้โง่เขลาเหล่านั้น พรุ่งนี้บ่าวจะขายทิ้งให้หมด ไม่ทำให้คุณชายเสียสายตาขอรับ!”
เผยเซ่ารับน้ำชา แต่เขายังคงไม่สบอารมณ์ เขวี้ยงแก้วน้ำชาทิ้ง “ไอ้สารเลว!”
ไม่รู้ว่ากำลังด่าใครกันแน่
ทว่าติงกุ้ยรู้ดี
ก่อนเผยโย่วจะกลับมา ทั้งจวนกั๋วกงมีเผยเซ่าเป็นคุณชายที่โตแล้วเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้จะเป็นบุตรอนุภรรยา แต่ถึงอย่างไรก็เป็น ‘คนโต’ องค์หญิงใหญ่สวดมนต์ไหว้พระมาหลายปี ไม่สนใจเรื่องในเรือน ทุกคนในจวนจึงปฏิบัติต่อเขาเหมือนคุณชายใหญ่
หลังจากผ่านปีนี้ไป เผยเซ่าก็อายุยี่สิบแล้ว ถึงวัยสวมกวาน[footnoteRef:1] เดิมทีบรรดาศักดิ์ซื่อจื่อต้องตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กลับ... [1: วัยสวมกวาน ในที่นี้อ้างอิงจาก พิธีสวมกวาน ซึ่งจะจัดขึ้นเมื่อผู้ชายอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ เพื่อเป็นการแสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ ]
อีกแค่ก้าวหนึ่งเท่านั้น
ตั้งแต่เผยโย่วกลับมา เขาที่ไม่ใช่ทั้ง ‘บุตรเอก’ ไม่ได้เป็นทั้ง ‘บุตรคนโต’ บรรดาศักดิ์ซื่อจื่อ ยิ่งไม่อาจเพ้อฝัน
คนในจวนกั๋วกงล้วนหลักแหลม สายเลือดของใครแท้จริงที่สุด จึงจะเป็นนายคนใหม่ในอนาคต
จู่ๆ เผยเซ่าก็ถูกลดทอนสวัสดิการ
“เขาสูงศักดิ์ เขาสูงส่ง! ข้าว่าเขาคงยากไร้จนเคยตัว ใช้ชีวิตเยี่ยงคนรวยไม่เป็น!” เผยเซ่ากัดฟันแน่น
“คุณชายขอรับ คำพูดเช่นนี้เราปิดประตูลงก่อนค่อยพูดสิขอรับ” ติงกุ้ยรีบไปปิดหน้าต่าง “หากมีคนปากพร้อยนำเรื่องนี้ไปพูด จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคุณชายกับท่านซื่อจื่อได้นะขอรับ”
เผยเซ่าหรี่ตาลง “ไอ้สารเลว เจ้าก็อยู่ข้างเขา?”
ติงกุ้ยยกน้ำชาแก้วใหม่ไปให้เผยเซ่า “คุณชายขอรับ เวลานี้ท่านซื่อจื่อกำลังถูกพูดถึง องค์หญิงใหญ่ดีใจ ฝ่าบาทก็ทรงดีใจเช่นเดียวกัน เหตุใดต้องทำให้ตนเองเจ็บตัวในเวลานี้ด้วยขอรับ รออีกสองปีทุกคนเลิกตื่นเต้นแล้ว คนเย็นชาอย่างท่านซื่อจื่อ ไม่อาจซื้อใจคนได้เหมือนคุณชายขอรับ"
เผยเซ่าหัวเราะในลำคอ “ฝ่าบาททรงดีใจยิ่งนัก แทบอยากจะยกองค์หญิงเจาเหอให้เขา”
“เรื่องดีๆ ทุกอย่างล้วนตกเป็นของเขา เพราะอะไร” เผยเซ่าจิบน้ำชา ปรับน้ำเสียง พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ที่เจ้าทำเมื่อครู่ มั่นใจใช่ไหมว่าไม่มีผู้ใดเห็น”
“บนสะพานมืดมาก คนก็เยอะ บ่าวเพียงผลักก็ตกทะเลสาบแล้ว คุณชายวางใจเถอะขอรับ ไม่มีผู้ใดเห็น” ติบกุ้ยพูดเสียงเบา กระซิบข้างหูเผยเซ่า
เผยเซ่าหัวเราะในลำคอ
อยากจะแต่งงานกับองค์หญิง? หรือว่าอยากจะแต่งงานกับบุตรีเอกของเสนาบดีจ้าว?
ข้าล้วนไม่ปล่อยให้เจ้าสมหวัง
เผยโย่วเกลียดคุณหนูตระกูลหวังที่ตามตอแยไม่เลิกไม่ใช่หรือ เขาจะจับคู่ให้พวกเขาเอง!
คืนนี้เขาสั่งให้ติงกุ้ยจับตาดูคุณหนูเวิน เมื่อสบโอกาสให้ลงมือทันที ทางที่ดีที่สุดทำให้ทั้งสองไม่อาจแก้ตัวได้ ผู้ใดจะคาดคิดว่าสุดท้ายโอกาสจะมาถึง
ตอนเกิดเรื่องติงกุ้ยยืนอยู่หลังคุณหนูเวินพอดี จึงผลักนางลงไปในทะเลสาบ
หากสำเร็จ วันข้างหน้าต้องไปดื่มสุรากับเวินถิงชุนแล้ว
เผยเช่าแสยะยิ้มร้ายกาจ นั่งกระดิกเท้าพร้อมกับลูบคาง
“แต่ว่าคุณหนูเวิน หลังจากเกิดเรื่องก็กลับจวนทันที ไม่รู้ว่าท่านซื่อจื่อเป็นคนช่วยนางเอาไว้หรือไม่...ด้วยนิสัยของนางตามที่ได้ยินมา หากท่านซื่อจื่อเป็นคนช่วยนาง นางควรกัดไม่ปล่อยไม่ใช่หรือขอรับ จะกลับจวนตามลำพังได้อย่างไร” ติงกุ้ยพูด
“เสิ่นจิ้นช่วยคุณหนูจ้าว พี่ชายราคาถูกของข้าและคุณหนูเวินตกน้ำและหายตัวไปพร้อมกัน เจ้าเชื่อหรือว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน”
“หากพวกเขาปิดปากเงียบไม่พูด...”
“ไม่ง่ายกว่าหรือ”
เผยเซ่าเลิกคิ้วขึ้น กระดิกนิ้วมือเรียกติงกุ้ย พูดกระซิบข้างหูเขา